:::::เ ก ร็ ด ธ ร ร ม ะ:::::

ก้ า ว สู่ ห น ท า ง ก า ร บ ำ เ พ็ ญ ธ ร ร ม 2
บทที่ 1.... สนทนาถึงเรื่องใจ

มีคำกล่าวว่า "กายคืออุปกรณ์ของใจ ใจคือ ประธานของกาย" หรือ ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"
พวกเจ้าอยากที่จะให้ใจเป็นประธานของกายควบคุมการกระทำหรือไม่?
1. เรื่องโดยรวมของใจ ใจต้องว่าง สงบไม่เป็นทุกข์ต่อวัตถุภายนอก ไม่หวั่นไหวต่อสายใยสัมพันธ์
อันว่า
... ใจว่าง เมื่อว่างมโนธรรมสำนึกจะเป็นประธาน
... ใจหนักแน่น เมื่อหนักแน่นตัณหาความอยากก็มิอาจเข้ามากล้ำกราย
... การที่ใจไม่หวั่นไหว สามารถบรรลุถึงสภาวะของิส่งศักดิ์สิทธิ์
... การที่อารมณ์ไม่สั่นคอลน สามารถบรรลุถึงสภาวะของอริยะเมธี
... หากใจไม่เป็นหนึ่ง จะมีแต่ความวุ่นวายใจ ใจที่ลังเลสงสัยจะนำมาซึ่งความวิตกกังวล
... เมื่อบังเกิดความคิดภายในใจ ตัณหาความอยากมากมายก็จะบังเกิดขึ้น
... เมื่ออุดมการณ์สั่นคลอน เรื่องทุกอย่างก็จบลง (ไม่ก้าวหน้า)

2. ศิษย์ทั้งหลายควรหมั่น "ปิดใจ" ของตนถึงจะสามารถ "เปิดใจ"
ปิดใจ ... คือ การปิดซึ่งใจมิจฉาอวิชชาทั้งหลาย
เปิดใจ ... คือ การปิดให้เห็นถึงสัมมาดำริของใจ

ปิดสิ่งใดบ้าง?
คือปิดใจโลภ ใจเพ้อฝัน ใจโสะ ใจลุ่มหลง ใจมิจฉา ใจเอนเอียง ใจโอหัง ใจลังเลสงสัย

เปิดสิ่งใดบ้าง?
คือเปิดใจกุศล ใจศรัทธา ใจเที่ยงตรง ใจจริง ใจบริสุทธิ์ ใจอ่อนน้อม ใจเคารพ ใจแห่งความเชื่อมั่น

3. การแสวงธรรมของอริยะ คือการแสวงหาใจ ปุถุชนแสวงธรรมเพียงเพื่อแสวงขอพรจากเทพเทวา
... หากไม่รู้ใจเดิม ไม่รู้แจ้งใจ ไม่รู้จิตเดิม ไม่อาจเจอธรรมญาณ
... หากว่าเจ้าไม่อาจรู้ใจเดิมแท้ การศึกษาพระธรรมก็เสียเปล่า
... หากว่าเจ้าไม่อาจรู้จิตเดิมแท้ การศึกษาธรรมวิถีก็ไม่เป็นผล

4. ใจมีทั้งใจกุศล ใจอกุศล
... ใจรู้ตื่น ใจลุ่มหลง
... ใจกระจ่าง ใจตัณหา
... ใจเที่ยงตรง ใจมิจฉา
อริยะสามารถดำเนินตามใจกุศล ขจัดซึ่งใจอกุศล คือ การรู้แจ้งใจ

