ดังที่ได้กล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่า
ดวงจิตแห่งโพธิสัตว์เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ควรมีในการฉุดช่วยคนแต่ที่จริงแล้วนับตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่คุณคิดจะไปฉุดช่วยคนมารับธรรม
คุณก็ได้บังเกิดจิตแห่งโพธิสัตว์แล้ว แต่หลังจากนั้นคนส่วนใหญ่มักเกิดกระแสความคิดตามมาอีกหลายระลอกเช่น
"แล้วฉันจะไปพูดอะไรกับเขาดี ?"
"ไปหาเขาช่วงไหนจะดีกว่า ?"
"ไม่รู้ว่าเขาจะคิดอย่างไรกับฉันบ้าง ?"
"หากเขาตอบปฏิเสธล่ะ ฉันจะทำอย่างไรดี ?"
"หากฉันถามเขาว่า
?"
เริ่มจะฝังตัวเอง อยู่กับความคิดของตรรกวิทยาทางโลกแล้ว จิตแห่งมนุษย์เท่านั้นที่มีความคิดอย่างนี้ยังไม่ได้เคลื่อนไหวออกไปช่วยคนเลย
แต่กลับเกิดกระแสความคิดฟุ้งซ่านมากมายตามมา ทำให้ดวงจิตแห่งโพธิสัตว์เดิมที่เจิดจ้าจรัสแสงก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นเพียงแวบเดียวก็อับแสงไปเสียแล้วจากนั้นก็กลับกลายเป็นจิตแห่งมนุษย์เหมือนเดิม
หาใช่จิตพุทธะแล้ว
ฉะนั้น จุดสำคัญในวันนี้คือ ในขณะที่เราศึกษาวิธีการฉุดช่วยคน
เราต้องไม่ให้จิตพุทธะอันเป็น "อจิต" นั้นเสียความจรัสแสงไป
คำว่า "อจิต" นั้นไม่ใช่อะไรก็ไม่ต้องคิด ท่านสังฆปรินายกรุ่นที่หกท่านเว่ยหล่างเคยกล่าวว่า
:
"มิจฉาดำริไม่เกิด สัมมาดำริก็ผุดขึ้นเอง นี่คืออจิตนั่นเอง
!"
อิงจิตพุทธะ มาวิเคราะห์ศึกษาวิธีการฉุดช่วยคนก็จะไม่ขัดแย้งในตัวเอง
ตรงกันข้าม ยิ่งจะทำให้เรารู้จักใช้วิธีที่เหมาะสมที่สุดมาแสดงออกซึ่งงจิตแห่งพุทธะ
จิตแห่งโพธิสัตว์ ให้ฝ่ายตรงข้ามเปิดใจยอมรับและยิ่งกว่านั้นบังเกิดความซาบซึ้งจนในที่สุดสามารถประทับจิตกับฟ้าเบื้องบน
เช่นนี้บุญสัมพันธ์ที่เขาจะได้รับธรรมก็เป็นที่แน่นอนแล้ว !
ข้อที่ 1
เข้าใจตัวเขา กล่อมเกลาตามจริต
เวลาคุณคิดจะไปฉุดช่วยใครคนหนึ่ง
เชื่อว่าคุณต้องชั่งใจตัวเองมานานพอสมควร ?
หลังจากที่คุณได้ตัดสินใจไปส่งเสริมเขา นั่นแสดงให้เห็นว่าที่คุณเลือกเขาก็เพราะคุณเคยร่วมบุญสัมพันธ์กับเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้คุณก็สมควรทนุถนอมบุญสัมพันธ์นี้ไว้ อย่างไรก็ตามก่อนจะฉุดช่วยเขามารับธรรม
คุณต้องมีความรู้จักและมีความเข้าใจเบื้องต้นในตัวเขาก่อน
ในอาณาจักรธรรม เราพูดถึงการที่คนเรามีอาชีพฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
หรือมีพื้นเพภูมิหลังที่ไม่ดีหรือขายบริการทางเพศ ฯลฯ ซึ่งกลัวว่าหลังจากที่คุณด่วนพาเขามารับธรรมแล้ว
เขาจะไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพได้ทันทีทันใด อย่างนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเขาในอนาคต
เพราะฉะนั้น สำหรับคนประเภทที่กล่าวเบื้องต้น คุณควรค่อยๆ
แนะนำส่งเสริมเขาเสียก่อนให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขก่อนแล้วค่อยมาฉุดช่วยเขารับธรรมจะยิ่งดี
นี่เป็นการทำความเข้าใจในตัวเขาขั้นพื้นฐานที่คุณควรมี ต่อไปจึงไม่เกิดปัญหาตามมา
นอกจากนี้ การทำความเข้าใจในตัวเขายังช่วยหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่เจตนาในระหว่างการสนทนาธรรมอีก
กระผมเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน ครั้งหนึ่งในขณะที่กระผมอธิบายให้คนที่มาสถานธรรม
ว่าการรับธรรมไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาชีพที่เบียดเบียนชีวิตสัตว์
.หรือวิบากกรรมหนา
จะขอมารับธรรมก็เป็นเรื่องลำบาก
ฯลฯ
หารู้ไม่ว่าคนที่กระผมพูดอยู่ด้วยนั้นมีอาชีพฆ่าสัตว์พอดี
ฉะนั้น ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคุณอาจจะทำให้การพูดการจา
โดยไม่มีเจตนาของคุณกระทบกระเทือนจิตใจของเขาได้โดยไม่รู้ตัว
แล้วต่อไปคุณจะไปส่งเสริมเขาอีกได้อย่างไร ?
เพราะฉะนั้น ข้อนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ข้อที่ 2
พลิกแพลงตามการณ์ ส่งเสริมตามชอบ
ปัจจุบัน
วัยวุฒิในการบำเพ็ญปฏิบัติลดลงอย่างเห็นได้ชัด วัยรุ่นจำนวนมากมีโอกาสได้รับธรรม
ได้เข้าสู่อาณาจักรธรรมบำรุงธรรม และปฏิบัติงานธรรม นอกจากนี้ยังรู้จักฉุดช่วยเพื่อนๆ
รุ่นราวคราวเดียวกันมารับธรรมอีกจำนวนมาก
วัยรุ่นเป็นวัยที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต มีความร่าเริงสนุกสนาน
ฉะนั้น หากคุณคิดจะฉุดช่วยเพื่อนๆ วัยรุ่นเหล่านี้มารับธรรม
คุณก็สามารถจัดกิจกรรมที่ให้ความเพลิดเพลินและมีความหมาย เช่น
การปีนเขา การทัศนาจร เยี่ยมบ้านพักคนชรา บ้านเมตตา บ้านกรุณา
กิจกรรมปล่อยสัตว์ ฯลฯ ให้เขาเหล่านั้นได้รู้จักกับญาติธรรมในอาณาจักรธรรมก่อน
ได้สัมผัสกับความอบอุ่น ความเป็นกันเอง ความจริงใจ ความห่วงใย
และความเอาใจใส่ ฯลฯ ให้เขาเกิดความรู้สึกที่ดีๆ จากนั้นค่อยหาคนที่เขาสนิทสนมหน่อย
หาเวลาไปเยี่ยมเยียนเขา ส่งเสริมเขามารับธรรม
วิธีการที่พลิกแพลงตามสถานการณ์ และส่งเสริมตามชอบนี้มักจะให้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
ญาติธรรมวัยรุ่นในอาณาจักรธรรมจำนวนมากที่เข้าร่วมกระแสการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ก็เพราะวิธีนี้ซะส่วนใหญ่ !
ข้อที่ 3
นัดหมายเวลา เพื่อความแน่นอน
หากคุณมีความประสงค์จะไปส่งเสริมเขาถึงบ้าน
คุณควรโทรศัพท์ไปนัดหมายเวลากับเขาก่อนเช่นว่า :
"วันนี้เธอมีเวลาหรือเปล่า ? ฉันอยากไปเยี่ยมเธอที่บ้าน
มีเรื่องอยากจะคุยกับเธอหน่อยเธอพอมีเวลาให้ฉันบ้างหรือเปล่า
?"
หากฝ่ายตรงข้ามตอบตกลง คุณก็อาจจะถามถึงช่วงเวลาและระยะเวลาที่เขามีให้กับคุณเช่น
:
"ไม่ทราบว่าช่วงเย็นเราพอมีเวลาพูดคุยกันประมาณเท่าไหร่
?"
