โอวาทข้อที่สองนั้น ท่านเหลี่ยวฝานได้สอนวิธีแก้ไขความผิดในชีวิตปัจจุบัน แต่การที่ไม่ทำผิดในชาตินี้ ยังไม่สามารถที่จะทำให้ชีวิตเสวยผลดีมีสุขได้ตลอดไป เพราะเหตุว่าแม้ชาตินี้จะมิได้ก่อกรรมทำเข็ญเพิ่มขึ้น แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ชาติก่อนๆ นั้นเราทำความไม่ดีอะไรไว้บ้าง ซึ่งจะต้องมีแน่ๆ เพียงแต่มากหรือน้อยเท่านั้น ที่เราไม่อาจจะทราบได้ ซึ่งก็จะต้องได้รับวิบากแห่งกรรมในชาตินี้ต่อไป ฉะนั้นไม่เพียงแต่เราจะต้องละการทำชั่วแล้ว เรายังต้องสร้างกรรมดีให้เพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้น โอวาทข้อที่สามนี้ ท่านเหลี่ยวฝานจึงสอนให้ลูกท่านรู้จักวิธีสร้างความดี
ลูกจะต้องอ่านคัมภีร์เอ้กเก็งให้เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่างเพราะเป็นคัมภีร์ที่ดีมากเล่มเหนึ่ง เพียงหน้าแรก ก็ให้กำลังใจแก่ผู้อ่านอย่างมหาศาล โดยกล่าวไว้ว่า ครอบครัวที่สั่งสมแต่ความดี ไม่เพียงแต่หัวหน้าครอบครัวจะได้รับผลดีเท่านั้น แม้ลูกหลานเหลนโหลนก็พลอยได้เสวยผลแห่งความดีนั้นด้วย เพราะเหตุนี้ท่านตาของท่านขงจื่อ นักปราชญ์ผู้เลื่องชื่อของจีน ท่านจึงยกลูกสาวของท่าน ให้กับท่านพ่อของท่านขงจื่อ เพราะท่านได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า ชายที่จะมาเป็นบุตรเขยท่านนั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติชอบมาหลายชั่วอายุคนด้วย และก็เป็นความจริง ตระกูลนี้ได้ให้กำเนิดนักปราชญ์ที่ชาวจีนทั้งประเทศต้องสักการบูชา เป็นปูชนียบุคคลที่หายากในโลกผู้หนึ่งคือท่านขงจื่อไงล่ะลูกต่อมา ท่านขงจื่อได้สรรเสริญท่านตี้ซุ่น ที่พ่อได้กล่าวให้ลูกฟังไว้ทีหนึ่งแล้ว ว่าท่านตี้ซุ่นเป็นผู้ที่มีความกตัญญูอย่างยอดเยี่ยม หาใครเปรียบได้ยากบรรพชนของท่าตี้ซุ่น จะต้องยินดีปรีดาที่มีลูกลานเซ่นไหว้บูชา ส่วนลูกหลานที่กระทำตนไม่ดีนั้น แม้จะเซ่นไหว้บูชาบรรพชน บรรพชนก็ไม่ยินดีด้วย และไม่ยอมรับการเซ่นไหว้บูชาด้วย ลูกศึกษาประวัติศาสตร์สมัยชุนชิวแล้ว ลูกก็จะเข้าใจดีว่า ลูกหลานของท่าตี้ซุ่น คือแคว้นเฉินทั้งหมด ได้มีความรุ่งเรืองอยู่นานหลายชั่วอายุคนทีเดียว อดีตจึงเป็นตัวอย่างอันดี ที่ลูกจะได้ศึกษา ทำความเข้าใจให้รู้แจ้งเห็นจริง และจดจำมาแต่สิ่งที่ดีงาม เพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตของลูกเอง
