7 กรกฎาคม ร.ศ. 199 เทียนเล่มแรกได้ถูกจุดขึ้นโดยคุณจรูญ โหราทัย และครอบครัว เป็นปัจจัยให้เทียนดวงต่อๆ มา ถูกจุดสว่างไสวและยังไม่ขาดสาย ซึ่งเป็นหนังสือธรรมที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใครใคร่พิมพ์... พมิพ์ใครใคร่แจก...แจก ใครใคร่ขาย...ขาย สบายใจกันดีทุกฝ่าย คุณจรูญส่งหนังสือชีวประวัติของท่านเหลี่ยวฝานและท่านอวิ๋นกุเถระมาให้ จึงได้ย่อมมาเป็นอภินันทนาการ แด่ท่านผู้อ่านในโอกาสปีทองแลองความเป็นเอกราชของชาติไทย ที่ยืนยงคงอยู่ และจะคงอยู่คู่โลก เพราะชาติไทยใฝ่ธรรม ชาวไทยส่วนมากยังคงประพฤติดีปฏิบัติชอบคุณงามความดีของทุกท่านเมื่อรวมกันแล้ว ย่อมเป็นเกราะป้องผองภัย เป็นพลังกำจัดอธรรม เป็นกุศลวิบากที่จักส่งผลให้ประเทศไทยบังเกิดความผาสุกและไพร่ฟ้าหน้าใสอีกวาระหนึ่งอย่างแน่นอน ท่านผู้จารึกชีวประวัติของท่านเหลี่ยวฝาน มีนามว่า เผิงซ่าวเซิง ท่านเป็นพุทธศาสนิกที่เคร่งครัดในศีล จริงจังในการฝึกกรรมฐาน ชอบอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรและวัดวาอาราม ท่านแต่งตำราทางพระพุทธศาสนาไว้มากมาย ท่านเกิดและสอบจิ้นซื่อได้ในรัชสมัยพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ระหว่าง พ.ศ. 2275-2338 (ค.ศ. 1732-1795) ท่านมีความเฉียบแหลมในสรรพวิทยาทั้งหลาย เมื่อท่านอายุ 20 เศษๆ ท่านมีความมุ่งมั่นจะประกอบวีรกรรมให้ชื่อเสียงเกียรติคุณปรากฎในประวัติศาสตร์เหมือนบรรพชนทั้งหลาย ต่อมา ท่านกลับเห็นว่าทางธรรมดีกว่าทางโลก หากปฏิบัติได้ตามที่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ย่อมจักเป็นผู้ที่ไม่ต้องวกกลับ ท่านจึงถือศีลกินเจกลางคืนนอนวัด กลางวันเขียนหนังสือธรรม วันที่ท่านจะจากโลกไปท่านสวดมนต์ หันหน้าสู่ทิศตะวันตก สวนดจนหมดลมไปด้วยอาการนั่งอย่างสงบ ท่านมีชีวิตอยู่ในโลกเพียง 57 ปี แต่ก็เป็น 57 ปีที่ทรงคุณค่า ผลงานของท่านเป็นคุณประโยชน์ต่อชนรุ่นหลังอย่างมหาศาล ผู้ด้อยปัญญาขอน้อมคารวะต่อท่าน และกราบขออนุญาตย่อประวัติท่านเหลี่ยวฝาน ณ บัดนี้ ท่านเหลี่ยวฝานเป็นชาวเจียงหนาน (กังหนำ) อายุ 433 ปีในปีนี้หากท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านสอบจิ้นซื่อได้และเข้ารับราชการเมื่ออายุ 37 ปี คนสมัยก่อนมีเวลาร่ำเรียนมากกว่าพวกเราสมัยนี้ ท่านจึงมีความกว้างขวางลึกซึ้งยิ่งนัก เชี่ยวชาญในวิชากการเกือบทุกแขนง นอกจากพุทธธรรมที่ท่านสนใจมาก จนสามารถเข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้แล้ว ท่านยังเป็นนักปราชญ์ในทางอักษรศาสตร์ โบราณคดี คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ เกษตรศาสตร์ อุทกศาสตร์ ธรณีวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ปรัชญา ฯลฯ แม้ยุทธศาสตร์ท่านก็ช่ำชอง สามารถใช้ปัญญาเอาชนะโจรสลัดญี่ปุ่นที่โจมตีท่านในขณะปฏิบัติการทางทหารที่ชายแดนได้อย่างงดงาม ตำแหน่งหน้าที่ราชการของท่านนั้น ดำรงทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ซึ่งน้อยคนนักจักมีความสามารถเช่นนี้ เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรม แม้จะเป็นเวลาที่มิได้รับราชการแล้ว ฮ่องเต้ก็ยังทรงระลึกถึงคุณงามความดีของท่านอยู่ จึงทรงสถาปนายศ และทรงประกาศเกียรติคุณของท่านให้ปรากฏไปทั่วแผ่นดิน ท่านไม่หวงแหนหรือกลัวจะหลุดจากตำแหน่งหน้าที่ราชการ ใครทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสียเกียติภูมิ ใครใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม ใครทำให้ปราชาราษฎร์เดือดร้อน ท่านจะต่อสู้อย่างสุดกำลัง แม้ผู้นั้นจะมีความยิ่ใหญ่เพียงใด ท่านก็ไม่ยอมสงบ แต่สำหรับตัวท่านเองแล้ว ใครจะใส่ร้ายป้ายสีท่านก็ไม่นำพา อิจฉากันนักท่านก็กราบถวายบังคมลาไปอยู่ถิ่นเดิมของท่าน ท่านแต่งตำรับตำราไว้มากมาย เป็นเพชรน้ำหนึ่งในสมัยหมิง เมื่อครั้งท่านเริ่มรับราชการ เป็นนายอำเภออยู่ทางเหนือ ซึ่งเป็นท้องที่ที่ประสบอุทกภัยเสมอ ท่านสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ด้วยวิธีการแยกพลังน้ำออกเป็น 3 ทิศทาง แม่น้ำสายเดียวแต่โบราณมา ก็กลายเป็นสามสาย ด้วยปัญญาของท่านและความสามัคคีของชาวบ้าน ที่คิดพึ่งตนเองอย่างไม่ย่อท้อ ผนึกพลังอันน้อยนิดของแต่ละคน รวมเป็นพลังมหาศาล ยิ่งใหญ่หนือพลังน้ำที่น่ากลัว แล้วท่านให้ปลูกต้นหลิ่ว (หลิว) ตามริมฝั่งแม่น้ำและริมฝั่งทะเล ยาวสุดสายตา คราใดที่คลื่นซัดเข้าฝั่งทรายจะติดอยู่บริเวณต้นหลิ่ว ทับถมกันนานเข้า ก็กลายเป็นเขื่อนธรรมชาติ ป้องกันน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี ทางภาคเหนือของประเทศจีน มักจะมีพายุพัดทรายมาทีละมากๆ ก็ได้อาศัยต้นหลี่วทั้งหลายนี้ ปะทะแรงลมและทรายไว้ได้ แม้ท่านจะกลับมาอยู่ถิ่นเดิมในบั้นปลายของชีวิตท่านก็ไม่นั่งดูดาย คอยช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด คิดค้นวิธีทำไร่ไถนาให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นให้แผ้วถางพื้นดินที่รกชัฎ จนเกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่มีที่ดินของตนเอง นอกจากท่านจะสอนให้ชาวบ้านมีความรู้กว้างขวาง มีรายได้เพิ่มพูนแล้ว ท่านยังสอนให้ชาวบ้านรักกัน ช่วยเหลือกัน เสียสละและหมั่นบริจาคจนเป็นนิสัยแต่ละวันท่านจะทำตารางการทำงานส่วนตัวและส่วนที่จะทำเพื่อผู้อื่นไว้ล่วงหน้า ท่านไม่เคยอยู่นิ่ง ทำงานตลอดวันอย่างมีระเบียบ ท่านฝึกสมาธเป็นเวลาและสม่ำเสมอจนบรรลุญาน และเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุญาณ ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุ 74 ปี ในขณะที่บุตรของท่านอายุ 42 ปีแล้ว คือปี พ.ศ. 2166 (ค.ศ. 1623) ผิดจากที่ท่านผู้เฒ่าข่งพยากรณ์ได้ถึง 21 ปี โดยมิต้องบนบวงต่อฟ้าดินและท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์ มิต้องสะเดาะเคราะห์ปล่อยนกปล่อยปลา อันคุณงามความดีนี้ ช่างมีอานุภาพต่อชีวิตมนุษย์ ให้เห็นถึงปานนี้หนอ ภรรยาของท่านก็ใจบุญสุนทร์ธรรม ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย เป็นคู่ชีวิตที่คอยส่งสเริมแต่ในทางที่ดีงาม เป็นปัจจัยในการทำดีเพื่อกันและกันตลอดเวลา มีอยู่ครั้งหนึ่งภรรยาของท่าซื้อฝ้ายมาปั่น เพื่อทำเสื้อหนาว