สิ่งเหล่านี้สมควรที่จะทำความเข้าใจไว้ก่อนถึงแม้คุณจะยินดีต้อนรับการมาเยือนของคุณก็ตาม
แต่ถ้าพิจารณาจากจุดยืนของเพื่อนตรงข้ามแล้ว เขาอาจคิดว่าคุณคงพูดคุยไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหรือย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง
เขาจึงได้วางงานที่เขาจะทำต่ออย่างนั้นไว้แล้ว
แต่สำหรับเรา กลับคิดวาการมาแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย โอกาสอย่างนี้ก็ไม่ค่อยมีให้พูด
คิดว่าต้องรีบฉวยโอกาส เลยใช้เวลาทั้งคืน พูดไป พูดมา พูดทั้งคืนไม่หยุด
ส่วนเขาก็ลุกลี้ นั่งไม่เป็นสุข ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จะพูดออกมาก็เกรงใจ
สุดท้าย ก็ฟังไม่ได้ศัพท์จำไม่ได้ความ เนื่องจากจิตใจฟุ้งซ่านเลือนลอยไปไหนแล้ว
ส่วนคุณเห็นอย่างนี้ จึงยิ่งพูดก็ยิ่งกดดันเช่นกันยิ่งพูดก็ยิ่งไม่มีสมาธิ
เพราะเห็นเขาฟังไปพลางดูเวลาไป หากเป็นเช่นนี้ ก็จะส่งผลลบทั้งสองฝ่าย
ด้วยเหตุนี้ หากคุณสามารถนัดหมายเวลาให้ลงตัวได้ล่วงหน้า คุณก็จะมีความพร้อมในการสนทนาพูดคุยกับเขาได้ตามระยะเวลาที่คุณได้ตระเตรียมมา
และเป็นช่วงเวลาที่เขามีให้คุณได้หากไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะทำให้คุณขาดความต่อเนื่องในการส่งเสริม
เพราะฉะนั้น ปัจจัยทางด้านเวลาคือสิ่งสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม
!
ข้อที่ 4
แก้ไขตัวเอง ความประพฤติเป็นหลัก
ใครก็ตามที่คุณคิดฉุดช่วยมารับธรรม
เขาคนนั้นต้องพอมีความเชื่อถือในตัวคุณก่อนไม่มากก็น้อยหรือไมาภาพพจน์ของคุณในสายตาเขาก็คงไม่แย่จนเกินไป
อย่างนี้จะฉุดช่วยใครก็ตาม ก็คงไม่เหนือบ่ากว่าแรง เพราะถึงหลักธรรมที่คุณพูดจะพิสดารแยบยล
และสูงส่งจนเขาสัมผัสไม่ได้ในขณะนั้นก็ตาม แต่เนื่องจากความผูกพันเฉพาะตัว
หรืออยู่ในจุดยืนของความเป็นเพื่อนแล้ว เขาอาจพูดว่า :
"ฉันรับปากจะไปรับธรรมกับเธอ เพราะฉันเชื่อว่าเธอเป็นคนดี
และเราก็รู้จักกันและสนิทสนมกันดี เธอคงไม่พาฉันไปที่ที่ไม่ดีแน่นอน.!"
ที่ผ่านมามีญาติธรรมจำนวนมาก อาศัยวิธีนี้ในการฉุดช่วยคนมารับธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผูกพันฉันเพื่อนนักเรียน เพื่อนนักศึกษา
หรือเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ
จากตรงนี้จะสังเกตเห็นว่า พฤติกรรมหรือบุคลิกของเพื่อนๆ ในกลุ่ม
หรือเพื่อนร่วมงานมีผลอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือ และจะส่งผลต่อการฉุดช่วยส่งเสริมให้เขาเหล่านั้นมารับธรรม
ฉะนั้น หากที่ผ่านมาประวัติความประพฤติของคุณไม่ดี อีกทั้งกิริยาท่าทางก็ไม่เรียบร้อย
ต่อให้คุณพูดธรรมะได้เก่ง คนอื่นก็ยังไม่เชื่อถือในตัวคุณอย่างนี้ก็ยากที่จะฉุดช่วยคนมารับธรรมได้
ฉะนั้น กิริยาวาจา หรือบุคลิกท่าทางที่ผ่านมาต้องผ่านการยกเครื่องครั้งใหญ่
เพราะเราทุกคนได้รับธรรมแล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ ให้คนอื่นเชื่อถือในตัวเองก่อน
และค่อยนำไปสู่ความเชื่อมั่นในธรรมะ อย่างนี้ก็ฉุดช่วยคนก็ไม่ยากอีกต่อไป
ข้อที่ 5
ให้เกียรติผู้อื่น อย่าถือทิฐิ
เวลาจะฉุดช่วยคน
ต้องมีความเข้าใจในศาสนาความเชื่อของเขาพอสมควร ตัวอย่างเช่น
เขานับถือศาสนาพุทธ หรือนับถือศาสนาคริสต์
ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาด้วยว่าเขามีความศรัทธาระดับไหน?
คุณจะได้สนทนาธรรมส่งเสริมเขาโดยอิงศาสนาที่เขานับถืออยู่เป็นหลัก
คล้อยตามเขาไปก่อนแล้วจึงค่อยๆ โน้มน้าวให้เขาเห็นความล้ำค่าของวิถีอนุตตรธรรม
อย่างนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ง่ายกว่า
มีศาสนิกชนจำนวนมากที่มีความศรัทธาแรงกล้าในศาสนาของตน แต่คุณกลับดูถูกดูแคลนและกล่าวโจมตีศาสนาที่เขานับถือว่าไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้
บอกว่ายังไม่ใช่ที่สุด
ฯลฯ
หากเป็นอย่างนี้ ก็เท่ากับไปทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในดวงใจของเขา
พูดจาลบหลู่เหยียดหยามผู้ที่เขาเทิดทูนบูชา หากเป็นเช่นนี้
นอกจากจะเป็นการสร้างวจีกรรมแล้ว ยังเป็นการตัดขาดบุญสัมพันธ์ของเขากับวิถีธรรม
ทำให้เขามีอคติต่ออนุตตรธรรม หนำซ้ำยังสร้างความอับอายขายหน้าอีก
และถ้าโชคไม่ดีหน่อย เจอคนประเภทที่ไม่ยอมใครง่ายๆ ก็จะเกิดการโต้เถียงกันไปโต้เถียงกันมา
ต่างคนต่างเลือดขึ้นหน้า ไม่ยอมซึ่งกันและกัน ต่างคนก็ต่างบอกว่าหลักธรรมของตนดีกว่า
จนในที่สุดไม่เพียงไม่สามารถฉุดช่วยเขาได้แล้ว ยังไปผูกอกุศลกรรมกับเขาอีก
กรณีอย่างนี้มีให้เห็นทั่วไปในอาณาจักรธรรม
ที่ผ่านมาผู้น้อยเคยฉุดช่วยพุทธศศาสนิกชนที่มีความศรัทธาสูงท่านหนึ่ง
เขาท่านนี้ได้ค้นคว้าศึกษาพุทธธรรมมามากมายพอสมควร ถึงกระนั้นเขา
ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่แตกฉาน เนื่องจากมีพุทธวจนะบางประโยคที่เขาไม่สามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ทุกครั้งที่มาถึงจุด
"จุดนี้" ก็มักจะสะดุด ไม่รู้ว่าพระพุทธองค์หมายถึงอะไร
เช่นคำว่า "แจ้งจิตเห็นธรรมญาณ" เช่นในพระวัชรฯสูตรที่ว่า
"พึงยังจิตมิให้เกิดความยึดมั่นใดๆ" นั้น จะพึงยังจิตไหน
?
และเช่นคำที่พุทธองค์ตรัสว่า "ตถาคตมีธรรมจักษุซ่อนเร้น
"
นั้น "ธรรมจักษุ" ที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน ?
.ฯลฯ
ผู้น้อยจึงเริ่มพูดจากหลักธรรมในพุทธศาสนาค่อยๆ สนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะกับเขาในเรื่องของศาสนา
โดยเฉพาะศาสนาพุทธที่คนไทยส่วนใหญ่ "ยึดเป็นสรณะเพื่อนำไปสู่พุทธภาวะ"
แต่หารู้ไม่นั่นเอง ! จากนั้นจึงอธิบายให้เห็นความแตกต่างระหว่างธรรมะกับศาสนา
ให้เขาสามารถเข้าถึงแก่นธรรม แตกฉานในจุดประสงค์ของศาสนาอย่างแท้จริง
!
ในสังคมปัจจุบัน มีศาสนาและลัทธิต่างๆ อุบัติขึ้นมากมมาย ฉะนั้นก่อนที่คุณจะส่งเสริมคนที่เป็นศาสนิกชนอยู่ก่อนแล้ว
ควรที่จะมีความเข้าใจในศาสนาหรือลัทธินั้นๆ พอสมควร หรือไม่ก็ฟังคำอธิบายแนะนำของเขาก่อน
หรือคุณอาจจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นถามเขาก่อนว่า :
"คุณเลื่อมใสในศาสนาหรือเปล่า ?"
เขาก็จะบอกคุณเอง และจากคำพูดของเขาคุณก็พอทำเนาได้ว่าเขามีความศรัทธาระดับไหน
เป็นความศรัทธาแบบพื้นๆ หรือเลื่อมใสมากๆ หรือเทิดทูนปฏิบัติ
หรือจริงจังเผยแพร่
.ฯลฯ
หากเขาเป็นแค่พุทธศาสนิกชนตามประเพณี (ไม่ได้ลงแรงศึกษาพระธรรมอย่างจริงจัง)
เท่านั้นคุณก็สามารถวางใจแนะนำวิถีธรรมให้เขารู้จักได้เลย
การฉุดช่วยส่งเสริมคนในลักษณะอย่างนี้จะประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า
เพราะด้านหนึ่งเป็นการให้เกียรติผู้อื่น อีกด้านหนึ่งเป็นการไม่ถือทิฐิแห่งตน
!
