เชื่อว่าญาติธรรมส่วนใหญ่คงเคยมีประสบการณ์ในการฉุดช่วยคนมารับธรรม
บางคนอาจคิดว่าการฉุดช่วยคนมารับธรรมนั้นง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากอีก
เพียงพูดธรรมะให้ฟังไม่กี่คำเขาก็ตามคุณมารับธรรมแล้ว
ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจคิดว่า การฉุดช่วยคนมารับธรรมนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีก
ไม่ว่าจะพูดธรรมะให้ฟังเป็นสิบๆ เที่ยว ส่งเสริมมาเป็นปีๆ แต่ยังไงเขาก็ไม่มารับธรรม
อันที่จริงแล้ว ความง่ายหรือความยากในการฉุดช่วยนำพาคนมารับธรรมนั้นขึ้นอยู่ที่
"ตั้งใจ" กับ "ไม่ตั้งใจ" "จริงใจ"
กับ "ไม่จริงใจ" และ "เที่ยงธรรม" กับ "ไม่เที่ยงธรรม"
ต่างหาก
เคยคิดหรือเปล่าว่า "ทำไมคุณต้องฉุดช่วยเขามารับธรรม ?
" เจตนาและจุดมุ่งหมายในการฉุดช่วยคนของคุณอยู่ตรงไหน ?
จากนั้นลองย้อนถามตัวเองว่าเวลาคุณไปฉุดช่วยคนมารับธรรมนั้น
ในใจคุณมีความรู้สึกอย่างไร ? หรือมีความคิดอย่างไร ? หากคำตอบของคุณคือ
"ไม่รู้" ฉันเพียงแต่ต้องการให้เขาได้รับธรรมเท่านั้น
ถ้าเป็นลักษณะอย่างนี้แล้ว เชื่อว่าโอกาสที่คนคนนี้จะตามคุณมารับธรรมนั้นมีไม่สูงถึงแม้ความคิดหรือจิตใจอย่างนี้ของคุณจะดูเหมือนว่าคุณไม่ยึดติดกับอะไรเลย
ทว่าที่จริงแล้ว แม้แต่จิตที่เที่ยงธรรม และจิตที่เมตตากรุณาของคุณยังไม่สามารถแสดงออกให้เห็นเลย
อย่างนี้ก็ยากที่จะฉุดช่วยคนที่มีบุญสัมพันธ์มารับธรรม
การได้แต่คิดอย่างเดียวว่า "ธรรมดี ฉันจะไปบอกกับคนอื่นให้มารับธรรม"
คิดอย่างนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เพราะนี่เป็นเพียงทัศนะพ้นฐานที่ควรมีอยู่แล้ว
(หากตัวเองไม่เห็นด้วยว่าธรรมะดี หรือขาดความเชื่อมั่นในธรรมะ
แล้วจะไปนำพาคนมารับธรรมทำไม) นอกจากเงื่อนไขพื้นฐานที่ว่านี้แล้วต้องมีเงื่อนไขสำคัญอีกสองประการคือ
หนึ่งต้องดำรงรักษาไว้ซึ่งจิตเที่ยงธรรม และสอง ต้องบังเกิดจิตเมตตากรุณาจากภายในเยี่ยงพระโพธิสัตว์ที่สามารถประทับจิตสื่อถึงฟ้าเบื้องบน
มิฉะนั้นแล้ว ก็จะดูแคลนตนเอง และไม่เห็นความสำคัญของการฉุดช่วยคนมารับธรรม
เช่นนี้จะจุดประกายดวงจิตของคนบุญที่มีพุทธสัมพันธ์ให้เขาเกิดความซาบซึ้งแล้วมารับธรรมได้อย่างไร
? เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงทอดพระเนตรอยู่เบบื้องบนก็ยังส่ายพระพักตร์เลย
"จิตเที่ยงธรรม" ที่ว่านี้เป็นอย่างไร ?
"จิตเมตตากรุณา" ที่กล่าวเบื้องต้นเป็นไฉน ?
คุณมีความรู้สึกว่าชีวิตของคนทั่วไปทุกข์ยากลำบากหรือเปล่า
? (ไม่ต้องสนใจกับความคิดของฝ่ายตรงข้าม เพราะคนส่วนใหญ่เห็นความทุกข์เป็นความสุขอยู่แล้ว)
คุณมีหน้าที่ มีภาระต้องไปฉุดช่วยเขาให้รอดพ้นจากสภาพของความทุกข์ทั้งกายและใจ
?
คุณมีความคิดว่าหลังจากที่คุณรับธรรมแล้วบำเพ็ญธรรมแล้ว ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย
?
