1. ผู้รับธรรม
เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากฟ้าเบื้องบน
พูดถึงการรับธรรมเหมือนกัน แต่สำหรับผู้บำเพ็ญในอดีตต้องบำเพ็ญจนพร้อมและปฏิบัติจนสมบูรณ์หรือที่เรียกว่าต้องสร้าง
3000 บุญ 800 มรรคผล จึงมีโอกาสได้พบพระวิสุทธิอาจารย์ ได้รับมหาธรรมเช่นนี้เรียกว่า
"บำเพ็ญก่อน-รับธรรมหลัง" และสาเหตุที่ต้องบำเพ็ญทุกรกิริยาเช่นนี้ก็ต้องการเพียงรับธรรม
เพื่อหลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด ทว่าปัจจุบันเราทั้งหลายซึ่งเกิดมาในวาระปลายกัปสุดท้าย
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระแม่องค์ธรรมเบื้องบน ทรงประทานวิถีอนุตตรธรรมลงโปรด
อีกทั้งความเมตตาอาทรของสิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธอริยเจ้าทำให้เราทั้งหลายได้
"รับธรรมก่อน-บำเพ็ญหลัง"
ฉะนั้น เรายิ่งต้องเข้าใจในพระประสงค์ของฟ้าเบื้องบนและสำนึกในพระคุณที่ทรงประทานวิถีธรรมลงปกโปรดอย่างกว้างขวาง
ทว่า "วิถีอนุตตรธรรม" มิใช่ประทานลงมาเพื่อคนกลุ่มน้อยเท่านั้น
แต่เพื่อโปรดฉุดช่วยสาธุชนคนบุญชาย-หญิงทั้งก้าวหกกลับคืนถิ่นฐานเดิมญาติธรรมทุกคนที่ได้รับธรรมพึงตระหนักว่าอันที่จริงแล้ว
"ธรรมะ" นี้มิใช่เราทุกคนได้รับมา เพราะการไปแสวงหา
แต่เนื่องจากได้สั่งสมการบำเพ็ญมาในอดีตชาติ ประกอบกับบุญบารมีของบรรพชนอานิสงค์ผลบุญที่สร้างมาได้สุกงอมในปัจจุบันจากนั้นเบื้องบนได้เมตตาเลือกเฟ้นเรา
ช่วยคุ้มครองเรา ปัดเป่าให้เรา หนุนนำเรา เราทุกคนจึงมีโอกาสได้รับวิถีธรรม
ทำให้ชีวิตที่เปรียบเสมือนฟองสบู่ของเราได้เข้าสู่ชีวิตอมตะโดยทันที
จากปุถุชนคนธรรมดา ก็กลายเป็นธรรมฑูตแห่งยุคขาวที่ปกโปรดฉุดช่วยเวไนยอย่างกว้างขวาง
ช่างเป็นเกียรติภูมิอันสูงส่งของชีวิต เราเสียกระไร
ฉะนั้น วันนี้เมื่อเราทุกคนได้รับหนึ่งจุดชี้จากพระวิสุทธิอาจารย์
ได้รับการเบิกประตูเกิด-ตายแล้วจุดมุ่งหมายสำคัญไม่ต้องการให้เรากระจ่างแจ้งในตัวจริงแท้แห่งตนอย่างเดียว
ยิ่งมุ่งหวังว่าเราจะสามารถรู้แจ้งเห็นจริงว่าเวไนยทั้งมวลล้วนมี
"นายเดิม" ที่ต้องการเราไปนำพาให้รู้ตื่นเช่นกัน เนื่องจากกาลของโลกได้ดำเนินมาถึงวาระเก็บเกี่ยวแล้ว
และเมื่อตอนนี้จิตของเราได้สว่างแจ้งแล้ว ก็สมควรที่จะบังเกิดจิตเมตตาอาทรต่อมนุษยชาติ
ช่วยประกาศธรรมแทนฟ้าบุกเบิกแพร่ธรรมแทนพระอาจารย์ เห็นหน้าที่ของพระบรรพจารย์เสมือนเป็นหน้าที่ของตน
2.
ฟ้าเบื้องบน ประทานหน้าที่การฉุดช่วยให้ทุกคน
ชีวิตมนุษย์ดั่งละคร เราทุกคนล้วนเป็นตัวละครที่มีบทบาทหน้าที่ด้วยกันทั้งสิ้น
ตราบใดที่ละครยังไม่ปิดฉากลง ตราบนั้นเราก็ต้องพยายามแสดงบทบาทหน้าที่ของเราให้ดีเยี่ยม
ให้สมบูรณ์และงดงามที่สุด เช่นนี้จึงไม่ผิดต่อหน้าที่ของนักแสดง
เช่นเดียวกัน หลังจากที่เราทุกคนได้ฟื้นฟูหน้าที่เดิมของตนในธรรมกาลยุคขาวนี้แล้ว
ทุกคนก็ต้องมีความทุ่มเทพยายามเพื่อบรรลุหน้าที่ของตนให้ได้
พระอาจารย์ต้องการให้ดวงจิตของศิษย์เป็นประหนึ่งดวงดาว เป็นเสมือนดวงจันทร์
ไม่ว่าเวไนยจะอยู่แห่งหนใด ขอเพียงเวไนยต้องการแสงสว่างเราก็พร้อมที่จะเปล่งแสงให้ความสว่างแก่เวไนยฉายส่องเวไนยตลอดไป
แล้วจิตประภัสสร (ความสว่างในดวงจิต) มาจากไหนล่ะ ? ก็ตรงที่พระวิสุทธิอาจารย์ได้เบิกให้นั่นแหละ
!