ข้อที่ 6
เข้าใจจากรอบด้าน ชี้แนะตามโอกาส
จะฉุดช่วยคนคนหนึ่ง
ก่อนอื่นต้องรู้จักตัวเขาดีก่อน คุณสามารถทำได้โดยการขอข้อมูลจากคนรอบด้าน
เพราะถ้าคุณตรงเข้าไปถามเจ้าตัวเลย เช่น "คุณทำงานที่ไหน
?" "ที่บ้านคุณมีคนกี่คน ?" "คุณมีครอบครัวแล้วหรือยัง
?"
..ฯลฯ ถามไปถามมายุ่งยากมากมาย ยิ่งกว่าสำรวจสำมะโนครัวอีกอย่างนี้ถึงจะได้คำตอบจากเขา
ก็อาจเป็นคำตอบที่ไม่มีความยินดี
ฉะนั้น การทำความรู้จักในตัวเขาจากคนรอบด้านก็เป็นวิธีหนึ่งที่คุณสามารถรู้จกเขาได้เบื้องต้น
ยกตัวอย่างเช่น คุณอยากจะฉุดช่วยนาย ก คุณอาจจะเริ่มต้นจากนาย
ข ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท หรือคนใกล้ชิดกับนาย ก ก่อน
เช่นว่า "นาย ก มีอาชีพอะไรหรือ ?" "ที่ผ่านมาเขาเป็นคนอย่างไร
?"
พอมีข้อมูลส่วนตัวจากคนสนิทมิตรใกล้แล้วคุณก็พอมีแนวทางว่าจะส่งเสริมเขาอย่างไร
? จะส่งเสริมโดยเริ่มจากเหตุต้นผลกรรม หรือจะส่งเสริมด้านมนุษยธรรม
หรือจะส่งเสริมด้านคุณธรรมหรือด้านหลักธรรมญาณ หรือแม้แต่ด้านวิถีจิต
ฯลฯ
อย่างนี้ จะง่ายกว่าการไป "โยนหินถามทาง" ด้วยตัวเอง
!
ครั้งหนึ่ง ผู้น้อยเคยฉุดช่วยชายคนหนึ่งที่มีลักษณะท่าทางที่สง่างาม
ดูประหนึ่งเป็นคนมีความรู้ได้รับการศึกษาสูง มีกิริยาท่าทางที่เรียบร้อย
เห็นอย่างนี้เลยไม่รอช้าที่จะหยิบยกพุทธวจนะของพุทธองค์ อันเชิญอริยวจนะของพระบรมครูขงจื้อ
อาราธนาวจนะเซียนของท่านเหลาจื้อ ผสมผสาน รวมกันเป็นเอกธรรม
ประกอบกับอ้างอิงพระสูตรพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ โดยหวังว่าเขาจะรู้แจ้งแทงตลอดโดยฉับพลัน
แต่มาสังเกตเห็นผิดปกติตอนหลังๆ เนื่องจากเขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ
ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองในคำพูดอันแสนพิสดารลึกซึ้งของผู้น้อยเลย
สุดท้ายผู้น้อยจึงจำเป็นต้องขอพลังความอาจหาญจากเทพเจ้ากวนอู
ถามเขาตรงไปตรงมาว่า "ที่พูดมาเนี่ย ! ไม่ทราบว่าคุณพอฟังเข้าใจมั้ย
?" คำตอบของเขาคือ "ผมไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน"
นั่นก็หมายความว่า คำพูดที่ผมขอยืมมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธอริยเจ้านั้น
เขาไม่รับเลยไม่สักคำตอนนั้นผมรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิด คิดถึงคำโบราณที่ว่า
"ความรู้ท่วมหัวพาตัวไม่รอด บทกลอนเต็มพุงกลาง ไม่รู้จักฉุดช่วยคน"
จากนั้นมา ผู้น้อยจึงรู้ว่าการฉุดช่วยใครก็ตามอย่างน้อยต้องพอมีความเข้าใจในตัวเขาก่อนไม่มากก็น้อย
ทางที่ดีที่สุดคือรู้จักตัวเขาจากคนรอบด้านก่อนจากนั้นจึงชี้แนะธรรมตามโอกาส
อรรถาธรรมตามอัธยาศัย และในขณะสนทนาธรรม ก็สามารถรู้จักตัวเขาได้มากยิ่งขึ้นอีก
อย่างนี้คุณก็จะเห็นแนวทางในการฉุดช่วยส่งเสริมเขาได้ง่ายยิ่งขึ้น
และจะส่งผลดีทั้งตัวเขาและตัวคุณ
ข้อที่ 7
สำรวมทุกฝีก้าว อย่าโลภในปริมาณ
อย่างโลภหวังจะฉุดช่วยคนครั้งละมากๆ
คิดว่าพูดธรรมะครั้งหนึ่งก็ต้องมีคนมารับธรรมสิบยี่สิบคนขึ้นไป
หรือเป็นร้อยๆ คน ไม่อย่างนั้นไม่พูด หรือพูดไม่เต็มที่ อย่างนี้ก็เท่ากับโลภในปริมาณ
อย่าลืมคำโบราณที่ว่า : "โลภมากลาภหาย"
ในสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ ในชั้นมัธยมตอนปลายก็พาเพื่อนๆ ในห้องมารับธรรมหลายคนเหมือนกันแรกๆ
ก็ราบรื่นพอสมควร เพราะรู้จักเลือกเพื่อนที่สนิทมากกว่า รู้จักคัดคนที่ไว้วางใจเรามากกว่า
หรือไม่ก็สนใจจะศึกษาธรรมมากกว่า หรือไม่ก็มีความประพฤติที่ดีกว่า
ฯลฯ และที่สำคัญผมจะพูดคุยเป็นการส่วนตัวมากกว่า แต่พอมาช่วงหลังๆ
คิดว่าน่าจะใช้กุศโลบายเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง เพราะวิธีการฉุดช่วยคนเป็นกรณีที่ผ่านมามันช้าจังเลย
ดังนั้น ผมจึงออกอุบายโกศลโดยนัดเพื่อนๆ ว่าจะไปเที่ยวกัน
(แต่ยังไม่บอกว่าจะไปเที่ยวที่ไหน) พูดถึงเที่ยวเมื่อไหร่
ใครๆ ก็สนใจอยากไป (พูดถึงสถานธรรมทีไร ใครๆ ก็หลบหน้าหลบตา
คงกลัวไม่ได้มาเกิดอีกกระมัง) พอถึงวันนัดหมาย ปรากฏว่าเพื่อนๆ
มากันล้นหลาม ไม่เพียงเท่านั้นยังพาเพื่อนๆ ห้องอื่นมาอีกด้วย
ผมเลยแอบยิ้มอยู่ในใจคิดว่า 3000 บุญ 800 มรรคผล คงเหลืออีกไม่เท่าไหร่
3600 อริยะ 48000 เมธีชนที่เลือกเฟ้นคงต้องมีชื่อผมแน่นอน
เพราะวันนี้ท่าทางจะมีเพื่อนๆ ไปรับธรรมมากมาย ที่เหลือคงเป็นหน้าที่ของอาวุโสที่สถานธรรมแล้ว
พอทุกคนมาถึงสถานธรรม ก็ยังไม่มีฝ่ายค้านปรากฏตัว (เพราะผมได้เกริ่นไว้ก่อนแล้วว่าจะแวะไหว้พระที่สถานธรรมก่อนไป)
แต่หลังจากที่ผู้บรรยายกล่าวปฐมนิเทศธรรมเสร็จ นาทีระทึกใจที่รู้ว่าใครต้องการรับธรรมก็มาถึงปรากฏว่าเพื่อนๆ
ทั้งหมดอยากจะรับธรรม ยกเว้นเจ้า
! เพื่อนของเพื่อนของเพื่อนเพียงคนเดียวที่ไม่รับและไม่เพียงแต่ไม่รับ
หนำซ้ำยังมีอคติต่อธรรมะอีกเขาจึงสถาปนาตัวเองเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน
ระดมพลพรรคต่อต้านการรับธรรม ไม่ว่านักธรรมอาวุโสจะอธิบายอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง
ไม่ว่าผมจะขอร้องอย่างไรเขาก็ไม่ยอม และที่สำคัญไม่ว่าจะเชิญเขาออกไปนั่งรอข้างนอกอย่างไรเพื่อให้คนอื่นได้รับธรรมก่อนเขาก็ไม่สน
จนในที่สุด
ต้องแห้วจนได้ วันนั้นผมรู้สึกเสียดาย และเสียใจมากๆ
ชะตาชีวิตของทุกคนไม่เหมือนกัน บุญสัมพันธ์ของทุกคนก็แตกต่างกัน
คนยี่สิบคนอาจจะมีบุญสัมพันธ์อาจจะอยากรับธรรม แต่กรรมสัมพันธ์
หรือบุญสัมพันธ์ ที่ยังไม่สุกงอมของคนเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะสกัดกั้นธรรมสัมพันธ์ของผู้อื่นได้
เฉกเช่น "เส้นผมที่บังภูเขา" ฉันใดก็ฉันนั้น
ฉะนั้น คุณควรสำรวมทุกฝีก้าว และสำคัญอย่าโลภในปริมาณ สิ่งที่คุณทุกคนล้วนมุ่งหวัง
ก็คือปริมาณที่มีคุณภาพ แต่ยามเมื่อคุณต้องเลือกระหว่างคุณภาพกับปริมาณแล้ว
ระวัง ! จงอย่าลืมต้นแสวงปลายจงอย่ามองเฉพาะหน้า จงอย่าเลือกคนที่ไร้คุณภาพมาทำลายปริมาณคุณภาพที่ได้สั่งสมมาก่อนหน้านี้ง่ะ
!