คุณมีความรู้สึกว่าทั้งสภาพกายและสภาพจิตไร้พันธนาการ รู้สึกสงบสุข
ไร้ความกังวล จึงทนไม่ได้ที่ต้องการไปบอกความรู้สึกให้เขาฟัง
ให้เขาได้รับสิ่งดีๆ เช่นกัน ?
เวลาคุณไปฉุดช่วยส่งเสริมเขามารับธรรม ในใจคุณไม่กังวลใจว่าเขายอมรับในสิ่งที่คุณพูด
?
เวลาคุณสนทนาธรรมกับเขา คุณไม่พะว้าพะวัง ?
หากเขาปฏิเสธคุณ คุณจะเข้าใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขาตั้งใจฟังคุณพูด
?
ถ้าคุณมีความรู้สึกนึกคิดดังที่กล่าวเบื้องต้นนี้ ก็หมายความว่า
ในการฉุดช่วยคนมารับธรรม สภาพจิตของคุณก็ไม่ห่างจากจิตเที่ยงธรรมและจิตเมตตากรุณา
สักเท่าไหร่ ?
สาเหตุหลัก 3 ประการของความล้มเหลวในการฉุดช่วยคนมีดังนี้
:
1.
คนที่ได้รับการฉุดช่วยนำพามีฐานบุญไม่แน่นพอ หรือบุญปัจจัยยังไม่หนุนส่ง
2. คนที่ทำหน้าที่ฉุดช่วย ยังขาดคุณสมบัติในการฉุดช่วย หรือขาดเจตนาที่ถูกต้องการฉุดช่วย
3. วิธีการฉุดช่วยไม่สอดคล้องกับจริตของคนที่ได้รับการฉุดช่วย
จากสาเหตุหลัก 3 ประการจึงมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้ :
1.
เจตนาในการรับธรรมของญาติธรรม สามารถแบ่งออกดังต่อไปนี้
(1)
เห็นชัดและตระหนักในความไม่เที่ยงของชีวิต จึงคิดต้องการแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
(2) สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาแสดงบุญญาฯส่งเสริมหรือนิมิตให้เห็นเพื่อชี้นำให้รับธรรม
(3) มีความกตัญญูอยากฉุดช่วยบรรพชนจึงมารับธรรม
(4) เกรงอกเกรงใจ
(5) อยากรู้อยากเห็น
(6) ต้องการรอดพ้นจากเจ้ากรรมนายเวร
(7) เพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจการค้า
(8) มารับธรรมโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือมาเพื่อสังสรรค์
(9) ประสบความล้มเหลวทางด้านธุรกิจการค้าหรือผิดหวังในชีวิต
จึงคิดหาที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
(10) มาเพื่อสอดแนบเรื่องราวต่างๆ ในอาณาจักรธรรม ฯลฯ
ถึงแม้คนที่มารับธรรมจะมีเจตนาที่แตกต่างกันออกไป แต่บุญปัจจัยที่หนุนส่งให้เขาได้สดับรับวิถีธรรมในปัจจุบันเป็นการแสดงให้เห็นว่า
เขาเคยมีบุญสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่อดีตชาติ
มีฐานบุญที่ไม่ธรรมดา และมีมนุษยสัมพันธ์กับคนนำพา
ตรงกันข้ามกับคนที่มีโอกาสได้รับการแนะนำให้รับวิถีธรรมอันสูงส่ง
แต่กลับไม่สามารถเปิดใจยอมรับได้ ซ้ำยังสบประมาทเยาะเย้ย แสดงให้เห็นว่าเขายังมีมิจฉาทิฐิ
หรืออาจเป็นเพราะวิบากกรรมขวางกั้น หรือบุญวาสนายังไม่ถึงพร้อม
ฯลฯ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงควรรอให้บุญวาสนาเขาถึงพร้อม และบุญปัจจัยหนุนส่งก่อน
ค่อยพาเขามารับธรรม
ท่านเหลาจื้อกล่าวว่า :
"ปัญญาชนระดับสูง สดับธรรมแล้วเพียรปฏิบัติปัญญาชนระดับกลาง
สดับธรรมแล้วปฏิบัติอย่างกระท่อนกระแท่น ปัญญาชนระดับล่าง
สดับธรรมแล้วเยาะเย้ยถากถาง"
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการอรรถาธรรมของคนแนะนำ-รับรอง และวิธีการนำพาฉุดช่วยก็มีส่วนสำคัญที่ในการกำหนดชะตาการรับธรรมของฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน!
2.