ท่านเหลี่ยวฝานท้วงว่า บ้านเรามีเสื้อหนาวอย่างดี ทำด้วยแพร เนื้อดี สอดไส้ด้วยนุ่น อุ่นดีอยู่แล้ว ไฉนจะให้ลูกใส่เสื้อหนาวที่ทำด้วยผ้าฝ้ายถูกๆ เล่า ภรรยาของท่านตอบว่าก้เพราะฝ้ายนั้นถูก จึงตัดใจขายเสื้อหนาวดีๆ ของลูกเสียได้เงินมามากๆ เพื่อทำเสื้อหนาวแจกชาวบ้านที่กำลังหนาวสั่นอยู่นี้ได้ทั่วถึง ท่านเหลี่ยวฝานดีใจมาก พูดด้วยความตื้นตันใจว่า ถ้าแม่ใจบุญถึงปานนี้ ลูกของเราจะไม่มีวันลำบากเป็นแน่แท้ บุตรของท่านก็สอบจิ้นซื่อได้เช่นท่าน และได้เป็นนายอำเภอที่เมืองกว่างตง (กวางตุ้ง) อีก 21 ปีต่อมา ก็สิ้นแผ่นดินหมิง ใน พ.ศ. 2187 (ค.ศ. 1644) ประเทศจีนตกอยู่ในเงื่อมมือของชาวแมนจู ที่สถาปนาราชวงศ์ชิ่ง (เช็ง) ปกครองชาวจีนตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนายอยู่นานถึง 267 ปี ท่านซุนจงซาน (ดร.ซุนยัดเซ็น) กับคณะ จึงได้ลบความเป็นเจ้าเข้าครองออกจากประวัติศาสตร์ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) เป็นบุญของเราชาวไทย ที่ไม่ต้องทนถูกเคี่ยวเข็ญเย็นคร่ำไปถึง 267 ปี พระคุณของวีรกษัตริย์และวีรชนของเรานั้นใหญ่หลวงนัก แม้ประวัติศาสตร์จะได้จารึกความยิ่งใหญ่ไว้แล้ว แต่เราก็จะต้องสำนึกในพระคุณจดจำไว้ในส่วนลึกของดวงใจ เพื่อเป็นตัวอย่างอันที่จะปกป้องแผ่นดินไทยต่อไปด้วยชีวิตของเราทุกคน ท่านหานซานต้าซือ ศิษย์ของท่านอวิ๋นกุเถระ เขียนประวัติเมื่อท่านอาจารย์ได้จากไปแล้ว ผู้ด้อยปัญญาขอกราบคารวะท่านหานซานต้าซือกราบขออนุญาตท่านจารึกประวัติของท่านอวิ๋นกุเถระผู้พลิกชีวิตขอท่านเหลี่ยวฝาน ดังต่อไปนี้ ท่านอวิ๋นกุเถระเกิดเมื่อ ค.ศ. 1500 (พ.ศ. 2043) ในราชวงศ์หมิง ท่านเกิดก่อนท่านเหลี่ยวฝาน 49 ปี ท่านคิดบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก สมัครเป็นศิษย์กับอาจารย์ท่านหนึ่งที่วัดต้าอวิ๋นจื้อ อายุ 19 ปี เริ่มฝึกญาน อายุ 25 ปี บวชเป็นภิกษุ ได้พบอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษ ณ วัดเทียนหนิง จึงฝากตัวเป็นศิษย์ ได้ตัดขาดจากกิจนิมนต์ทั้งหมด นั่งเข้าสมาธิอยู่เป็นระยะๆ จาก 7 วัน เป็น 14 วันครั้ง จนถึง 49 วัน แล้วกำหนดใหม่จาก 1 เดือน ครั้งเป็น 2 เดือนครั้ง จนถึงหนึ่งปีเต็ม ไม่เคยก้าวล่วงธรณีกุฎิของท่านไปเลย จิตท่านใสใจสว่าง แต่ท่านอาจารย์อธิบายว่า การฝึกจิตเช่นนี้ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ แล้วสอนให้ท่านฝึกมหาสติปัฎฐาน 4 ติดตามการเกิด-ดับของจิตให้ได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด จนตั้งกายานุปัสสนาสติปัฎฐาน ณ ที่นั้น เมื่ออยู่ในความรู้สึกอย่างไร จงตั้งเวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน ณ ความรู้สึกนั้น เมื่ออยู่ในสภาพจิตอย่างไร จงตั้งจิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน ณ สภาพนั้น เพื่อเผชิญกับสภาวธรรมใด จนตั้งธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน ณ สภาวะนั้น ฝึกให้สติและสัมปชัญญะคอยกำกับบทบาททุกขณะของปัจจุบัน ให้รู้เท่าทันให้รู้ทันท่วงทีให้รู้อย่างไม่ยินดียินร้าย ให้รู้อย่างหมดที่กำลังตรวจคนไข้ ให้รู้อย่างผู้พิพากษากำลังวินิจฉัยคดีว่าขณะนี้ เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังรู้สึกอย่างไรอยู่กำลังมีสภาพจิตเป็นเช่นไร กำลังเผชิญกับสภาวธรรมอะไร เมื่อกระแสแห่งกิเลสตัณหาอุปาทาน กำลังเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ชีวิตก็ล่วงไปๆ จงเพียรพยายามอย่าท้อถอยแม้แต่ก้าวเดียว แม้แต่ขณะจิตเดียว ที่จะสำรวจตรวจดูสติสัมปชัญญะว่าได้เจริญงอกงามมีประสิทธิภาพเพียงพอแก่การปฏิบัติธรรมหรือยังจนกว่าความรู้ความเข้าใจจะถึงจุดอิ่มตัว ก็จักหลุดพ้นจากอิทธิพลของกิเลสตัณหาอุปาทานได้เอง ท่านอวิ๋นกุเถระ จึงเริ่มฝึกมหาสติปัฏฐาน 4 อย่างจริงจังทันที บางครั้งไม่ฉันไม่จำวัด ก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ท่านอิ่มจากากรฉันอาหารท่านเผลอตัวเพียงขณะจิตเดียว ชามข้าวก็ตกลงบนพื้นทันใดนั้น ท่านก็เข้าถึงความหมายของสติและสัมปรชัญญะอย่างสมบูรณ์ ท่านรีบไปกราบเล่าให้ท่านอาจารย์ฟังท่านอาจารย์ผงกศีรษะ รับรองวาระจิตของลูกศิษย์ว่าได้เข้าถึงสภาวธรรมแล้วจริง ตั้งแต่นั้นมา จิตของท่านอวิ๋นกุเถระได้รับการพัฒนายิ่งขึ้นเป็นลำดับ จนหลุดพ้นจากกามฉันทะ คือ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกายและกระทบทางใจ หลุดพ้นจากความพยาบาท อันเป็นความคิดให้ร้ายคนหรือสัตว์เสียได้หลุดพ้นจากถีนมิทธะอันทำให้จิตมืดมัว กายง่วงโงกเสียได้หลุดพ้นจากอุทธัจจกุกกุจจะ อันยังความตื่นเต้น ฟุ้งซ่านหลาดหวั่น รำคาญในเสียได้ หลุดพ้นจากวิจิกิจฉา อันยังความเคลือบแคลงสงสัยไม่แน่ใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียได้ การล่วงพ้นนิวรณ์ทั้ง 5 นี้ เป็นปัจจัยให้ท่านเข้าถึงความหมายของอุปาทานขันธ์ 5 เห็นความเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไปของรูป เห็นความไม่คงทน ต้องทรุดโทรม แปรปรวนไปตามเหตุปัจจัยของรูป ของเวทนา ของสัญญา ของสังขารและของวิญญาณ (กระแสจิตที่รู้บทบาทของรูปเวทนา สัญญา สังขาร เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) ท่านละสัญโญชน์ อันเป็นเครื่องจองจำชีวิตให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎสงสาร คอยเชื่อโยงอายตนะภายนอกและภายในทั้ง 6 ทวาร ให้เกิดความประมาทติดใจใหลหลงในรูปธรรมเสียได้ เมื่อท่านอวิ๋นกุเถระมีสติและสัมปชัญญะตั้งอยู่เฉพะหน้าเช่นนี้แล้ว กิเลสตัณหาอุปาทานและความเห็นผิดย่อมอาศัยนอนเนื่องอยู่ในจิตใจของท่านไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือองค์ธรรมอันยิ่งใหญ่ คือ โพชณงค์ 7 อันเป็นกลุ่มธรรมสามัคคีที่เกิดขึ้นด้วยกัน อิงอาศัยให้คุณต่อกันและกัน นำไปสู่องค์ปัญญาแห่งการตรัสรู้ กลุ่มธรรมอันประเสริฐยิ่งนี้เอง ที่ทำให้ท่านอวิ๋นกุเถระเห็นแจ้งในอริยสัจ 4 ทุกแง่ทุกมุมอย่างหมดจด ข้ามพ้นความโศกและความร่ำไร ดับได้ซึ่งความทุกข์และโทมนัส มีแต่ความกระปรี้กระเปร่าชื่นบาน สงบสบายทั้งกายและใจอยู่อย่างเป็นกลางในทุกสิ่ง แม้จะมีใครขอให้ท่านขนสัตว์ให้หมดโลกเสียก่อน