ข้อที่ 8
สรรหาสถานที่ ปลอดการรบกวน
หากคุณกำลังส่งเสริม
และสนทนาธรรมในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านเดินเข้าๆ ออกๆ ไปมาหรือมีเสียงอึกทึกครึกโครมรบกวนการสนทนาของคุณ
คุณก็อาจจะลองหาสถานที่สงบๆ ปราศจากการรบกวนใดๆ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามอุ่นใจเช่นกัน
ถ้าให้ดีที่สุดก็คือสถานธรรม เพราะในสถานธรรมมีรัศมีธรรมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกคลุมนอกจากจะปราศจากการรบกวนแล้ว
ยังปลอดจากเจ้าหนี้นายเวร อีกทั้งบุญปัจจัยต่างๆ ที่เกื้อหนุนนี้จะช่วยให้เขา
เกิดความสว่างได้ง่าย อย่างไรก็ตามหากไม่สะดวกที่จะพูดคุยส่งเสริมในสถานธรรม
เพราะถูกจำกัดด้านเวลาและการเดินทาง อย่างน้อยก็ควรเป็นสถานที่ที่พูดคุยกันได้เต็มที่
และไม่ถูกรบกวนเป็นสำคัญ
อย่างนี้จะได้ผลดีในการส่งเสริมมากกว่า !
ข้อที่ 9
กิริยาอ่อนน้อม เหลือทางหนีทีไล่
เวลาคุณฉุดช่วยคน
น้ำเสียงต้องจริงใจ ต้องมีอัธยาศัยที่ดี ไม่ว่าที่ผ่านมาอุปนิสัยอารมณ์ของคุณจะเป็นอย่างไรก็ตาม
อย่างน้อยในขณะนั้นต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามยังไม่มีความเข้าใจในวิถีธรรม
จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะพิจารณาความล้ำค่าของธรรมะ โดยสังเกตที่ความประพฤติปฏิบัติของคุณ
ฉะนั้น คุณจึงต้องมีมารยาท และท่าทีที่อ่อนน้อมถ่อมตน พยายามแปรมนุษย์สัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณให้เป็นบุญสัมพันธ์
ก็คือเขามีโอกาสได้รับวิถีธรรมนั่นเอง !
อย่างไรก็ตาม หากเขายังไม่สามารถเปิดใจยอมรับ หรือตัดสินใจขอรับวิถีธรรมในขณะนั้น
คุณก็ไม่ควรสร้างความกดดัน หรือฝืนใจบังคับเขา เพราะธรรมะคือธรรมชาติ
ผู้มีบุญย่อมได้สดับ ผู้ศรัทธาย่อมได้รับ
ฉะนั้น ถึงแม้คุณคุณจะมีเจตนาที่ดีต้องการให้เขาได้รับวิถีธรรม
แต่อย่าลืมว่าคุณก็ต้องให้เขาได้สัมผัสกับเจตนากุศลของคุณด้วยเช่นกัน
ไม่ใช่สักแต่จะพูดจาข่มขู่บังคับเขา เช่นว่า :
"เธอต้องรับธรรมน่ะ ! หากเธอไม่รับธรรมชาติหน้าตกนรกฉันจะไม่รับผิดชอบนะ
!"
หรือบางคนอาจพูดว่า :
"ทำไมเธอโง่อย่างนี้ ธรรมะล้ำค่าปรากฏอยู่ต่อหน้าแล้วยังไม่รู้จักไขว่คว้าอีก
!" ฯลฯ
การพูดจาเหยียดหยามแสดงกิริยา ดูถูกดูแคลนเช่นนี้เท่ากับไม่เหลือทางหนีทีไล่ให้กับเขา
เท่ากับเป็นการตัดมนุษย์สัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณ เป็นการตัดบุญสัมพันธ์ระหว่างเขากับธรรมะ
และยังเป็นการตัดพุทธสัมพันธ์ระหว่างเขากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก
หนำซ้ำยังเป็นการทำให้เขามีอคติต่อธรรมะอีก และผลร้ายนี้จะส่งผลต่อไปอีกในวันข้างหน้า
คุณจึงจำเป็นต้องสำรวมกิริยาและวาจา มีท่าทางที่อ่อนน้อมถ่อมตนและที่สำคัญคือ
เหลือทางหนีทีไล่ไว้ให้เขา
ข้อที่10
ขายแตงว่าแต่งหวาน เชื่อมั่นในตนเอง
ก่อนจะฉุดช่วยคน
อย่างน้อยคุณต้องมีความเชื่อมั่นในตนเองก่อน เพราะว่าที่ผ่าน
มีญาติธรรมจำนวนมาก หลังจากจบประชุมธรรมสามวันก็บังเกิดจิตศรัทธาแรงกล้า
มีความกระตือรือร้นสูงในการฉุดช่วยคน เจอใครก็พูดธรรมะส่งเสริมฉุดช่วย
อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่คำพูดของเขาไม่แน่ใจว่าจะมีคนอื่นจะเปิดใจยอมรับเสมอไป
บางครั้งเขาอาจจะย้อนถามมาว่า :
"คุณรับธรรมมานานแค่ไหนหรือ?"
"สามวันก่อนเพิ่งรับธรรม และเพิ่งจบประชุมธรรมสามวันนี้ไม่นานนี้เอง
!"
เขาก็จะตอบคุณว่า :
"อย่างนั้นหรือ ! รับธรรมแค่สามวัน หรือเพิ่งจบประชุมธรรมหมาดๆ
เข้าใจธรรมะไม่เท่าไหร่ก็คิดจะมาพูดธรรมะให้คนอื่นฟังหรือ
!"
เพียงแค่นี้ก็พอที่จะทำลายความศรัทธาเบื้องต้นของคุณให้ลดน้อยถอยลงไปกว่าครึ่งแล้ว
จากนั้นเขาก็กล่าวต่อไปว่า :
"เธอรู้ไหมว่าผู้บรรยายในสถานธรรมเขาทำอะไรกันบ้าง ?
เธอรู้ไหมว่าอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม เขาทำอะไรหรือเปล่า ?"
