เกร็ดธรรมะ
สัจธรรมนำสู่มาตุภูมิ
ตอนที่ 3.3 ......ยุคสามปลายกัป
นับตั้งแต่เบิกฟ้าเกิดดิน จวบจนฟ้าสิ้นดินสลาย ช่วงระยะเวลาระหว่างนี้เราเรียกว่า "หนึ่งอุบัติกาล" ของฟ้าดิน หนึ่งอุบัติกาล มี "สิบสองบรรจบกาล" หรืออาจจะใช้ "สิบสองราศี" มาเป็นสัญลักษณ์ หนึ่งบรรจบกาล เป็นระยะเวลา 10800 ปี ฉะนั้น ในหนึ่งอุบัติกาลเป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้น 129600 ปี (10800 x 12) เรียกว่า "หนึ่งกาลเกิดดับของฟ้าดิน" เนื่องจาก แต่ละบรรจบกาลมีบรรยากาศที่แปรปรวนแตกต่างกันออกไป เกณฑ์กำหนดของภัยพิบัติตามวาระสมัยจึงไม่เหมือนกัน กาลปัจจุบันได้ดำเนินมาจนสิ้นวาระ "มะเมีย" (อู่ฮุ่ย) เริ่มเข้าสู่ช่วงวาระ "มะแม" (เว่ยฮุ่ย) หากจะนับตั้งแต่เบิกดิถีมีฟ้าดิน ก็รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น "หกหมื่นกว่าปี" และสมารถแบ่งออกเป็น "สามวาระ" หรือ "ธรรมกาล 3 ยุค" ด้วยกัน ยุคแรก "ธรรมกาลยุคเขียว" ในสมัยอริยเจ้า "ฝูซี" ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นชื่อว่า "อุทกภัยนาคราช" (หรงฮั้นสุ่ยเจี๋ย) จำนวนภัยพิบัติหลักๆ มีเพียง 9 ครั้ง อริยกษัตริย์รับหน้าที่กล่อมเกลาไพร่ฟ้าแทนเบื้องบน มีพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นผู้ปกครองธรรมกาล วิถีธรรมในสมัยนั้นลงโปรดสู่กษัตริย์ขุนนางฉุดช่วยดวงธรรมญาณกลับคืนเบื้องบน 200 ล้านดวง พร้อมทั้งกำหนดมรรคผลในการ "ประชุมปทุมทิพย์" (เหลียนฉือฮุ่ย) ยุคที่สอง "ธรรมกาลยุคแดง" ในสมัยอริยกษัตริย์ "เหวินหวัง" ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นชื่อว่า "อัคคีภัยชาตดอรุณ" (ชื่อหมิงหั่วเจี๋ย) จำนวนภัยพิบัติหลักๆ ที่เกิดขึ้นมี 18 ครั้ง (9+9) พระศากยมุนีพุทธเจ้าเป็นผู้ปกครองธรรมกาล วิถีธรรมลงโปรดสู่สมณะและปราชญ์ เช่นเดียวกันสามารถฉุดช่วยดวงธรรมญาณกลับคืนไป 200 ล้านดวง โดยกำหนดอริยะฐานะในการ "ประชุมที่เขาคิชกูฏ" (หลินซัยฮุ่ย) ยุคที่สาม "ธรรมกาลยุคขาว" สนองเกณฑ์วาระระหว่างบรรจบกาลมะเมียและมะแม ภัยพิบัติใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในวาระนี้มีชื่อว่า "วาตภัยเวหา" (กังฟงเจี๋ย) จิตใจมนุษย์เสื่อมทรามถึงขีดสุดจึงก่อให้เกิดภัยทั้ง 3 และความวิบัติทั้ง 8 ลงมาพร้อมกันภัยพิบัติทวีคูณเป็น 81 มหันตภัย (9 x 9) อย่างที่เรียกว่า "ยุคสามปลายกัป" ปัจจุบันวิถีธรรมลงโปรดสู่ครัวเรือน มีพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นผู้ปกครองธรรมกาล มีพระพุทธจี้กง และ พระโพธิสัตว์จันทรปัญญาเป็นตัวแทนในการสนองรับพระโองการฟ้าถ่ายทอดวิถีธรรม ปกโปรดอย่างกว้างขวาง ทุกวาระสมัยจะมีธรรมะกับภัยพิบัติลงมาพร้อมกัน ธรรมะลงโปรดเพื่อฉุดช่วยสาธุชนคนบุญ ส่วนภัยพิบัติลงมาก็เพื่อกวาดล้างคนชั่ว การกระทำของมนุษย์ก่อให้เกิดภัยพิบัติ ฉะนั้น ธรรมะลงโปรดเพราะเนื่องจากมีภัยพิบัติ หากวิถีธรรมเจริญเฟื่องฟู มหันตภัยก็จะลดน้อยลง จึงเห็นได้ว่าการกล่อมเกลาคนให้เข้าสู่กระแสธรรมก็เป็นการช่วยกอบกู้ภัยพิบัติได้เช่นกัน ธรรมญาณเดิมของพระอนุตตรธรรมเจ้าเบื้องบนได้แบ่งพระภาคลงมายังโลกมนุษย์ 