มีขุนนางตำแหน่งพระอาจารย์ท่านหนึ่ง มีหน้าที่ถวายพระอักษรฮ่องเต้เมื่อยังทรงพระเยาว์ ท่านผู้นี้มีบรรพชนที่ยึดอาชีพแจวเรือจ้างมาหลายชั่วคน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตั้งแต่พระอาจารย์ยังไม่เกิด ฝนตกนานจนท่วมตลิ่งกระแสน้ำได้พัดพาชีวิตผู้คนและทรัพย์สินลอยตามน้ำมามากมาย ชาวเรือจ้างต่างก็สาละวนเก็บทรัพย์สินขึ้นเรือเป็นของตน มีแต่ท่านทวดและท่านปู่ของพระอาจารย์ท่านนี้เท่านั้น ที่ไม่ยอมแตะต้องสิ่งของใดๆ เลย ตั้งหน้าตั้งตาช่วยชีวิตคนที่ลอยตามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากมา ใครๆ ก็พากันหัวเราะเยาะว่าท่านทั้งสองโง่ ไม่รู้จักขวยโอกาสหาความร่ำรวยใส่ตน แต่กรณีหาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อท่านปู่ได้ลูกชายคือท่านบิดาของพระอาจารย์นี้ ความเป็นอยู่ของท่านกลับไม่ลำบากดังแต่ก่อน ครอบครัวมีความสุขสบายขึ้น ท่านทวดสิ้นบุญไปแล้ว ต่อมาท่านปู่ก็ถึงแก่กรรมลง มีเต้าหยินท่านหนึ่งซึ่งเชื่อกันมาว่าเป็นเทวดาแปลงร่างมาปรากฏ ได้แนะนำให้ท่านพ่อของพระอาจารย์ นำศพของท่าทวดและท่านปู่ไปฝังรวมกันในที่แห่งหนึ่งใกล้บ้าน ซึ่งมีชัยภูมิดีมาก เป็นมงคลแต่ลูกหลานต่อไป ทุกวันนี้ฮวงซุ้ยกระต่ายขาวนี้เป็นที่เลื่องลือกล่าวขวัญกันทั่วทุกทิศ สดุดีในเกียรติคุณของคนแจวเรือจ้างที่เป็นท่านทวดและท่านปู่ของอาจารย์ เมื่อพระอาจารย์ถือกำเนิดมา พออายุได้ 20 ปี ก็สอบไล่ได้ตามขั้นตอนทั้งหมดได้รับราชการเป็นขุนนาง จนได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแก่ฮ่องเต้ทรงทราบถึงคุณงามความดีของท่านทวดและท่านปู่ของพระอาจารย์ ก็ได้โปรดเกล้าพระราชทานยศขุนนางให้กับท่านทวด ท่านปู่ และท่านพ่อของพระอาจารย์อีกด้วย เพื่อเป็นการแสดงให้ปรากฏว่าการทำความดีงามนั้น ย่อมได้รับสิ่งที่ดีงาม สมควรเป็นแบบอย่างแก่บุคคลทั่วไป แม้ลูกหลานของพระอาจารย์ก็ได้รับราชการเป็นใหญ่เป็นโตตราบจนทุกวันนี้มากมาย
มีเสมียนอำเภอท่านหนึ่ง แม้จะมีตำแหน่งเล็กๆ แต่จิตใจนั้นเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม เป็นคนรักษาระเบียบวินัยของราชการอย่างเคร่งครัด มีความยุติธรรมเป็นที่ตั้งไม่ทำสิ่งไรที่ผิดศีลธรรม ส่วนนายอำเภอนั้น เป็นคนดุร้ายอยู่มาวันหนึ่งนายอำเภอสั่งเฆี่ยนผู้ต้องหาที่ไม่ยอมรับสารภาพ ตีจนเนื้อแตกเลือดไหลนองพื้น ก็ยังไม่หายโกรธเสมียนอำเภอทนเห็นความทารุณไม่ไหว จึงคุกเข่าต่อหน้านายอำเภอ ขอให้ปรานีนักโทษ หยุดตีเสียที นายอำเภอตอบว่า ปรานีน่ะได้ แต่ผู้ต้องหาคนนี้ไม่รักษากฎหมายไม่มีศีลธรรม จะไม่ให้โกรธกระไรได้ เสมียนอำเภอจึงโขกศีรษะลงกับพื้น พลางพูดว่า ผู้ที่เป็นขุนนางถ้าไม่ชำระความตามเหตุผลข้อเท็จจริง