ฯลฯ
ถึงเวลานั้น ไม่เพียงคุณไม่สามารถฉุดช่วยเขามารับธรรมได้ แต่กลับถูกเขาฉุดออกไปจากอาณาจักรธรรมมากกว่า
กรณีอย่างนี้มีให้เห็นมากมายในอาณาจักรธรรม
ฉะนั้น คนที่คิดจะออกไปฉุดช่วยส่งเสริมคนอื่นให้มารับธรรม
ต้องมีความเชื่อมั่นในธรรมะ และเชื่อมั่นในตัวเองเสียก่อน
เพราะความเชื่อมั่นสามารถทำให้คนอื่นสัมผัสได้ถึงพลังแห่งธรรมในตัวคุณ
และต่อให้คนอื่นไม่มารับธรรมก็ตาม แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่สามารถทำให้คุณไขว้เขวได้เช่นกัน
ข้อที่ 11
เสริมสร้างความรู้ ร้อนรนไร้ผล
ญาติธรรมที่เพิ่งจบประชุมธรรมหมาดๆ
ส่วนใหญ่จะบังเกิดความศรัทธาเบื้องต้น แต่ก็ยังอยู่ในช่วงของการเสริมสร้างความเข้าใจ
ยังรู้บ้างไม่รู้บ้างเช่นนี้ยังไม่เหมาะที่จะออกไปฉุดช่วยคนทันทีทันใดเนื่องจากลำพังความศรัทธาเบื้องต้นนั้นยังไม่เพียงพอในการฉุดช่วยและส่งเสริมคน
ยังต้องมีแนวทางที่ชัดเจนเช่นกัน เพราะว่าถึงเราจะมีความศรัทธาแต่อาจจะยังไม่สามารถแปรความศรัทธาในใจออกมาเป็นการอธิบายได้
ดังนั้น เราควรใช้เวลาเข้าร่วมชั้นศึกษาธรรมต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างรัตถธรรมให้มากขึ้นอย่าใจเร็วด่วนได้
ร้อนรนจนในที่สุดก็ไม่ส่งผลดีกลับมา
ข้อที่ 12
ผู้ฟังที่ดี ย่อมเป็นที่ต้อนรับ
ในขณะที่คุณฉุดช่วยคน
อย่าได้คิดว่าตัวเองได้รับธรรมมานาน อยู่ในอาณาจักรธรรมมาหลายปีศึกษาธรรมะก็มากต่อมาก
หรือค้นคว้าพระสูตรพระคัมภีร์มานับไม่ถ้วน ยิ่งกว่านั้น ยังรู้จักเฉียนเหรินเตี่ยนฉวนซือ
หรือเจี่ยงซือ พุทธบริกรจำนวนมากจึงทำให้คุณหนาแน่นไปด้วยทิฐิ
หารู้ไม่ว่านานวันทิฐิก็จะกลายเป็นอัตตา หรืออัตตาก็จะกลายเป็นมานะ
(ความถือตัว) ที่หลอมละลายได้ยาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในขณะที่คุณสนทนากับผู้อื่นมานะความถือตนของคุณก็จะพรั่งพรูออกมาโดยไม่รู้ตัว
เกิดการดูถูกดูแคลนผู้อื่น ตัวอย่างเช่น คนอื่นอาจจะพูดว่า
:
"ที่ฉันทำอยู่ก็เป็นการสร้างบุญสร้างกุศลเหมือนกัน"
คุณก็อาจจะตอบเขากลับไปว่า :
"นั่น ! เป็นเพียงการปลูกสร้างเนื้อนาบุญเท่านั่นเอง
อย่างมากก็แค่ช่วยให้เสพบุญสามร้อยปี หรือไม่ก็ห้าร้อยปีแค่นี้เอง
! แต่ธรรมะนี้เป็นวิถีอนุตตรธรรมที่สูงส่ง หากได้รับธรรมแล้ว
หนึ่งจุดสามารถล่วงพ้นการเกิดตาย เสพสุข 10800 ปี"
ไม่เท่าไหร่ก็กดดันคนอื่น ไม่ยอมเปิดโอกาสให้คนอื่นได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น ก่อนที่คุณจะฉุดช่วยคนอื่น หากรู้ว่าเขาเป็นคนชอบแสดงทัศนะส่วนตัว
หรือมีข้อเสนอแนะอย่างไร คุณก็ควรจะเปิดโอกาสให้เขาได้แลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นกัน
ต้องรู้จักเป็นผู้ฟังที่ดีเช่นกัน ให้เขาได้พูดก่อน จากนั้นในระหว่างสนทนา
คุณก็สามารถอาศัยข้อมูลและความเข้าใจจากการสนทนามาเป็นปัจจัยในการส่งเสริมให้เขาได้เข้าสู่วิถีธรรม
กล่าวอีกนัยก็คือ ผู้พูดที่ดีต้องเป็นผู้ฟังที่ดีเช่นกัน ต้องรู้จักเป็นคนฟังที่ซื่อสัตย์ต่อเขาก่อน
ให้เขาเกิดความรู้สึกที่ดีต่อคุณ จากนั้นอาศัยปัญหาของเขาเป็นจุดเริ่มต้นในการนำพาส่งเสริมเขาเข้าสู่ธรรมะ
อย่างนี้จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่าย
ข้อที่
13
รูปถ่ายปาฏิหาริย์ ต้องมีมูลความจริง
บางครั้งในการส่งเสริมคน
คุณสามารถอาศัยรูปถ่ายปาฏิหาริย์ หรือพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยหนุนนำอีกแรง
ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายในการแสดงบุญญาธิการ หรือจะเป็นพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แยบยล
ล้วนสามารถช่วยดึงดูดความสนใจทำให้อยากรู้อยากเห็น และจุดประกายความเชื่อมั่นในวิถีธรรมได้เป็นธรรมดา
ทว่าการส่งเสริมฉุดช่วยคนมารับธรรมโดยอาศัยวิธีการเบื้องต้นนี้
ต้องมีความพิถีพิถันและระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการดัดรูปถ่าย
หรือแม้แต่เลือกเฟ้นพระโอวาทที่จะนำไปส่งเสริม มิเช่นนั้นอาจจะส่งผลลบต่อญาติธรรมได้
อย่างเช่นบางครั้ง เวลาคุณถ่ายรูปอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ฟิล์มในกล้องอาจจะไม่หมุนไปตามจำนวนภาพที่คุณถ่าย
เมื่อล้างรูปออกมาจึงเกิดการซ้อนภาพ ให้ใครวิเคราะห์ก็รู้ว่าเป็นภาพซ้อน
แต่คุณกลับนำไปส่งเสริมคนอื่นว่า เป็นรูปเจ้ากรรมนายเวรมาตามทวงหนี้
หากเป็นอย่างนี้ คนทั่วไปจะคิดว่าคนที่มารับธรรมส่วนใหญ่ดูพิลึกพิศวง
พูดแต่เรื่องภูตผีปีศาจ ไม่ศึกษาหลักธรรมกันเลย !
ดังนั้น เวลาคุณจะนำรูปถ่ายปาฏิหาริย์ หรือพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาส่งเสริมคน
ต้องมีความระมัดระวัง หากไม่ใช่เป็นรูปอภิญญา แสดงให้เห็นชัดเจน
หรือรูปที่คุณไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นปักใจยอมเชื่อ หรือแม้แต่พระโอวาทที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
ไม่สามารถทำให้เขาเชื่อว่าท่ามกลางฟ้าดินมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง
ไม่สามารถให้เขาตระหนักว่าธรรมะจริง หลักธรรมจริง และพระโองการสวรรค์จริงแล้วละก็ต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนจะดีกว่า
!
ข้อที่ 14
น้ำใสใจจริง ไม่อวดรู้อวดเก่ง
การฉุดช่วยคนต้องมีความจริงใจ
จิตใจดวงนี้ต้องเป็นดวงจิตที่ซื่อตรง เป็นจิตใจที่อ่อนน้อมถ่อมตน
เป็นน้ำใสใจจริง อย่าได้อวดรู้อวดเก่ง อย่าได้เย่อหยิ่งยโสในขณะที่คุณกำลังฉุดช่วยส่งเสริมคนต้องเตรียมความพร้อมเสียก่อน
ต้องมีจิตเป็นกลางและจริงใจในการตอบข้อสงสัยของคนอื่น ตรงไหนที่คุณรู้และเข้าใจก็ให้ความกระจ่างกับเขา
ตรงไหนที่คุณไม่รู้และเข้าใจก็ควรบอกกับเขาตรงไปตรงมาอย่าได้ไม่รู้แล้วแกล้งทำเป็นรู้
ท่านขงจื้อกล่าวว่า :
"รู้ก็บอกว่ารู้ ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ จึงจะเรียกว่าผู้รู้โดยแท้"
ฉะนั้น เรื่องไหนที่คุณไม่สามารถให้คำตอบได้ คุณก็สามารถพูดกับว่า
:
"คำถามที่คุณถามมานี้ เกินความสามารถของผม ผมก็ไม่เคยคิดถึงจุดๆ
นี้เหมือนกัน ยังดีที่คุณหยิบยกมาพูด แล้วผมจะกลับไปถามนักธรรมอาวุโส
ไว้โอกาสหน้าจะได้มาร่วมศึกษากันอีก"
การพูดอย่างนี้ ก็เท่ากับเป็นการเหลือทางหนีทีไล่ให้กับตัวเองเหมือนกัน
แต่สำหรับฝ่ายตรงข้ามเขาจะเกิดความรู้สึกว่าคุณมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเขาจะมีความรู้สึกที่ดีกับคุณเป็นพิเศษ
หากจะฉุดช่วยนำพาเขามารับธรรมในวันข้างหน้าก็จะง่ายยิ่งขึ้น
ตรงกันข้าม หากคุณอวดรู้อวดเก่ง พูดจาไร้ซึ่งความจริงใจ สร้างความกดดันให้กับเขา
อย่างนี้คิดจะฉุดช่วยส่งเสริมเขามารับธรรม ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
!
ข้อที่
15
ตัวอย่างอ้างอิง นำสู่ธรรมะ
คุณสามารถยกตัวอย่างประวัติการรับธรรม
คุณสามารถยกตัวอย่างประวัติการรับธรรมบำเพ็ญธรรม ปฏิบัติธรรม
ตลอดจนการสำเร็จธรรมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธอริยนเจ้าในอดีตมาอ้างอิงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในธรรมะแก่ญาติธรรม
อย่างเช่นคุณอาจจะพูดว่า :
"คุณศรัทธาเลื่อมใสเจ้าแม่กวนอิม คุณกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิม
ขอลาภขอพรจากพระองค์แล้วคุณรู้ไหมว่าเจ้าแม่กวนอิม พระองค์ท่านสำเร็จอย่างไร
?"