คุณสมบัติและสัมมาทัศนะที่ควรมี สำหรับผู้ฉุดช่วยนำพา
(2.1) ต้องมีความประพฤติที่ดี และบุคลิกภาพที่สมบูรณ์
(2.2) ต้องมีความศรัทธาเชื่อมั่นและเข้าใจอย่างถ่องแท้ในวิถีธรรม
(2.3) ต้องมีคุณสมบัติเยี่ยงพระศรีอาริย์ คือ "ท้องใหญ่ใจกว้าง
คล่องแคล่วว่องไว และใจกล้าหน้าด้าน"
(2.4) ต้องรู้จักพลิกแพลกตามสถานการณ์ในการฉุดช่วย รู้จักอาศัยโอกาสในการส่งเสริม
และส่งเสริมให้สอดคล้องตามจริต เพื่อให้เกิดความกลมเกลียวสมานฉันท์ทั่วทั้งสิบทิศ
(2.5) ต้องมีเจตจำนงที่ถูกต้อง ไม่กระทำเพื่อหวังผลบุญ ไม่ยึดติดในรูปลักษณ์
ซึ่งจะทำให้จิตใจเกิดการแบ่งแยก ควรอธิษฐานให้เวไนยสัตว์ได้รู้ตื่นในเร็ววัน
เพื่อร่วมกระแสการโปรดฉุดช่วยเวไนยกอบกู้สภาพสังคมทที่ย่ำแย่อยู่ในขณะนี้
และสามารถแปรเปลี่ยนโลกโลกีย์ให้เป็นแดนสุขาวดีแห่งปทุมทิพย์
3.
การฉุดช่วยนำพาคน เปรียบเสมือนการททำงานใหญ่ต้องมีความรอบคอบและระมัดระวังยิ่งต้องมีวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงประสบความสำเร็จในการฉุดช่วยได้
การฉุดช่วยนำพาคนต้องอาศัยความศรัทธาที่แน่วแน่และภูมิปัญญาที่สูงส่ง
ไม่ใช่สักแต่ศรัทธายังไม่เพียงพอ (ถึงแม้จะเป็นปัจจัยหลักก็ตาม)
เพราะถ้าหากความเข้าใจในวิถีธรรมยังไม่เพียงพอ หรือพื้นฐานด้านสารัตถธรรมยังไม่แน่นพอ
ยิ่งกว่านั้นยังสามารถตอบข้อกังขาของคนอื่นได้แล้วโอกาสที่เขาจะตามคุณมารับธรรมคงมีน้อยมากไม่เพียงเช่นนี้
นานวันเข้าพลังความศรัทธาของคุณเอง ก็อาจถูกบั่นทอนไปเพราะอุปสรรคและความล้มเหลวในการฉุดช่วยคนก็เป็นได้
ส่งผลให้ตัวเองขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง มิหนำซ้ำยังพร่ำบ่นอีกว่า
"ฉุดช่วยคนนั้นยากจริงๆ" จนต้องบำเพ็ญเฉพาะตัวเองเหมือนพระอรหันต์
ไม่สามารถสนองรับหน้าที่ของธรรมทูตยุคขาวที่ฟ้าเบื้องบนทรงประทานให้
หากเป็นเช่นนี้จริงๆ ก็เท่ากับผิดต่อหน้าที่ของตน และเสียทีที่ฟ้าเบื้องบนทรงประทานวิถีธรรมให้
พึงตระหนักว่าปัจจัยที่ทำให้ยากฉุดช่วยนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นเพราะใจต่างหาก
ทีผ่านมาคุณเข้าใจผิดคิดว่า การฉุดช่วยคนคือการฉุดช่วย "ตัวเขา"
เราจึงเลือกที่คน ดูที่เขา แต่กลับมองข้ามการอาศัยวิธี "จิตประทับจิต"
เราทุกคนพึงตระหนักว่าการรับธรรมนั้น เป็นการฟื้นฟูจิตเดิมแท้ที่เราได้ปล่อยกระเจิดกระเจิงออกไป
ส่วนการบำเพ็ญธรรมคือการขัดเกลาดวงจิตธรรมญาณนั่นเอง !
ฉะนั้น การฉุดช่วยคน แท้จริงคือการฉุดช่วยจิตของเขาต่างหาก
หาใช่ฉุดช่วยสังขารของเขาไม่
อย่างไรก็ตาม จิตของเวไนยได้หลงระเริงอยู่กับสีสันแห่งมายาภาพนานแสนนาน
ดังนั้น ถ้าคุณจะบอกว่าจิตมนุษย์ก็ยากฉุดช่วยเช่นกันอย่างนี้ก็คงไม่ผิด
เพียงแต่ "จิตมนุษย์แม้ยากฉุดช่วย แต่ก็ต้องฉุดช่วยที่จิต"
และ "ฉุดช่วยตัวเองก่อน ค่อยฉุดช่วยผู้อื่น"
ผู้แนะนำ-รับรองทั้งหลายลองถามตัวเองดูว่า
"คุณได้ฉุดช่วยจิตของคุณเองแล้วหรือยัง ?"