เอาแต่อารมณ์ตนเป็นใหญ่ราษฎรย่อมไม่มีตัวอย่างอันดีงามให้ประพฤติปฏิบัติตามจิตใจของราษฎรหาที่ยึดเหนี่ยวเป็นสรณะไม่ได้ การชำระความนั้น แม้จะสอบสวนได้ความจริงออกมาแล้วก็ไม่ควรดีใจ จะทำให้เกิดความประมาทเลินเล่อ ไม่ได้ความจริงที่อยูลึกกว่าความจริงธรรมดา ทำให้การชำระความผิดพลาดได้ง่าย แม้จะได้ความจริงทั้งหมดออกมาแล้ว ก็ยังไม่ควรดีใจ ควรจะเสียใจและสงสารที่เขาทำผิดไปโดยความงใจก็ดี เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ยังต้องนำเมตตาธรรมมาร่วมกับการวินิจฉัยคดีความด้วย ท่านใดที่จะผ่อนหนักเป็นเบาได้ก็ควรให้โอกาสเขาได้กลับตัวกลับใจ เป็นคนดีต่อไป ถ้าแสดงความโกรธมากมายเช่นนี้ผู้ต้องเกรงอาญา ก็จะรีบยอมรับเสียก่อน ทั้งๆ ที่ตนมิได้ทำผิดดังที่ถูกกล่าวหา จะมิเป็นการปรักปรำราษฎรไปหรือ ดีใจยังเป็นการไม่บังควร จักโกรธได้ที่ไหน นายอำเภอสำนึกในคำพูดของเสมียนอำเภอ แต่นั้นมาก็ไม่กลับแสดงความโกรธความดีใจในขณะที่ชำระความอีกเลย
เสมียนอำเภอท่านนี้มีความยกจน เพราะมีแต่เงินเดือนขั้นต่ำ ไม่เคยขูดรีดราษฎร ไม่ยอมรับของกำนัลจากใคร มีแต่ช่วยเหลือผู้ต้องหาและนักโทษ วันหนึ่ง มีผู้ต้องหาหลายคนที่ไม่มีข้าวจะกิน อดอยากมาตลอดทางจากหัวเมืองไกล หน้าตาซีดเซียว หมดเรี่ยวหมดแรง หน้าหาสีเลือดไม่ได้แล้ว เป็นที่น่าสงสารยิ่งนัก บังเอิญที่บ้านของเสมียนอำเภอท่านนี้ ข้าวสารก็กำลังจะหมด เหลืออยู่มื้อสุดท้ายเท่านั้น ถ้านำมาให้ผู้ต้องหาเหล่านี้แล้ว ท่านและภรรยาก็จะต้องอดข้าวมื้อนั้นด้วย ท่านจึงปรึกษากับภรรยา เพื่อให้ภรรยาเป็นผู้ตัดสินใจ ตกลงทั้งสองคนยอมเสียสละข้าวมื้อนั้น นำมาต้มข้าวต้มเลี้ยงผู้ต้องหาทั้งหมด ต่อมาภรรยาของท่านก็ให้กำเนิดบุตรชายสองคน ล้วนแต่ได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเวลาต่อมา และหลานของท่านอีกสองคนก็ได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่เช่นกัน
สมัยพระเจ้าเองจงเป็นฮ่องเต้ พ.ศ. 1979-1992 มีขุนโจรก่อกวนจลาจลขึ้นที่เมืองฮกเกี้ยน มีราษฎรและนักศึกษาสนับสนุนโจรกันมากมาย ฮ่องเต้จึงโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารคุมทัพออกปราบปราม ท่านนายทหารผู้นี้หาทางจับเป็นขุนโจรได้ โดยไม่สูญเสียชีวิตไพร่พลและราษฎรเลย ต่อมา ทางด้านตะวันออกของเมืองฮกเกี้ยน ยังมีสมุนขุนโจรหลงเหลืออยู่มากมาย นายทหารท่านนี้จึงบัญชาให้ขุนนางในกรมมหาดไทยของเมืองนั้น แซ่เจี่ยให้ออกกวาดล้างแทนท่าน ถ้าจับได้ให้ฆ่าให้หมดสิ้น แต่ทานเจี่ยไม่ยอมปฏิบัติตาม ท่านกลับให้คนลอบไปแจ้งแก่ราษฎรว่า ถ้าใครไม่เข้าข้างโจรก็ให้เอาผ้าขาวแขวนไว้ที่หน้าประตูบ้าน