การเสนอคำถามอย่างนี้เป็นการจุดประกายความคิดให้เขารู้จักความหมายที่แท้จริงของการกราบไหว้
ยิ่งกว่านั้น อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงธรรมของเขาได้
อย่างไรก็ตาม นอกจากหยิบยกตัวอย่างอ้างอิงแล้ว คุณก็ต้องรู้จักโยงเข้าหาวิถีธรรมเช่นกันเพราะนั่นคือจุดมุ่งหมายสำคัญ
หากได้แต่เพียงหยิบยกตัวอย่างอ้างอิงโดยไม่รู้จักจุดประกายนำพาเข้าสู่วิถีธรรมแล้ว
ก็ไม่สามารถช่วยให้เขาได้หูตาสว่างทำให้เขารู้แจ้งเห็นจริงได้เช่นกัน
!
ข้อที่
16
ธรรมะคือธรรมชาติ คลายข้อกังขาก่อน
ในกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่า
คุณกินเจมานานปณิธานก็ตั้งแล้ว หนำซ้ำยังบำเพ็ญพรหมจรรย์ไม่ประสงค์จะแต่งงานมีครอบครัว
ในขณะที่อายุก็มากแล้ว นอกจากนี้ยังมีธุรกิจการงานก็ไม่ต้องการจะขยายใหญ่
เหมือนกับไม่ต้องการจะเอาดีทางนี้สักเท่าไหร่ !
หากเป็นเช่นนี้ เขาก็จะเกิดข้อกังขาต่อภาพลักษณ์ของคุณ ต่อให้คุณจะพูดธรรมะให้เขาฟังอย่างตั้งอกตั้งใจอย่างไรก็ตาม
ในสมองของเขาก็จะคิดอยู่แต่เพียงว่า :
"ทำไมเขาอายุ 30 กว่าแล้ว ยังไม่ยอมแต่งงานอีก ?"
"ในเมื่อเขากินเจแล้ว เวลาเขาออกไปคุยธุรกิจกับคนอื่น
เขาจะทำตัวอย่างไร ?"
"หรือเขาคงไม่คบคนข้างนอกกระมัง ?
"
ในสมองเขามีแต่คำถามเหล่านี้ฝังอยู่ข้างใน
ฉะนั้น หากคุณรู้ว่าเขามีคำถามที่ค้างคาใจในระหว่างการสนทนา
คุณก็สามารถอธิบายให้เขาได้เข้าใจว่า :
"คนที่รับธรรม ไม่ใช่หมายความว่าต้องกินเจเสมอไป และไม่ใช่บำเพ็ญพรหมจรรย์เช่นกันทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจของแต่ละคน
สำหรับผมแล้วคิดว่าการกระทำอย่างนี้จะช่วยให้บำเพ็ญได้เร็วกว่า
ดังนั้นผมจึงเลือกทางนี้ แต่ไม่ใช่หมายความว่าทุกคนต้องทำอย่างนี้เสมอไป"
ข้อนี้คุณต้องรู้จักอธิบายให้เขาเข้าใจ ต้องรู้จักคลายข้อสงสัยให้เขาก่อน
ให้เขาได้เข้าใจว่าธรรมะก็คือธรรมชาติ
ฉะนั้น การไขข้อกังขาของฝ่ายตรงข้ามจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคลี่คลายก่อน
เมื่อเขายอมเปิดใจแล้วค่อยนำพาเข้าสู่ธรรมะจะง่ายยิ่งขึ้น
!
ข้อที่
17
มากคนมากความ กลับสร้างความกดดัน
คุณอาจคิดว่าลำพังคุณคนเดียวไปฉุดช่วยคนคงไม่มีน้ำหนักพอ เกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีความรู้การศึกษาสูง
หรือมีความศรัทธาแรงกล้าในศาสนานั้นๆ จึงขอความช่วยเหลือจากนักธรรมอาวุโสท่านอื่นๆ
มาช่วยพูดอีกแรง เชิญมาทีหนึ่ง 7-8 ท่านในใจคิดว่าช่วยกันพูดคนละคำสองคำเขาก็คงจะตามคุณมารับธรรมแน่นอน
!
แท้ที่จริงแล้ว นี่เป็นความคิดที่ผิดถนัด บางคนยิ่งน่ารักกว่านี้อีก
คือเขาจะไปฉุดช่วยคนคนหนึ่ง ฝ่ายตรงข้ามถามเขาว่า :
"ธรรมะดีตรงไหน คุณลองอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้มั้ย ?"
"ฉันพูดไม่ค่อยเก่งแต่จะเชิญคนที่พูดเก่งๆ มาพูดให้ฟัง"
หากเราพูดอย่างนี้กับฝ่ายตรงข้าม เขาก็จะคิดว่าเราไปจ้างมือปืนรับจ้างมาช่วยพูดธรรมะเสียอีก
! อย่างนี้จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกต่อต้านได้
ฉะนั้น เวลาคุณฉุดช่วยส่งเสริมคน อย่าได้พาคนไปเป็นจำนวนมากๆ
เพราะลำพังแนะนำชื่อเสียงเรียงนามของนักธรรมอาวุโสให้เขารู้จักเช่นคนนี้แซ่เฉิน
คนนี้แซ่หยัง คนนี้แซ่จาง
.ฯลฯ ก็กินเวลาไปตั้งมากแล้ว แล้วเขาจะมีกระจิตกระใจอะไรมาตั้งใจฟังคุณพูดธรรมะอีก
หนำซ้ำคนโน้นพูดคำ คนนี้พูดคำ พูดกันไปพูดกันมา สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าจะฟังใครกันแน่
!
นอกจากนี้ บางครั้งในการพิธีขอรับธรรมที่ผู้รับธรรมเปลี่ยนใจไม่อยากรับธรรมขึ้นมา
คุณก็จะเริ่มตื่นเต้นรีบให้คนโน้นมาอธิบายช่วยพูดให้คนนี้มาเกลี่ยกล่อมให้รับธรรม
คนแรกพูดไม่ได้ผล ก็เชิญคนที่สอง คนที่สาม
..จนในที่สุดพูดจนเขาออกหนี้ออกจากสถานธรรมไป
เพราะว่าคนที่พูดก่อนหน้านี้ กับคนที่พูดช่วงหลัง ต่างคนต่างพูดกันคนละเรื่อง
พูดไปพูดมาซ้ำๆ ซากๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ
ฉะนั้น เวลาเราต้องการฉุดช่วยส่งเสริมใครก็ตาม ถึงแม้คุณจะพูดไม่เก่ง
แต่ก็ไม่เป็นไร ยอมไปคนเดียว หรืออย่างมากก็หาคนไปเป็นเพื่อนสัก
2-3 คนก็เกินพอแล้ว อย่าไปทีละมากๆ เพราะจะสร้างความกดดันให้กับฝ่ายตรงข้ามเปล่าๆ
ข้อที่
18
ครั้งเดียวให้สำเร็จ ยืดเยื้อไร้ผล
เวลาฉุดช่วยส่งเสริมคน คุณต้องการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า
เมื่อคุณเริ่มสนทนาส่งเสริมฉุดช่วย นั่นก็หมายความว่าคุณต้องพยายามบรรลุเป้าหมายในการฉุดช่วยให้ได้
จะต้องพยายามพาเขาไปรับธรรมให้ได้ ที่สำคัญคือต้องฉุดช่วยให้เห็นผลในครั้งเดียว
อย่าได้ส่งเสริมฉุดช่วยครึ่งๆ กลางๆ หรือแบ่งการส่งเสริมออกเป็นสองช่วงหรือสามช่วงเช่น
: "พรุ่งนี้ค่อยมาฉุดช่วย ค่อยมาพูดต่อ !"
อย่างนี้ จะส่งผลกระทบต่อการฉุดช่วยส่งเสริมเพราะว่าในขณะที่คุณส่งเสริมเขา
และเขาก็กำลังฟังอย่างสนอกสนใจ พอเขาเริ่มจะมีความศรัทธาขึ้นมา
แต่โชคไม่ดีเนื่องจากความจำกัดของเวลาคุณจึงขอมาใหม่พรุ่งนี้
อย่างนี้จะทำให้ผลที่ออกมาไม่ดี เหมือนกับการต้มน้ำจนเดือดแล้วกลับทิ้งให้น้ำเย็นไปอีก
จะต้มอีกก็ต้องเสียฟืนเสียเวลาใช่หรือไม่ ?
ฉะนั้น ต้องฉุดช่วยให้เห็นผลในครั้งเดียวยิ่งเนิ่นนานก็ยิ่งยากบรรลุผล
ข้อที่
19
รุ่นราวคราวเดียว สำเร็จง่ายกว่า
หากพ่อแม่ของคุณยังไม่ได้รับธรรม คุณคงร้อนรนใจอยากหาโอกาสพาท่านทั้งสองมารับธรรมให้ได้
ใช่หรือไม่ ?