96 ร้อยล้านดวง ในธรรมกาลยุคเขียวและธรรมกาลยุคแดงสองยุคนี้ได้ฉุดช่วยดวงธรรมญาณรวม 4 ร้อยล้านดวงกลับคืนสู่อนุตตรภูมิ ยังเหลือพุทธบุตรคนเดิมอีก 92 ร้อยล้าน เพราะฉะนั้น ในยุคสามปลายกัปนี้ต้องฉุดช่วย "เศษธรรมญาณ" อีก 92 ร้อยล้านดวง เนื่องด้วยเหตุนี้ พระอนุตตรธรรมมารดาจึงได้เบิกเมตตาประทานธรรมแท้ลงมา เพื่อปกโปรดไตรภูมิอย่างกว้างขวาง ประกาศพุทธธรรมอย่างยิ่งใหญ่ แต่ทว่าในกาลนี้จิตใจมนุษย์ได้ขาดธรรมะอย่างสิ้นเชิง มวลพุทธบุตรได้เกิดๆ ตายๆ อาลัยอาวรณ์อยู่กับมายาภาพแห่งโลกโลกีย์ หลงลืมธรรมญาณเดิมแห่งตน เมื่อไม่รู้ว่ามาจากที่ไหน แล้วใยจะรู้จักหาหนทางกลับสู่ที่เดิมได้ จึงทำให้ยิ่งหลงก็ยิ่งลึก จิตใจไม่ประเสริฐงดงามเฉกเช่นครั้งจำเนียรกาล ภายใต้แบบแผนของโลกในปัจจุบัน ผู้คนไม่กล่าวถึงคุณธรรม ข่าวการฆ่าฟันกันในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันเห็นกันจนเป็นธรรมดา ละเมิดประเวณี ขาดจริยธรรม ซ้ำยังไม่รู้จักละอาย ไร้ความกตัญญู ขาดมโนธรรม และยังไม่รู้จักสำนึก เธอยื้อฉันแย่งทำให้สังคมมืดมิด จิตใจมนุษย์เหี้ยมโหด ลุ่มหลงจนเกินควร ทำให้สภาพการที่เลวร้ายนี้ได้มาถึงขีดสุด ทั้งหมดนี้ จึงเป็นสาเหตุก่อให้เกิดมหันตภัยร้ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต อย่างที่เราเรียกว่า "ยุคสามปลายกัป" ท่ามกลางวาระยุคสาม ในขณะที่มหันตภัยได้เกิดขึ้นในธรรมกาลยุคขาวนี้ วิถีธรรมได้ลงโปรดสู่สามัญชน การที่จะฉุดช่วย "คนเดิม" จำนวนมากนี้หาใช่เรื่องง่าย ฉะนั้น ฟ้าเบื้องบนจึงได้เมตตากรุณา ทรงมีพระบัญชาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธอริยเจ้าที่เคยสำเร็จธรรมกลับไปในธรรมกาลยุคเขียวและธรรมกาลยุคแดงกว่าสี่ร้อยล้านพุทธบุตร ลงมายังโลกมนุษย์ อาศัย "ครรภ์มารดาเกิดกายา" กระจายไปยังเก้าทวีปเพื่อบำเพ็ญธรรมแท้ กล่อมเกลาจิตญาณ ช่วยงานฟ้าปฏิบัติงามธรรม ประกาศแพร่ธรรมแทนเบื้องบน เพื่อปกโปรดฉุดช่วยมวลเวไนย ไม่ว่าจะเป็นเช้าสายบ่ายค่ำ ทุ่มเทเสียสละทั้งแรงทรัพย์และแรงกาย โดยมีเป้าหมายเพื่อ "เก็บงานสมบูรณ์" ให้ทุกคนได้ "มรรคพูนผลพร้อม" รอวาระสมบูรณ์ที่จะได้กำหนดอาริยฐานะ เพื่อผู้บำเพ็ญจะได้เสวยทั้งบุญและบารมีนั่นเอง ! ด้วยเหตุนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธอริยเจ้าจึงกล่าวว่า : "งานธรรมในธรรมกาลยุคขาวครั้งนี้ สะเทือนฟ้าสะเทือนปฐพี ไม่ว่าจะเป็นเทพ เซียน หรือพุทธะที่อวตารภาคมายังโลกมนุษย์ ล้วนมีโอกาสที่จะสร้างคุณงามความดีในยุคสามนี้อีกครั้ง เพื่อเป็นฐานในการกำหนดมรรคผล ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปฏิบัติงานเพื่อธรรมะ ล้วนได้รับประทานฐานบัวอาสน์ โดยไม่แบ่งแยกว่าเธอจะเคยเป็นเซียน พุทธะ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอดีตชาติมาเกิด และไม่แบ่งแยกว่าเธอจะเคยเป็นมนุษย์ ผี หรือเดรัจฉานก็ตาม ... หากในยุคสามนี้ใครสามารถสร้างบุญจริงกุศลแท้ ล้วนสำเร็จเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธอริยเจ้ากลับคืนสู่อนุตตรภูมิได้ด้วยกันทั้งนั้น ! "