ในวันที่กองทหารจะเข้าไปตรวจค้นโจรในแต่ละบ้าน ในวันที่กองทหารจะเข้าไปตรวจค้นโจรในแต่ละบ้าน แล้วสั่งห้ามมิให้ทหารข่มแหงราษฎร ถ้าเป็นอันว่าคร้งกระนั้นราษฎรและนักศึกษารอดตายประมาณหนึ่งหมื่นคน ท่านเจี่ยมีคุณธรรมล้ำเลิศ ต่อมาบุตรชายสอบได้ที่ 1 ได้เป็นจอหงวน รับราชการจนได้เป็นไจเสี่ยง ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในราชการฝ่ายบุ๋น (ฝ่ายบริหารประเทศ) และหลานชายของท่านเจี่ย ต่อมาก็สอบได้เป็นที่สาม ได้รับราชการเช่นกัน
ที่เมืองฮกเกี้ยน มีตระกูลหนึ่งแซ่หลิน บรรพสตรีท่านหนึ่งเป็นผู้ใจบุญมาก ชอบทำขนมเลี้ยงคนจน ใครมาขอขนมก็รีบกุลีกุจอตักให้ ไม่เคยแสดงสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์ ต่อมามีเทวดาแปลงร่างเป็นเต้าหยิน มาขอขนมคุณยายท่านนี้ทุกเช้าและขอมากๆ เสียด้วย ท่านก็ไม่เคยบ่นว่า ตักให้มากๆ ทุกวันเป็นเวลาสามปี ตลอดระยะสามปีนี้ ไม่เคยขาดเคยแม้แต่วันเดียว ไม่เคยให้น้อย ไม่เคยเบื่อหน่ายต่อการให้ สามปีประดุจหนึ่งวัน เต้าหยินแอบชมเชยนางอยู่ในใจว่ จะหาใครให้ทานได้สม่ำเสมอโดยไม่อิดหนาระอาใจเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว ท่านจึงพูดกับนางว่า อาตมาฉันขนมของท่านมาสามปีแล้ว จึงใคร่จะขอตอบแทนพระคุณท่านเสียที ที่หลังบ้านของท่าน มีที่ว่างอยู่ถ้าท่านทำฮวงซุ้ยในบริเวณนี้ได ต่อไปลูกหลานเหลนโหลนของท่านจะได้เป็นขุนนาง ถ้าจะเปรียบก็พูดได้ว่า จะเป็นขุนนางมากมายเท่ากับเมล็ดงาหนึ่งถังใหญ่ทีเดียว ท่านลองคิดดูก็แล้วกันเมล็ดงานั้นเล็กเพียงไร อยู่ในถังใหญ่จะมีปริมาณมากเพียงไร ต่อมา นางได้ถึงแก่กรรมลงบุตรชายจึงนำไปฝังไว้ในที่นี้ อีกไม่นาน ตระกูลนี้เข้าสอบครั้งแรก ก็สอบได้ถึงเก้าคน และได้เป็นขุนนางทั้งหมดเช่นกัน ได้เป็นขุนนางทุกชั่วคน จนมีคำร่ำลือกันไปทั่วว่า ไม่เคยมีครั้งใด ที่การสอบไล่จะไม่มีคนในตระกูลหลินติดอันดับ
อีกตระกูลหนึ่งคือกตระกูลเฝิง บุตรชายรับราชการในกองประวัติศาสตร์แห่งชาติ ก่อนหน้านั้น บิดาสอบได้เป็นที่ซิวจ๋ายทุกเช้าจะต้องไปเรียนต่อที่อำเภอ อยู่มาวันหนึ่ง อากาศหนาวจัดมาก ท่านเดินไปตามทางพบคนนอนหนาวจมหิมะอยู่ คลำดูปรากฎว่าแข็งไปครึ่งตัวแล้ว ท่านรีบถอดเสื้อหนาวออกใส่ให้พยุงให้ลุกขึ้นพากลับมาบ้านของท่าน ช่วยประคบประหงมจนฟื้นดีดังเดิม คืนนั้นท่านฝันไปว่า มีเทวดาองค์หนึ่งมาพูดกับท่านว่า เป็นการยากยิ่งนัก ที่เจ้าสามารถช่วยเหลือคนให้ฟื้นรอดตายได้อย่างหวุดหวิด เราจะให้หานฉีมาเกิดในตระกูลของเจ้าต่อมา บุตรชายที่เดี๋ยวนี้ทำงานกองประวัติศาสตร์ก็เกิดมาจึงขนานนามว่า ฉี ตามที่ฝันไป หานฉีท่านี้เกิดในสมัยราชวงศ์ซอง พ.