ในขณะที่ฉุดช่วยทั้งสองท่านนั้น มีบางสิงบางอย่างที่คุณต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
หากในสายตาของท่านทั้งสอง คุณเป็นลูกที่ว่านอนสอนง่าย หรือเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวน
พูดอะไรท่านก็เชื่อท่านก็สนับสนุนคุณ อย่างนี้คุณก็สามารถพูดกับท่านได้อย่างตรงไปตรงมา
ขอให้ท่านมารับธรรมได้เลย
ตรงกันข้าม หากคำพูดคำจาของคุณไม่มีน้ำหนักพอ พูดอย่างไรพ่อแม่ก็เห็นว่าคุณยังเป็นเด็กคิดว่าคุณไม่ประสีประสาอะไร
ปริปากคิดจะพูดธรรมะ ท่านก็สอนกลับว่า :
"ฉันเลี้ยงดูแกมมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอย นิสัยใจคอตับไตไส้พุงของแกก็รู้หมดเปลือก
กินเกลือก็กินมากกว่าแกกินน้ำซะอีก เดี๋ยวนี้ริอาจมาพูดธรรมะอะไรให้พ่อแม่ฟังแล้วหรือ
?" จนในที่สุดเราก็พูดอะไรต่อไปไม่ได้
ฉะนั้น เวลาคุณมีจิตกตัญญูอยากให้พ่อแม่ได้มารับธรรม ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ไม่เป็นไร
อย่าได้ท้อแท้ใจ คุณสามารถเชิญนักธรรมอาวุโสที่มีวัยวุฒิใกล้เคียงกับพ่อแม่ของคุณไปฉุดช่วยส่งเสริมแทนเพราะว่าคำพูดคำจาจะมีน้ำหนักมากกว่าคุณ
เวลาพูดธรรมะก็ย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือมากกว่า อย่างนี้โอกาสที่พ่อแม่จะมารับธรรมก็มีสูงขึ้น
นอกจากนี้ หลังจากที่ทุกคนได้รับธรรมแล้วต้องการฉุดช่วยส่งเสริมบุคคลที่มีวุฒิสูงกว่าก่อนอื่นคุณก็ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเองให้ดีกว่าช่วงที่ยังไม่ได้รับธรรมอีก
ให้เขาเห็นว่าความประพฤติปฏิบัติของคุณดีกว่าที่ผ่านมา ข้อนี้ต้องปรับปรุงเพราะว่าถ้าเขามีความรู้สึกที่ดีกับเราก็เท่ากับเขามีความรู้สึกที่ดีกับธรรมะเช่นกัน
ข้อที่
20
กลยุทธตลบหลัง ใช้บ้างก็ไม่เป็นภัย
การขอความช่วยเหลือจากญาติธรรมผู้ร่วมบำเพ็ญให้ช่วยส่งเสริมฉุดช่วยเพื่อนๆ
ของตนเป็นเรื่องปกติที่มีให้เห็นในอาณาจักรธรรม ทว่าเพื่อนๆของคุณไม่เคยรู้จักกับญาติธรรมในสถานธรรมมาก่อน
ฉะนั้น หลังจากที่แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายได้รู้จักกันเรียบร้อยแล้ว
คุณก็สามารถเริ่มสนทนากับเพื่อนๆ ของคุณเองก่อน ทำทีว่าญาติธรรมนั้นๆ
ไม่อยู่ในที่นั่น ไม่เป็นไรคุณพูดคุยกับเพื่อนๆ ไปเรื่อยๆ
พูดคุยกันจนระยะเวลาหนึ่งแล้ว คุณก็ค่อยๆ นำความเข้าสู่ประเด็นทางธรรม
จากนั้นถึงค่อยเชิญญาติธรรมคนนั้นเข้าร่วมในการสนทนาด้วย คุณอาจจะพูดว่า
"เพื่อนฉันคนนี้ มีความเข้าใจในธรรมะนี้พอสมควร"
ต่อจากนั้นคุณก็แสดงทัศนะความคิดเห็นของคุณในแง่ของธรรมะนี้
แล้วก็ส่งต่อให้ญาติธรรมที่มาด้วยช่วยสานต่อ เนื่องจากจุดประสงค์ที่เรามาในวันนี้ก็เพื่ออยากให้ญาติธรรมท่านนั้นช่วยส่งเสริมเพื่อนๆ
ของคุณให้มีโอกาสได้เข้าใจธรรมะและสุดท้ายสามารถได้รับธรรมนั่นเอง
เราจึงต้องเป็นคนเกริ่นนำก่อน ไม่ใช่ว่าพอมาถึงก็พูดว่า
"เพื่อนๆ ทั้งหลาย วันก่อนฉันบอกว่าจะพาคนมาพูดธรรมะให้ฟัง
วันนี้ฉันพามาแล้วน่ะ เดี่ยวจะให้เขาช่วยพูดให้ฟัง"
อะไรทำนองอย่างนี้ โดยไม่มีการแนะนำทำความรู้จักเลย การสนทนาอย่างนี้เป็นการสนทนาที่ไม่มีพื้นฐานของน้ำใจ
เพราะฝ่ายหนึ่งได้แต่พูดส่วนอีกฝ่ายหนึ่งได้แต่ฟัง อย่างนี้สู้คุณพูดเองด้วยความจริงใจยังดีเสียกว่าให้คนแปลกหน้าพูดคุยกันต่อให้พูดได้ดีอย่างไร
ก็ยากที่จะทำให้เขาเปิดใจได้ในเวลาเพียงสั้นๆ
ฉะนั้น ถึงแม้จะขอคนอื่นมาช่วยพูด แต่อย่าลืมว่าคุณมีบทบาทสำคัญที่สุดในบรรดาสามฝ่าย
เพราะคุณเป็นตัวเชื่อมระหว่างเพื่อนของคุณกับญาติธรรมที่สถานธรรมเราจึงต้องรู้จักเชื่อมโยงให้สอง
ฝ่ายเข้าหากัน เกิดความรู้จักมักคุ้นกันในเวลาที่สั้นที่สุด
อย่างนี้บรรยากาศในการสนทนาพูดคุยก็จะ ดำเนินไปได้ด้วยดี โอกาสที่จะประสบสำเร็จในการฉุดช่วยเขามารับธรรมก็สูงมากขึ้น
!
ข้อที่
21
ขั้นตอนรับธรรม บอกก่อนล่วงหน้า
หากฝ่ายตรงข้ามได้รับปากกับคุณว่าจะมารับธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้
คุณก็สามารถอธิบายขั้นตอนการรับธรรมโดยสังเขปให้เขาได้เข้าใจได้ก่อนล่วงหน้า
เช่น :
"ก่อนรับธรรมจะมีพิธีขอรับธรรม พิธีอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
และจะมีการตั้งปณิธานด้วย ฯลฯ"
หากการพูดถึงการตั้งปณิธาน แล้วทำให้เขาเกิดความกังวลใจขึ้นมา
คุณก็สามารถอธิบายให้เขาเข้าใจว่า
"ฉันจะต้องรับรองต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อการรับธรรมของเธอ
รับรองว่าธรรมะนี้จริงมีหลักธรรมจริง และมีพระโองการสวรรค์จริง
จากนั้นเธอก็จะตั้งปณิธานว่าจะไม่แพร่งพรายความลับสวรรค์ที่ถ่ายทอดไตรรัตน์สามสิ่งวิเศษให้
เพราะธรรมะนี้ตั้งแต่อดีตมาไม่เคยโปรดถ่ายทอดอย่างกว้างขวางมาก่อน
.."
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือในส่วนของเงินทำบุญสร้างกุศลในการรับธรรมก็ต้องอธิบายให้เขาได้เข้าใจด้วย
เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าใจผิดคิดว่าถูกหลอกลวงและจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง
เช่นว่าต้องทำบุญก็ไม่เห็นบอกก่อนล่วงหน้า จะคุกเข่าต้องนานก็ไม่บอก
ถวายชื่ออะไรก็ไม่บอก ใบคำขออะไรก็ไม่บอกหนำซ้ำยังต้องตั้งปณิธานอะไรก็ไม่เห็นรู้เรื่องเลย
ที่ผ่านมา มีกรณีที่ใบคำขอรับธรรมถูกถวายอัญเชิญขึ้นไปแล้วแต่หาคนรับไม่ครบตามจำนวนนั่น
ก็หมายความว่ามีคนรับธรรมบางคนหลบหน้าหายไป หรือไม่ก็ไม่ยอมรับธรรมเอาดื้อๆ
ทั้งๆ ที่ลงทะเบียนเขียนชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากเป็นเช่นนี้ก็จะส่งผลกระทบทางด้านจิตใจของคนรับธรรมคนอื่นๆ
ได้ ถึงเวลาก็จะแก้สถานการณ์ลำบาก
ฉะนั้น เมื่อฝ่ายตรงข้ามรับปากตกลงกับคุณว่าเขาจะมารับธรรมแล้ว
คุณก็ควรที่อธิบายให้เขาได้เข้าใจในขั้นตอนเบื้องต้นของการรับธรรม
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง
ข้อที่
22
วิธีเสี่ยงหาย อย่าได้ลองใช้
หากคุณกลัวว่าจะไม่สามารถพูดให้คนมีอายุหรือคนมีความสามารถกว่าคุณยอมมารับธรรมกับคุณที่สถานธรรมได้
แล้วจึงคิดว่าไม่เป็นไร คุณสามารถพาเขาไปสถานธรรมก่อนแล้วค่อยว่ากันเพราะที่สถานธรรมมีนักธรรมอาวุโสมากมาย
มีทั้งผู้บรรยาย และอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมตั้งหลายท่านที่ล้วนอรรถาบรรยายได้ฉะฉานทั้งนั้น
นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์สูงในการฉุดช่วยส่งเสริมคนเชื่อว่าพูดไม่กี่คำ
ฟังไม่กี่ประโยค เขาก็ต้องรับธรรมแน่ๆ
จงอย่าได้มีความคิดอย่างนี้เป็นอันขาด ! มีญาติธรรมจำนวนมากที่พาคนมาสถานธรรม
แล้วให้ผู้บรรยายช่วยพูดธรรมะให้ฟัง ผมจะบอกให้ว่า :
"คุณไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับธรรมะนี้ให้เขาเข้าใจมาก่อนหน้านี้เลย
แล้วรอถึงเวลาจะทำพิธีขอรับธรรม คุณถึงจะพาเขามาสถานธรรม คิดว่าช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีจะสามารถส่งเสริมให้เขาได้รับธรรม
วิธีอย่างนี้มักจะไม่ส่งผลดีในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่นักธรรมอาวุโสไม่เคยรู้จักกับเขามาก่อนเลย
.."