ก้เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะเมื่อจิตได้หลุดพ้นจากกระแสแห่งการเวียนว่ายตายเกิดเสียแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะห่วงหน้ากังวลหลังได้อีก พระพุทธศาสนาจึงมิใช่สอนให้ชาวพุทธตัดช่องน้อยแต่พอตัว ดังที่หลายท่านเข้าใจกันอยู่ มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ท่านอวิ๋นกุเถระกำลังนั่งเข้าสมาธิจนกายไม่ไหวติงอยู่นั้น ได้มีผู้ทรงอิทธิพลมาเที่ยววัดเห็นท่านนั่งเฉยไม่ลุกขึ้นต้อนรับ ก็โกรธ หาว่าท่านไม่มีสัมมาคารวะ ผรุสวาท อย่างไม่กลัวบาปกรรม ท่านจึงย้ายไปอยู่ที่วัดชีเสียซาน อันเป็นสถานที่ๆ ท่านเหลี่ยวฝานไปกราบนมัสการท่านในเวลาต่อมา และท่านก็ได้สอนให้ท่านเหลี่ยวฝานฝึกมหาสติปัฎฐาน 4 เช่นเดียวกับท่าน เมื่อท่านหานซานต้าซือไปกราบลาท่านเพื่อออกธุดงค์ ท่านให้โอวาทว่า โบราณท่านเดินธุดงค์เพื่อมองเห็นตนเอง ขูดเกลาตนเอง พัฒนาตนเอง เพื่อความหลุดพ้น เจ้าจงสำเหนียกอยู่เสมอว่า จะมีหน้ากลับมาพบพ่อแม่ พี่น้องครูบาอาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหายได้อย่างไร ถ้าเดินธุดงค์โดยรองเท้าสึกเสียเปล่า ไม่ได้รับปรับปรุงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น เป็นการสิ้นเปลืองเงินทองของผู้ที่ถวายรองเท้าเจ้ามา ท่านหานซานต้าซือประทับใจในโอวาทจนสะอื้นไห้ ลูกศิษย์ของท่านมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที อุบาสกอุบาสิกามาฟังธรรมจากท่านเนืองแน่น ท่านพูดน้อย พูดแต่ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง เสียงท่านชัดเจนก้องกังวานก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป ท่านกลับไปยังบ้านเกิด โปรดผู้คนเป็นจำนวนหมื่นจำนวนแสน อยู่มาคืนหนึ่ง เป็นคืนขึ้น 5 ค่ำ เดือนอ้าย ปี ค.ศ. 1575 (พ.ศ. 2118) ชาวบ้านบนหลังคากุฎิที่ท่านอยู่สว่างไสว เหมือนไฟกำลังลุกโชติช่วงฉะนั้น ครั้นรุ่งเช้าชาวบ้านพากันไปที่วัด ปรากฏว่าท่านได้ดับขันธ์ไม่ไหวติงเสียแล้ว ทุกคนจึงลงความเห็นว่า ท่านดับขันธ์ด้วยเตดชกสิณนั่นเอง ขณะนั้น ท่านอายุ 75 ปี พรรษา 50 ท่านหานซานต้าซือรำพึงรำพันว่า ตั้งแต่ท่านออกธุดงค์ได้พบพระเถระมากมาย แต่จะหาใครสักรูปหนึ่งที่ทรงคุณวิเศษเช่นท่านอวิ๋นกุเถระไม่มีเลย แม้ต่อมา ท่านหานซานต้าซือพรรษามากขึ้น ก็ไม่สามารถลืมคำสอนของท่านได้ แม้ปฏิปทาในศีลาจารวัตรของท่าน ก็ได้นำมาประพฤติปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ที่หลุ่มฝังศพของท่านอวิ๋นกุเถระ มีศิลาจารึกคุณธรรมอันสูงส่งของท่าน โดยท่านเหลี่ยวฝาน ท่านหานซานต้าซือ เห็นว่า ควรมีประวัติจารึกไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ประพฤติปฏิบัติตาม จึงเขียนประวัติและคำสั่งสอนของท่านไว้เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เสียดายผู้ด้อยปัญญาบันทึกไว้ได้เพียงนี้
ขอความหลุดพ้นจงเกิดแก่ท่านผู้อ่านเทอญ เจือจันทน์ อัชพรรณ (มิสโจ) วันท้ายสงกรานต์ในปีทองฉลองสองร้อยปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (16-4-รศ.200)
**************************************
กลับไปข้างบนโปรดคลิก