เกร็ดธรรมะ
สัจธรรมนำสู่มาตุภูมิ
ตอนที่ 5.3 ......บำเพ็ญธรรมต้อง บำเพ็ญจิตสร้างคุณลักษณะ
ฝึกฝนธรรมเริ่มที่จิต เป็นเทพเซียนสำเร็จได้ก็ด้วยการบำเพ็ญจิต ฐานพุทธะก็เริ่มสร้างจากจิต บุญบารมียิ่งต้องเริ่มปฏิบัติจากจิตภายในก่อน คุณธรรมก็ยังต้องสั่งสมที่จิต ฉะนั้น จิตจึงสร้างได้ทั้งสวรรค์และนรก เรื่องราวต่างๆ ลุได้ด้วยพลังจิต ทุกกระแสความคิดเริ่มจากจิต กระแสจิตปล่อยความคิดออกมา จิตคิดดีการกระทำก็จะออกมาดี จิตคิดไม่ดีการกระทำก็จะออกมาไม่ดี จิตเป็นกุศลการงานก็จะเป็นงานบุญ จิตเป็นอกุศลการงานก็จะเป็นงานบาป ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างหรือการสร้างเครื่องจักรกลแรกๆ ต้องมมีการเขียนแบบโดยเริ่มจากจุดใจกลาง จากจุดเป็นเส้น จากเส้นเป็นหน้ากว้าง ฯลฯ ทั้งนี้หากจุดศูนย์กลางเที่ยงตรงแบบแปลนที่วาดออกมาก็จะพลอยเที่ยงตรงตาม บ้านที่ก่อสร้างก็จะเที่ยงตรงหรือเครื่องจักรที่สร้างก็จะถูกต้องตามต้องการและมีประสิทธิภาพในการใช้งานสูง แต่หากจุดศูนย์กลางไม่เที่ยงตรง และไม่ถูกต้อง แน่นอนว่าเครื่องจักรที่สร้างขึ้นก็จะไม่ถูกต้องและไม่สามารถสำแดงอานุภาพการใช้งานของมันได้เต็มที่ กรณีเดียวกันกับ "สายกลางแห่งมหาธรรม" ที่ไม่เอนไม่เอียง ที่เป็นพุทธจิตธรรมญาณสถิตอยู่ ณ ตำแหน่งที่เที่ยงตรงการกระทำทุกอย่างล้วนอาศัย "หนึ่งจุดธรรมญาณ" ที่ว่านี้เป็นบรรทัดฐาน เป็นจุดเริ่มต้น เราจึงต้องประคองรักษา "สัมมาสติ" นี้ไว้ทุกขณะสำรวมจิตศรัทธาใจมาบำเพ็ญทุกสติมีธรรมะ ทุกขณะเคารพรักษาพุทธจริยระเบียบ ถ้าทำได้อย่างนี้ก็ไม่กลัวว่าเบื้องบนจะไม่มีส่วนของเรา และไม่กลัวว่าธรรมะจะไม่สามารถบรรลุได้ ! ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญจิตควร : (1) ปรนนิบัติพ่อแม่ มีจิตกตัญญูกตเวที (2) เป็นข้าราชการ มีจิตซื่อสัตย์โปร่งใส (3) เห็นคนตกทุกข์ มีจิตเอื้อเฟื้อช่วยเหลือ (4) เห็นคนลำบาก มีจิตเวทนาสงสาร (5) เห็นเงินคนอื่น ไม่เกิดจิตโลภคิดครอบครอง (6) เห็นลูกเมียคนอื่น ไม่เกิดจิตกามตัณหา (7) เห็นความสามารถคนอื่น ไม่เกิดจิตอิจฉาริษยา (8) เห็นคนเจริญก้าวหน้า ไม่เกิดจิตขุ่นเคือง (9) ทุกวันพินิจพิจารณา รักษาสัมมาจิตแห่งธรรม (10) ความประพฤติชั่วชีวิต รักษาจิตภักดีสุจริต สำหรับ ผู้สร้างคุณลักษณะควร : (1) คุณลักษณะการแต่งกาย การแต่งกายควรดูสุภาพเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าใหม่หรือเก่าต้องให้สะอาดสะอ้าน ไม่สกปรกเลอะเทอะ และไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เปิดหน้าเปิดหลัง (2) คุณลักษณะด้านอากัปกิริยา บุคคลิกท่าทางต้องสำรวมและสง่างาม ไม่ลุกลี้ลุกลนเดินอย่างอกผายไหล่ผึ่ง นั่งต้องสุขุมมั่นคงไม่วอกแวก มีจริยามารยาทในการต้อนรับผู้คน ไม่เชื่อช้าเฉื่อยชา พูดจาต้องรอบคอบระมัดระวัง ไม่พูดพร่ำเพรื่อ และรู้จักกาลเทศะ ทางด้านการพูดการจาควร : (1) มีทรัพย์สินเงินทอง ไม่พูดจาโอ้อวด (2) มีความรู้ความสามารถ ไม่พูดจาเพ้อเจ้อ (3) มีอาวุโสอยู่ต่อหน้า ไม่พูดจาลบหลู่ (4) มีผู้หญิงอยู่ต่อหน้า ไม่พูดจาหยาบคาย (5) เห็นคนร่ำรวย ไม่พูดจาถากถาง (6) ตัวเองยากจน ไม่พูดจาปรักปรำ (7) ในขณะดื่มสุรา ไม่พูดเป็นดี (8) ในขณะโกรธต้องทน ไม่พูดยิ่งดี (9) ปั้นน้ำเป็นตัว เรียกว่าพูดสุ่มสี่สุ่มห้า (10) มีหนึ่งว่าร้อย มีพันว่าหมื่น เรียกว่าพูดเพ้อเจ้อ (11) ยกย่องตัวเอง เรียกว่าพูดจาสามหาว (12) ปรักปรำคนอื่น ครหานินทา เรียกว่าพูดดูแคลน (13) พูดเกินความเป็นจริง เรียกว่าพูดพร่ำเพรื่อ (14) พูดไม่เป็นจริง เรียกว่าพูดโกหก (15) พูดหลังดื่มเหล้า เรียกว่าพูดภาษาคนเมา (16) ฝันเฟื่องคิดอยากรวย เรียกว่าพูดเลอะเลือน (17) พูดแต่เรื่องลับๆ ล่อๆ เรียกว่าพูดผีๆ (18) แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เรียกว่าพูดท้าทาย วาจาคำพูดทั้งหมดที่กล่าวมาเบื้องต้นล้วนเป็นวาจาคำพูดที่ไม่เป็นสัมมาวาจา ท่านขงจื่อกล่าวว่า : "ควรพูดแต่ไม่พูด ผิดมารยาท ไม่ควรพูดแต่กลับพูด ผิดวาจา" ฉะนั้น ปัญญาชนไม่ควรผิดต่อมารยาทและผิดต่อวาจาหากไม่ควรพูดก็อย่าพูด แต่ถ้าพูดแล้วต้องมีสาระ พูดแล้วไม่มีสาระสู้อย่าพูดดีกว่า คำพูดที่ไร้สาระต่อให้มากมายก็ไร้ "ค่า" จะไม่ระมัดระวังไม่ได้เด็ดขาด !ย็ญทั้งช็