ฉะนั้น จุดนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ วิธีเสี่ยงทายอย่างนี้
ไม่ควรทดลองใช้ หากไม่สามารถฉุดช่วยเขาได้ คุณยังมีโอกาสต่อไปอีก
อย่ารอจนมีพิธีขอรับธรรมแล้ว ค่อยนำพาเขามาสถานธรรมอย่างกระทันหัน
!
ข้อที่
23
ระยะเวลารับธรรม ก็ควรบอกให้ทราบ
เมื่อฝ่ายตรงข้ามรับปากคุณแล้วว่าจะมารับธรรม ก็ควรบอกระยะเวลาคราวๆ
ที่ต้องใช้ในการรับธรรมให้เขาทราบ อาทิ เวลาเริ่มต้นเมื่อไหร่
สิ้นสุดประมาณเมื่อไหร่ จะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง
. ฯลฯ ก็ต้องบอกกับเขาก่อน
เขาจะได้แบ่งเวลาถูกไม่ต้องมากังวลร้อนรนใจในขณะรับธรรม หรือโทษคุณว่าทำไมใช้เวลานานอย่างนี้
คิดไม่ถึงว่าเสร็จพิธีขอรับธรรมแล้ว ยังต้องนั่งฟังไตรรัตน์อีก
เสร็จจากไตรรัตน์แล้วยังต้องฝึกการกราบไหว้อีก ทำกันไปทำกันมาปาเข้าไป
2-3 ชั่วโมง
ฉะนั้น ควรให้เขาได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนให้เขาได้มารับธรรมด้วยความปิติเบิกบานใจ
อย่างนี้จะสร้างความศรัทธาได้เร็วกว่า !
ข้อที่
24
สดับธรรมครั้งแรก ควรสั้นและกระชับ
ภาพลักษณ์และความรู้สึกแรกของคนที่มารับธรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
คนทั่วไปมักจะคิดว่าโอกาสที่เขาจะตกปากรับคำนั้นไม่มีมาก ไหนๆ
วันนี้เขามาแล้ว สองชั่วโมงจากนี้ต่อไปฉันจะต้องนำสิ่งที่ฉันรู้ส่งมอบให้เขาทั้งหมด
ซึ่งที่จริงแล้วเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเขามาสถานธรรมเป็นครั้งแรกยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่
และพิธีต่างๆ รวมทั้งคนในสถานธรรม
ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวปฐมนิเทศธรรมก็ดี การบรรยายไตรรัตน์ก็ดี
จะต้องสั้นและกระชับไม่นานเกินไป จนทำให้เขาทนไม่ได้ อยากจะเข้าห้องน้ำสักหน่อยก็ไม่กล้า
นั่งแน่นิ่งสามสี่ชั่วโมงติดต่อกันกรณีอย่างนี้มีให้เห็นกันบ่อยครั้งในอาณาจักรธรรมดูเห็นกันเป็นธรรมดา
ฉะนั้น การสดับธรรมครั้งแรกของคนรับธรรมจึงต้องให้สั้นและกระชับความ
ข้อที่
25
พาไปพากลับ ออกโรงเอง
หากฝ่ายตรงข้ามรับปากคุณว่าเขาจะมารับธรรมแล้ว คุณที่เป็นคนแนะนำควรไปพาเขามาด้วยตัวเอง
อย่าพูดว่า :
"ขอโทษที ! ฉันยุ่งมาก ไม่ค่อยมีเวลาพาเธอไปสถานธรรม
ฉันจะให้คนอื่นพาเธอไปแทนก็แล้วกันเขาจะไปพบเธอที่นั้น เขาจะสวมเสื้อสีนั้นสีนี้
"
อย่างนี้ก็เท่ากับไม่มีความจริงใจ ไม่ให้เกียรติเขา ลองคิดดูว่ากว่าคุณจะพูดส่งเสริมให้เขารับปากมารับธรรมได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่พอเขาจะมาแล้วคุณกลับพลาดปัจจัยสำคัญสุดท้ายในการพาเขาเข้าสู่ประตูธรรม
ฉะนั้น คนที่มีหน้าที่เป็นคนแนะนำ หรือรับรองก็ตาม ต่อให้ไม่ว่างอย่างไรก็ควรปลีกเวลาพาเขาไปรับธรรมให้ได้ด้วยตนเอง
พาไปถึงสถานธรรมแล้วแนะนำให้นักธรรมอาวุโส และอาจารย์เตี่ยนฉวนซือได้รู้จัก
รอจนเขาได้เสร็จสิ้นพิธีขอรับธรรม ฟังไตรรัตน์จนเสร็จ จากนั้นส่งเขากลับบ้าน
อย่างนี้จึงเป็นขั้นตอนที่สมบูรณ์
ทั้งหมด 25 ข้อที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้เป็นข้อมูลขั้นพื้นฐานที่นำเสนอเพื่อเป็นแนวทางในการฉุดช่วยนำพาคนมารับธรรม
เชื่อว่าประกอบกับความตั้งใจและความจริงใจ คุณก็สามารถประสบความสำเร็จในการฉุดช่วยคน
แต่เหนือสิ่งอื่นใด การฉุดช่วยคนแท้จริง คือการฉุดช่วยตัวเอง
หากคุณสามารถอาศัยพลังความศรัทธาในการฉุดช่วยคน ให้คนอื่นได้รับอานิสงค์ของการรับธรรม
ตัวเองได้รับธรรมยังไม่พอยังสามารถนำพาคนมารับธรรม หวังให้คนอื่นได้ดีดำรงรักษาไว้ซึ่งจิตเมตตากรุณาในการฉุดช่วยคนลืมซึ่งจิตและอัตตาตัวตน
เชื่อว่าเส้นทางการศึกษาธรรม บำเพ็ญปฏิบัติธรรมของคุณก็จะดำเนินไปอย่างราบรื่นและอิ่มเอิบธรรมทุกขณะ
นอกจากนี้ ในการฉุดช่วยคนควรเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน นั่นก็คือพ่อแม่ญาติพี่น้องของคุณ
หากพ่อแม่ของคุณยังไม่ได้รับธรรม ต้องคิดหาทางพาพ่อแม่มารับธรรมให้ได้เมื่อพ่อแม่ได้รับการฉุดช่วยแล้ว
ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการเกื้อหนุนคุณบนเส้นทางการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมให้ยาวไกล
และถึงแม้ท่านจะยังไม่ทราบซึ้งในวิถีธรรมที่ท่านได้รับแล้วก็ตาม
อย่างน้อยความรู้สึกที่ดีต่อธรรมะของท่านที่แม้จะเป็นเพียงห้าส่วนก็เพียงพอที่จะให้คุณเดินบนเส้นทางนี้ได้โดยไร้ความกังวลใดๆ
เวลาที่คุณกินเจก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องกินอย่างแอบๆ อีกต่อไป
หวังว่าวิธีการฉุดช่วยคนที่กล่าวมานี้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับคนที่มีความตั้งใจอยากฉุดช่วยคน
อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีวิธีการฉุดช่วยนำพาคนที่แตกต่างกันออกไป
ถึงกระนั้น เราทุกคนก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของฟ้าเบื้องบน
พระคุณพระบรรพจารย์ และนักธรรมอาวุโสทุกๆ ท่านที่มีส่วนช่วยให้คุณสามรถได้รับธรรม
คุณจึงมีโอกาสได้สานต่อปณิธานฉุดช่วยคนอื่นได้ !