ลัทธิที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในประเทศจีน ก็คือลิทธิของท่านขงจื่อกับท่านเหลาจื่อ ท่านขงจื่อ ท่านดึงคนให้เข้ามาอยู่ในกรอบแห่งจริยธรรม ประเพณีและพิธีกรรม เพื่อให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขชั่วนิรันดร์ ท่านเหลาจื่อ ท่านแก้คนให้หลุดจากขอบข่ายทั้งมวลในสังคม ให้ดำรงชีวิตผสมกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติอันเสรี ให้ชีวิตเป็นอมตะชั่วนิรันดร์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวพุทธ ทรงเห็นว่าแม้จะร้อยรัดชีวิตให้อยู่ในขอบเขตได้ดีเพียงไร หากเกิดความขัดแย้งทางจิตใจ ซึ่งเป็นปกติวิสัยของชาวโลกความทุกข์ย่อมเข้าครอบงำทันที ครั้นเมื่อแก้คนให้หลุดพ้นจากพันธนาการของสังคมได้แล้ว ก็ยังหนีความทุกข์อันเป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์หาพ้นไม่ ตราบใดที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสาร ตราบนั้นก็ย่อมหนีความทุกข์ในวัฎจักรแห่งกรรมไปมิได้เลย นอกจากจะพัฒนาตนเองตามขบวนการของศีล สมาธิและปัญญาด้วยวิปัสสนากรรมฐาน จึงจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลได้โดยสิ้นเชิง ท่านเหลี่ยวฝานเป็นผู้หนึ่ง ที่เข้าใจและเข้าถึงคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ท่านจึงนิพนธ์หนังสือนี้อันเป็นประสบการณ์ของท่านเอง เพื่อชี้ให้ลูกท่านเห็นว่า ชีวิตที่อยุ่ในกรอบแห่งจริยธรรมก็ดี หรือจะหลุดจากขอบข่ายทั้งมวลในสังคมก็ดีล้วนแต่เกิดจากเจตนารมณ์ของตนเองทั้งสิ้น มิได้ขึ้นอยู่กับลิขิตฟ้าดิน ชาตาชีวิตมิใช่ข้อชี้ขาดที่จะแก้ไขมิได้ จะดีจะชั่วมิใช่ฟ้าดินจะบันดาลให้ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ตัวเราเองต่างหาก คือผู้กำหนดอนาคตของตนเอง บุถุชนมักมองชีวิตว่าถูกลิขิตมาแล้วแน่นอนก่อนเกิดเสียอีก ความจนความรวย ความสูงศักดิ์ความต่ำต้อย ความบุญมั่นขวัญยืนหรือไม่ ล้วนแต่เกิดจากผลแห่งกรรม อันเป็นการกระทำด้วยเจตนาที่ดีบ้างชั่วบ้าง ที่ตนเองได้สร้างสมไว้แต่ชาติปางก่อน วิบากย่อมส่งผลของชาติที่แล้วมาบ้าง ที่ย้อนขึ้นไปอีกหลายๆ ชาติบ้าง ทัศนคติที่มีต่อกรรมเช่นนี้ แม้จะถูกต้องแต่ก็มิใช่ทั้งหมด ท่านเขียนหนังสือนี้เพื่อสั่งสอนอบรมบุตรของท่านต่อมาท่านเห็นควรพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน หนังสือนี้จึงแพร่หลายมาจนทุกวันนี้ คำว่า "พ่อ" ในหนังสือนี้ จึงหมายถึงท่านเหลี่ยวฝานนั่นเอง เจือจันทน์ อัชพรรณ (มิสโจ) อังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2524
**************************************
กลับไปข้างบนโปรดคลิก