ศ. 1503-1670 เป็นขุนนางในตำแหน่งไจเสี่ยงถึงสองรัชกาล คือ พระเจ้าอิงจงฮ่องเต้ พ.ศ. 1611-1628 เป็นที่รักของคนทั่วไป และเป็นที่เกรงขามของชาวต่างประเทศยิ่งนัก เกียรติคุณของท่านแผ่ไพศาล เมื่อถึงแก่อนิจกรรมแล้ว พระเจ้าเสินจงฮ่องเต้ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นจงเซี่ยงกง เป็นเกียรติยศอันสูงสุดที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นผู้ที่อุทิศตนเองเพื่อความจงรักภักดีและรักชาติยิ่ง
มีขุนนางท่านหนึ่งแซ่อิ้ง เมื่อตอนที่ท่านอยู่ในวัยกลางคน ได้เป็นซิวจ๋ายแล้วแต่ยังไม่ได้เป็นขุนนาง จึงไปนั่งท่องตำราที่เขาแห่งหนึ่ง ซึ่งปลอดจากผู้คนมารบกวน แต่เสียงปีศาจร้องกันมากมาย ชุมนุมกันอยู่ในบริเวณนั้น ท่านแซ่อิ้งก็ไม่กลัว อยู่มาคืนหนึ่ง ท่านได้ยินเสียงปีศาจคุยกันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งสามีเดินทางไปหากินแดนไกล นานแล้วไม่กลับมา พ่อผัวแม่ผัวก็เลยบังคับให้ผู้หญิงคนนี้แต่งงานเสียใหม่ ผู้หญิงไม่ยอม จะมาแขวนคอตายแถวนี้ในคืนพรุ่งนี้ ปีศาจตนหนึ่งซึ่งผูกคอตายมาเหมือนกัน ก็จะมีคนมาแทน และจักได้ไปเกิดใหม่เสียที ท่านแซ่อิ้งได้ยินเข้าบังเกิดความสงสารผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาจับใจ จึงนำที่นาของตนไปขายอย่างเงียบๆ ได้เงินมาสี่ตำลึง จึงเขียนจดหมายขึ้นฉบับหนึ่ง แล้วส่งไปยังบ้านของแม่ผัวพ่อผัวของผู้หญิงคนนั้น พ่อแม่เห็นจดหมาย ก็รู้ว่าไม่ใช่ลายมือของบุตรตน พากันสงสัย แต่แล้วก็ลงความเห็นกันว่าจดหมายนั้นอาจจะปลอมกันได้ แต่เงินนั้นถ้าไม่ใช่ลูกแล้วจะเป็นใครส่งมาให้เล่า ก็เชื่อกันว่าลูกของตนคงสุขสบายดี จึงส่งเงินมาให้พ่อแม่ใช้ เลยกลับใจไม่บังคับให้ลูกสะใภ้ไปแต่งงานใหม่ ในกาลต่อมาเมื่อบุตรชายของตนกลับบ้าน สามีภรรยาก็ได้อยู่กันเป็นปกติสุขตลอดมา
ครั้นอีกคืนหนึ่ง ท่านแซ่อิ้งก็ได้ยินปีศาจพูดอีกว่า ฉันน่ะจะมีคนมาตายแทนแล้วเทียวนา แต่ซินจ๋ายนี่ทำเสียเรื่องหมด ปีศาจอีกตนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า งั้นเราก็ช่วยกันฆ่าเสียเถอะ ปีศาจตนแรกบอกว่าไม่ได้หรอก เพราะเทพเจ้าเบื้องบนเห็นเขาเป็นคนใจดี จึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นขุนนางในยมโลก จึงทำร้ายเขาไม่ได้เสียแล้ว ท่านแซ่อิ้งได้ฟังเช่นนั้น ก็ยิ่งมีกำลังใจที่จะทำดีให้ยิ่งๆ ขึ้น ยามเกิดทุพภิกขภัยก็นำข้างไปแจกจ่ายแก่ผู้อดอยกายามเมื่อญาติมิตร เดือดร้อน ก็ช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ ยามประสบภัยพิบัติ ก็ไม่เคยโทษฟ้าโทษดิน กลับโทษตนเอง ว่าได้ก่ออกุศลกรรมมา จึงยอมรับสถานการณ์อันเลวร้ายได้อย่างสงบ เมื่อได้เป็นขุนนางแล้ว ลูกหลานก็ยังได้เป็นขุนนางอีกมากมาย