ขอเพียงคุณมีจิตศรัทธาและสัมทัศนะต่อวิถีธรรมก็เป็นการฉุดช่วยคน
(ตัวเอง) เหมือนกัน ส่วนการปฏิบัติธรรมก็เป็นจริยาแห่งโพธิสัตว์
เมื่อใดที่บุญปัจจัยของเวไนยสุกงอม เมื่อนั้นคุณซึ่งเป็นศิษย์อนุตตรธรรมที่มีจิตโพธิสัตว์และจริยาโพธิสัตว์
ก็สามารถจิตประทับจิต ฉุดช่วยนำพาตามเหตุปัจจัยได้ทุกเมื่อ
เช่นนี้ เชื่อว่าการฉุดช่วยคนอาจไม่ยากอย่างที่คิดอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม พระอาจารย์ได้เคยกล่าวเกี่ยวกับการฉุดช่วยคนว่า
"ที่ว่าเวไนยยากฉุดช่วย เจ้าต้องรู้จักย้อนพิจารณาตัวเองว่าบกพร่องตรงไหน
จึงทำให้คนอื่นไม่ยอมมารับธรรม"
"หากจะพูดว่าเวไนยยากฉุดช่วย ที่จริงควรพูดว่าตัวเองฉุดช่วยยากมากกว่า
เพราะถ้าหากตัวเองประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว เวไนยจะยากฉุดช่วยได้อย่างไร?
แต่เป็นเพราะจิตศรัทธายังไม่ถึงขั้น ไม่กลัวว่างานจะบรรลุ
แต่กลัวว่าไม่มีความมุ่งมั่นต่างหาก ไม่กลัวว่าคนฉุดช่วยยาก
แต่กลัวศรัทธาไม่ถึงขั้นเท่านั้นเอง !"
ท่านบรมครูขงจื้อกล่าวว่า :
"ผู้มีคุณธรรมไม่กลัวจะถูกโดดเดี่ยว ย่อมมีผู้เพื่อนร่วมอุดมการณ์เสมอ"
เมื่อก่อนมีนักธรรมอาวุโสท่านหนึ่ง ยังไงก็ไม่สามารถฉุดช่วยเพื่อนๆ
มารับธรรม จึงต้องหาโอกาสพาเพื่อนเขาไปร่วมกิจกรรรมในสถานธรรมที่มีท่านเฉินเหรินเป็นประธาน
ในที่สุดหลังจากที่ได้แนะนำเพื่อนคนนี้ให้ท่านเฉียนเหรินได้รู้จักแล้ว
เฉียนเหรินก็ปรารภทักทายเพื่อนคนนี้ไม่กี่คำ แต่หลังจากที่กิจกรรมในวันนั้นเสร็จสิ้น
เพื่อนคนนี้กลับจะขอรับธรรมด้วยตนเอง ทำให้นักธรรมอาวุโสท่านนั้นแปลกใจ
จึงยอมเพื่อนเขาว่า "ฉันส่งเสริมเธอมาเกือบปี เธอไม่เคยบอกว่าจะรับธรรมเลย
แต่ทำไมวันนี้มาร่วมงานแล้วกลับอยากจะขอรับธรรมล่ะ ?"
เพื่อนของเขาพูดว่า "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เพียงแต่หลลังจากที่ฉันได้พบท่านเฉินเหรินแล้ว
ก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นผู้มีคุณธรรมบารมีสูง รู้สึกว่าท่านนั้นไม่ธรรมดา
รับธรรมกับท่านคงไม่ผิดแน่ !"
ถึงแม้นี่จะเป็นคุณธรรมบารมีอันสูงส่งของท่านเฉียนเหรินที่กล่อมเกลาเขาให้รับธรรม
แต่ก็เป็นข้อคิดเตือนสติว่าการที่คนอื่นไม่มารับธรรม คุณก็ต้องพิจารณาตัวเองว่า
คุณมมีคุณธรรมบารมีพอหรือไม่ที่จะทำให้เขายอมรับและไว้วางใจทที่จะมารับธรรมกับคุณ
และความศรัทธาจริงใจของคุณมีพอที่จะทำให้เขาซาบซึ้งแล้วมารับธรรมได้หรือเปล่า
?