5. จิต คือตัวตนที่แท้จริง เพราะฉะนั้น อาจพูดได้ว่า "เรามีสองหน้า"
หน้าหนึ่ง คือ กายปลอม ตัวปลอม และก็คือตัวตนที่มีความรู้สึก ตัวตนที่มีเจตนา
อีกหน้าหนึ่ง คือ จิตเดิมแท้ ตัวตนที่แท้จริง คนจริง การรู้แจ้งที่สว่างไสว เต็มไปด้วยกุศลความดี
ด้วยเหตุเวไนยมีความโลภ ความฟุ้งซ่าน จึงตกอยู่ในกงเวียนกงกรรม ยึดมั่นถือมั่น ผู้บำเพ็ญธรรม จะต้องรับได้ทุกสภาวะการณ์ ปลงได้ คิดอย่างรอบคอบ ทำจนสำเร็จลุล่วง และปล่อยได้ วางได้ (เสียสละได้) ถึงจะหลุดพ้นจากความทุกข์อันหนักอึ้ง
ปุถุชน... ไม่อาจสลัดจากความรักระหว่างสามี ภรรยา และบุตร
ปุถุชน... ไม่อาจแก้ไขจากอุปนิสัยที่ไม่ดีต่างๆ
ปุถุชน... ไม่อาจปล่อยวางจากชื่อเสียง ลาภยศ เงินทอง
ปุถุชน... ไม่อาจเสียซึ่งเงินทอง

การไม่อาจปล่อยวาง... คือ ภาระอันหนักอึ้ง
มีคำกล่าวว่า... "ไร้ภาระจักเบากาย"
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า... "การรู้จักปล่อยวางจักสามารถยุติการเพ่งมอง รู้แจ้งว่าเป็นมายา รู้ตื่นแล้วสามารถหลุดพ้น"
ยุติ... จักสงบ เป็นภราดร เป็นสมาธิ
การเพ่งมอง... ใช้สมาธิในการเข้าใจ รู้แจ้ง จิตอันโลดโผนก็จะสงบ เมื่อสงบคือโพธิ เมื่อสงบคือการยุติ ก็คือการปล่อยวาง
... การยุดใจ คือ ฟากฝั่ง การพักใจ คือ นิพพาน
... ขงจื้อกล่าวว่า "หยุดตรงที่สุดแห่งความดี" พระธรรมจารย์กล่วว่า "ใจจะต้องหยุดพัก"
... การหยุดพัก คือ การยุติ
... การหยุดพัก คือ การหยุดคิด เพ่งอย่างเป็นสมาธิ

6. การบำเพ็ญธรรม ก็คือ การบำเพ็ญศีลสมาธิ กำหราบซึ่งใจตัณหา
การบำเพ็ญธรรม ก็คือ การบำเพ็ญปัญญา ตัดซึ่งใจริษยา
การรู้แจ้งถึงหลักการนี้ คือ การรู้แจ้งใจ ควรถือหลักการนี้เป็นการเก็บใจ
... ขจัดซึ่งความอยากความเห็นแก่ตัว ... เพื่อหล่อเลี้ยงใจ
... ละซึ่งสุราเมรัย ... เพื่อทำใจให้บริสุทธิ์
เมื่อปฏิบัติได้จึงจะสามารถรู้จักเพียงพอและเป็นอิสระ

มนุษย์นั้นหากไร้ซึ่งการแสวงหาจักสูงส่ง และนี่ก็คือการบำเพ็ญจิตของผู้บำเพ็ญธรรม แต่ความเป็นจริงมนุษย์กลับดิ้นรนแสวงหา หากขาดซึ่งชื่อเสียงลาภยศ ก็ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ (แต่ผู้บำเพ็ญธรรมแตกต่างกับคนธรรมดาตรงที่ถือความสันโดษ ไม่เน้นชื่อเสียงลาภยศ)

(จุดมุ่งหมายในภายภาคหน้า)
การรู้แจ้งถึงหลักการแห่งธรรม ก็จะสามารถเข้าใจถึงชีวิต แยกแยะเรื่องถูกผิด จึงจะสามารถมองข้ามผ่านเรื่องได้เรื่องเสีย
... การปฏิบัติโดยไม่รู้ เรียกว่า "เขลา"
... แต่การที่รู้แล้วไม่ปฏิบัติ เรียกว่า "ยโส"
... การไม่พูดในสิ่งที่ทำไม่ได้ คือ คุณธรรมภายในใจ
... การที่พูดได้ทำได้ คือ คุณธรรมของการปฏิบัติ

กลับไปข้างบนโปรดคลิก