มีซิวจ๋ายท่านหนึ่ง แซ่ชื้อ บิดาเป็นผู้มั่งคั่งในเมืองซูโจว มีอยู่ปีหนึ่งฝนแล้งมาก ท่านจึงใช้ให้ชาวนาทำนาของท่านฟรี ไม่เก็บค่าเช่านาเลย เป็นตัวอย่างอันดีงาม ที่เจ้าของนาทั้งหลายก็ปฏิบัติตมเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังนำข้าวที่เก็บไว้มาแจกจ่ายแก่คนยากไร้อีกด้วย พอตกกลางคืนก็ได้ยินเสียงปีศาจมาร้องว่า แม้จะพูดสักพันครั้งหรือสักหมื่นครั้ง ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเป็นความจริง ที่ซิวจ๋ายในตระกูลชื้อนี้จะได้เป้นกือหยินแล้ว ปีศาจร้องอยูทุกคืนติดต่อกันนาน จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อมีการสอบไล่ซิวจ๋ายท่านนี้ก็ไปสอบกับเขาด้วย ปรากฎว่าสอบได้เป็นที่กือหยินจริงตามที่ปีศาจมาร้องบอก บิดาของท่านเห็นว่าการทำดีเพียงเท่านี้ ยังได้ผลดีถึงเพียงนี้ ท่านก็ยิ่งมุมานะทำดียิ่งๆ ขึ้น สะพานชำรุดท่านก็ให้คนไปซ่อมเสียให้ดีถนนหนทางขรุขระสัญจรไม่สะดวก ท่านก็ให้คนไปซ่อมให้เรียบร้อย ภิกษุที่ไม่มีโยมอุปัฎฐาก ท่านก็ทำสำรับกับข้าวไปถวายทุกวัน ใครขาดแคลนข้าวปลาอาหารเสื้อผ้า และอื่นๆ ท่านก็จุนเจืออยู่เสมอ ไม่ให้อดอยากยากไว้ไม่ว่าใครจะมีเรื่องทุกข์ร้อนอย่างไร ท่านช่วยได้เป็นช่วยทันที ต่อมาปีศาจก็มาร้องอีกทุกคืนว่า แม้จะพูดสักพันครั้งหรือสักหมื่นครั้ง ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเป็นความจริงที่กือหยินในตระกูลชื้อนี้ จะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งสูงสุดในภูธร ต่อมาก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
มีขุนนางอีกท่านหนึ่งแซ่ถู รับราชการอยู่ในเรือนจำที่เมืองเกียฮง ท่านพักอยู่ในเรือนจำ มีเวลาว่าง ท่านก็จะไปคุยกับพวกนักโทษ เพื่อจะได้รู้ความจริงว่านักโทษนั้นทำความผิดจริงหรือเปล่า ปรากฏว่ามีนักโทษหลายคนที่ไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา ท่านจึงทำบันทึกไปมอบให้ผู้บังคับบัญชา การพิจารณาโทษในสมัยนั้นก็ต้องผ่านการพิจารณาคดีสามขั้นตอนด้วยกัน เมื่อสอบสวนได้ความอย่างไรในท้องที่ที่เกิดเหตุแล้ว ก็ส่งตัวนักโทษมายังคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง เพื่อสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้ความอย่างไรแล้ว