ทุกคนได้บังเกิดจิตประภัสสรกันทั่วหน้าแล้วและธรรมรัศมีนี้
เบื้องบนไม่ต้องการให้เราส่องเฉพาะตัวเอง ในขณะเดียวกัน ต้องการให้เราไปนำพาฉายส่องเวไนยอีกจำนวนมากที่ยังอยู่ในมุมมืด
ในพิธีขอรับธรรม เราทุกคนได้ตั้งมหาปณิธาณ 10 ประการใช่หรือเปล่า
? คำว่า "จะไม่ถดถอยไม่ก้าวหน้า และจะไม่ปิดบังธรรมะมิให้ปรากฏ"
นี่ก็คือหน้าที่ของธรรมทูตแห่งยุคขาว
ผู้แนะนำ-รับรองก็เสมือนกับพระพุทธะผู้นำพา ฉะนั้นต้องยื่นมือออกไปฉุดช่วยเวไนย
และทั้งสองมือที่ยื่นออกไปก็ต้องมีแรง มีกำลัง มีความมุ่งมั่น
มีความตั้งใจเช่นกัน เวไนยจึงจับยึดได้อย่างมั่นคง
ด้วยเหตุนี้ คนที่มีพลังแห่งธรรม และมีความเมตตากรุณาเท่านั้นจึงสสามารถแบกรับภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้
ตรงนี้พระอาจารย์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
"การบำเพ็ญธรรมไม่ใช่สักแต่บำเพ็ญตัวเองแต่ต้องไปส่งเสริมมวลชน
ต้องเสียสละตน อุทิศตนอย่างนี้จึงเป็นผู้บำเพ็ญอย่างแท้จริงที่อาจารย์ต้องการ"
ในเมื่อเป็นหน้าที่ที่เบื้องบนประทานให้ ย่อมต้องส่งสูงและยิ่งใหญ่
ฟ้าเบื้องบนประทานพรให้ทุกคน แต่ทุกคนต้องรู้จักค้นหาพรสวรรค์ของตัวเองและเมื่อฟ้าประทานวิถีธรรมให้เรา
ยิ่งต้องมีเจตนาที่จะส่งมอบพระภาระอันศักดิ์สิทธิ์ให้เรา มหาสมุทรกว้างใหญ่ก็เพราะรองรับสายน้ำน้อยใหญ่จากทุกสายฉันใด
ผู้มีคุณธรรมสูงส่งก็ต้องอาศัยผู้มีคุณธรรมน้อยๆ มาค้ำจุนฉันนั้น
การที่ผู้แนะนำ-รับรองคนมารับธรรมก็เท่ากับเป็นครั้งแรกที่ยื่นมือออกไปเพื่อฉุดช่วยเวไนยที่กำลังลอยคออยู่ในทะเลทุกข์
ต่อไปคือการส่งเสริมนำพาให้เขาเกิดความก้าวหน้าและพัฒนาตนขึ้นตามลำดับ
การฉุดช่วยและนำพานี้จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เด็ดขาด
3.
ร่วมชีวิตกับเวไนย
วิถีชีวิตของเวไนยล้วนวนเวียนไปตามกระแสโลกีย์เหมือนกันทั้งหมด
คือยอมบั่นทอนพลังชีวิตเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อสังขาร
และเพื่อวัตถุตัณหา ฯลฯ ถึงแม้บางคนจะทุ่มเทพยายามเพื่อบรรลุหน้าที่ส่วนตน
แต่คนอื่นก็หาได้รับผลประโยชน์จากความทุ่มเทของเขาไม่ อย่างนี้
ก็ไม่แตกต่างอะไรกับฟองสบู่ที่ขยายตัวแล้วแตกดับไปอย่างไร้ร่องรอย
ทว่า วิถีชีวิตของธรรมทูตยุคขาวไม่ใช่เป็นเช่นนี้ วิถีชีวิตของธรรมทูตยุคขาวมีความแจ่มแจ้งในหลักธรรมเป็นพื้นฐาน
มีความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญธรรมเป็นหลัก รู้จักบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยเริ่มจากการบำเพ็ญจิตบ่มเพาะธรรมญาณ
ซึมซับเอาไอธรรมแห่งฟ้าดิน เปลี่ยนแปลงแก้ไขอุปนิสัยที่ไม่ดี
ละความชั่วใฝ่ความดี ดำรงตนในธรรม และส่งเสริมให้คนดำรงในธรรม
ยืนหยัดตนด้วยธรรม และส่งเสริมคนอื่นให้ยืนหยัดด้วยธรรม บังเกิดรัศมีชีวิตที่จรัสแสง
อาศัยการฉุดช่วยคนส่งเสริมคน เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพของชีวิตให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