ก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายฮ่องเต้ให้ทรงวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง โดยแยกเสนอนักโทษออกเป็นสามประเภท คือประเภทที่หนึ่งกระทำความผิดจริง ประเภทที่สองเป็นนักโทษที่รอการลงอาญาไว้ ประเภทที่สามเป็นนักโทษที่ควรให้อภัยโทษ ทั้งหมดนี้ก็สุดแล้วแต่ฮ่องเต้จะทรงวินิจฉัยอย่างไร ถ้ารับสั่งให้ประหารก็ประหารทันทีส่วนพวกที่รอการลงอาญาถ้าโชคดี ก็อาจจะได้รับพระราชทานอภัยโทษในวันสำคัญของฮ่องเต้ ท่านแซ่ถูนี้ เมื่อท่านสอบสวนได้ความจริงจากนักโทษแล้ว ท่านก็ทำบันทึกส่งให้ผู้บังคับบัญชา ธรรมเนียมในสมัยนั้นถ้าผู้ใดสามารถสืบได้ความจริงว่านักโทษไม่ผดแต่ถูกปรับปรำก็จะได้รับความดีความชอบ แต่ท่านแซ่ถูนี้ ท่านมิได้คิดเอาดีเอาชอบ กลับยกความดีความชอบให้แก่ผู้บังคับบัญชา มีความประสงค์แต่จะช่วยแก้ทุกข์ให้กับนักโทษเท่านั้น นักโทษถูกปลดปล่อยเพราะท่านในขณะนั้นสิบกว่าคนราษฎรต่างพากันชื่นชมยินดี โดยไม่ทราบว่าที่แท้เป็นการปิดทองหลังพระของท่านแซ่ถูนั่นเอง ท่านแซ่ถูยังเสนอต่อผู้บังคับบัญชาว่า ในเมืองหลวงแท้ๆ ยังมีผู้ถูกปรักปรำมากมายเช่นนี้ ถ้าหัวเมืองที่ไกลปืนที่ยงออกไป จะได้รับความยุติธรรมขนาดไหน ควรที่จะแต่งตั้งคนดีมีความยุติธรรมเป็นผู้ตรวจการต่างพระเนตรพระกรรณทุกๆ ห้าปี ควรมีผู้ตรวจการไปรื้อฟื้อคดีมาพิจารณากันใหม่ ถ้าเป็นการกระทำผิดจริง ก็ยังจะต้องพิจารณาว่าได้พิพากษาลงโทษสมควรแก่โทษหรือเปล่า ถ้าหนักไปก็ควรผ่อนให้เบาขึ้น ถ้าเบาไปก้ต้องเพิ่มให้หนักขึ้นไปอีก เพื่อทรงความยุติธรรมไว้ ผู้ใดมิได้กระทำผิดก็สมควรปล่อยตัวไปเสีย ฮ่องเต้ทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงแต่งตั้งขุนนางแยกย้ายกันไปตามหวเมืองน้อยใหญ่ท่านแซ่ถู ก็ได้รับการแต่งตั้งด้วย อยู่มาคืนหนึ่ง ท่านฝันไปว่ามีเทวดามาชมเชยท่านว่าการกระทำของท่านเป็นที่ถูกใจของฟ้าดินเป็นอันมาก ความจริงท่านแซ่ถูมีชาตาชีวิตที่ไร้บุตรสืบสกุล แต่เนื่องจากความดีครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ฟ้าดินจึงประทานบุตรชายให้ท่านสามคน ต่อไปจะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ต่อมาความฝันนั้นก็กลายเป็นความจริง