ชีวิตคุณภาพเช่นนี้ย่อมเป็นชีวิตที่ร่วมชีวิตกับมวลเวไนย และเป็นการแปรชีวิตฟองสบู่แห่งอนิจจังให้เข้าสู่ชีวิตอมตะแห่งรัศมีธรรม
ทังหมดนี้เป็นหน้าที่ของธรรมทูตยุคขาว
ด้วยเหตุนี้ การรู้แจ้งในชีวิตจริง และการรู้จักสนองรับพระภาระหน้าที่ที่ฟ้าเบื้องบนทรงประทานให้
ทั้งสองประทานนี้แล้วเท่านั้น จึงมีคุณสมบัติพอที่จะพูดถึงการฉุดช่วยคน
และส่งเสริมคนต่อไป มิฉะนั้นก็จะเหมารวมว่าการ "ฉุดช่วยคน"
"ส่งเสริมคน" ก็ไม่แตกต่างอะไรกับงานบุญทั่วไปที่เคยทำกันมา
ยิ่งกว่านั้นยังคิดว่าการผูกบุญสัมพันธ์ คือการขยายวงธุรกิจของตนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
หรือแข่งขันกันในจำนวนของการฉุดช่วยคน หรือเปรียบเทียบใครว่ามีนักธรรมรุ่นหลังมากกว่ากัน
ในที่สุดทุกๆ ปี คนที่มารับธรรมก็ไม่น้อยแต่เมื่อจะหาคนมารับผิดชอบผลักดันงานธรรมกลับมีแต่หน้าเดิมๆ
ไม่กี่คน นี่เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปที่มีให้เห็นในอาณาจักรธรรม
สาเหตุง่ายๆ คือ ทุกคนได้มองข้ามเจตนาเดิมอันศักดิ์สิทธิ์ของการฉุดช่วยส่งเสริมคน
อีกทั้งตัวเองไม่ได้บำเพ็ญจริงตามหลักสัจธรรม แต่บำเพ็ญโดยมนุษยสัมพันธ์
(ยึดติดกับคน) แน่นอน! เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมฉุดช่วยคนเพื่อคนอื่น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ญาติธรรมที่ต้องการความห่วงใย ต้องการความเอ็นดูจะได้รับการดูแลเอาใจใส่เลย
การบำเพ็ญธรรมคือการบำเพ็ญใจ การปฏิบัติธรรมคือการทุ่มเทใจ
ไม่ใช่หมายความว่ามาสถานธรรมช่วยงานธรรมะ ช่วยงานประชุมธรรมร่วมศึกษาธรรมก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมก็หาไม่หากจะว่ากันอย่างเข้มงวดแล้ว
การปฏิบัติธรรมกับการบำเพ็ญธรรมแท้จริงเป็นเนื้อเดียวแต่สองด้านการบำเพ็ญธรรมเป็นการฉุดช่วยเวไนยแห่งตนภายใน
(กำหราบจิตฟุ้งซ่าน) ส่วนการปฏิบัติธรรมเป็นการฉุดช่วยกล่อมเกลาเวไนยภายนอกที่มีบุญสัมพันธ์กับเรา
ฉะนั้น ในขณะที่บำเพ็ญธรรมก็ต้องปฏิบัติธรรมเช่นกัน ทว่าการปฏิบัติธรรมต้องมีความทุ่มเทพยายาม
และการที่ตัวเองสามารถบำเพ็ญจิตตนให้สมบูรณ์ผ่องแผ่วเท่านั้น
จึงจะทำให้การปฏิบัติธรรมนั้นสมบูรณ์ไปด้วย จึงสังเกตได้ว่าหลังจากที่เราทุกคนได้รับหนึ่งจุดชี้จากพระวิสุทธิอาจารย์แล้วทุกคนก็เริ่มปฏิบัติงานธรรมโดยปริยาย
เนื่องจากดวงจิตแห่งธรรมญาณได้ถูกจุดประกาย ภายในจิตตนก็เริ่มปฏิบัติงานธรรมอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น หากเราต้องการเป็นผู้แนะนำ-รับรองที่ประสบความสำเร็จ
ก็ต้องไม่ติดยึดกับศัพท์ที่ว่า "ฉุดช่วยคน" และ
"ส่งเสริมคน" ขอเพียงรักษาจิตเที่ยงธรรม และจิตแห่งฟ้า
ทุ่มเทปฏิบัติงานแทนฟ้าเบื้องบน หากเป็นเช่นนี้ สาธุชนคนบุญทั้งหลายก็จะเข้ามาหาเราเอง
พึงระลึกพระวจนะพระอาจารย์อยู่เสมอว่า
"แม้ชีวิตเดียวของเราก็มีความเกี่ยวพันกับชีวิตของเวไนยจำนวนมาก.."
ฉะนั้น จงอย่าดูแคลนตัวเอง จงวิริยะบากบั่นในการแบกรับพระภาระหน้าที่ที่ฟ้าเบื้องบนประททานให้เถิด
!