มีอีกท่านหนึ่งแซ่เปา บิดาของท่านเป็นขุนนางตำแหน่งข้าหลวง ท่านมีพี่น้องเจ็ดคน ท่านเป็นลูกคนสุดท้อง แต่งงานแล้วก็ไปอยู่บ้านพ่อตาแม่ยาย ท่านชอบพอกับท่านบิดาของพ่อมาก ไปมาหาสู่กันเสมอ ท่านเป็นคนเก่ง มีความรู้มากมาย แต่เสียดายที่สอบเป็นกือหยินตกทุกปี ท่านสนใจ พระพุทธศาสนาและลัทธิเต๋ามาก วันหนึ่งท่านไปเที่ยวที่ทะเลสาบแห่งหนึ่ง ไปพบศาลเจ้าเก่าๆ มสภาพทรุดโทรมมาก เข้าไปในศาลก็เห็นรูปพระโพธิสาตว์กวนอิม ยืนตากฝนเปียกอยู่ ท่านจึงรีบหยิบเงินในกระเป๋าของท่านซึ่งมีอยู่สิบตำลึง ถวายท่านเจ้าอาวาสให้ซ่อมแซมศาลเจ้าให้ดีด้วย ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า เงินเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอที่จะซ่อมแซมได้หมด ท่านจึงหยิบผ้าที่เพิ่งซื้อมาสี่พับ กับเสื้อผ้าที่ติดตัวมาอีกเจ็ดชุดถวายแด่ท่านเจ้าอาวาส คนใช้ได้ห้ามขึ้นว่า เสื้อผ้าเหล่านี้ล้วนเพิ่งทำมาใหม่ๆ แล้วท่านจะใช้อะไรมาแทนเล่า ท่านบอกว่า ช่างเถิดขอให้พระโพธิสัตว์กวนอิมไม่ต้องตากแดดตากฝนก็พอใจแล้ว เราไม่มีเสื้อใส่จะเป็นไรไป ท่านเจ้าอาวาสได้ฟังแล้วประทับใจมาก ร้องไห้พลางพูดว่า ของที่ให้มานั้นหาไม่ยากดอก แต่น้ำใจเช่นนี้สิจะหาได้จากที่ไหน ครั้นซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว ท่านแซ่เปาก็ชวนท่านบิดาให้ไหว้เจ้าด้วยกัน คืนนั้นค้างอยู่ที่วัด ตกดึก ก็มีเทพเจ้ามาเข้าฝันท่านบิดาว่า ขอบใจที่มาช่วยให้ไม่ต้องเปียกฝนอีกแล้ว ต่อไปบุตรหลานของท่านจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในราชการมากมาย ต่อมาก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
อีกท่านหนึ่งแซ่จือ ท่านบิดารับราชการอยู่ในกรมราชทัณฑ์ อยู่มาวันหนึ่ง มีนักโทษประหารคนหนึ่ง ซึ่งถูกปรักปรำโดยไม่ได้ทำผิดอันใดเลย ท่านบิดาสงสารมาก จึงปลอบใจนักโทษว่าอย่าเป็นทุกข์ไปเลยจะช่วยเหลือ นักโทษจึงปรับทุกข์กับภรรยาว่า เราซาบซึ้งในบุญคุณอันนี้ยิ่งนัก แต่น่าละอายใจที่เรายากจนมาก ไม่มีสิ่งของอันใดพอที่จะนำมาตอบแทนพระคุณท่าน ก็เห็นมีแต่เจ้าเท่านั้นที่จะช่วยเหลือเราได้ พรุ่งนี้เมื่อท่านไปทำการสอบสวนที่บ้าน เจ้าจงบอกกับท่าตามตรงว่าเราขอยกเจ้าให้เป็นภรรยาของท่า นางไม่อยากทำเช่นนี้ก็ได้แต่ร้องไห้พลางรับปากไปพลางด้วยความเศร้าสลดใจยิ่ง แต่การณ์กลับผิดคาด ท่านบิดาของท่าแซ่จือไม่ยอมรับ และช่วยเหลือจนสำเร็จเมื่ออกจากที่คุมขังแล้ว สองสามีภรรยาก็เดินทางมาขอบพระคุณท่าน และพูดว่า คุณธรรมของท่านที่มีต่อข้าพเจ้านั้น หายากยิ่งแล้วในโลกนี้ หากข้าพเจ้าไม่สามารถตอบแทนพระคุณของท่านเสียบ้าง คงจะไม่สบายใจไปตลอดชีวิต จึงใคร่ขอยกลูกสาวให้เป็นทาสช่วงใช้ ขอท่านอย่าได้ปฏิเสธเลย ท่านบิดาของท่านจือก็รับไว้ แต่มิได้ให้เป็นทาสรับใช้ ทำพิธีแต่งงานกันตามประเพณีนิยม ต่อมาจึงให้กำเนิดท่านแซ่จือ พออายุได้ 20 ปี ท่านแซ่จือก็สอบไล่ได้เป็นขุนนางในกรมประวัติศาสตร์ ต่อมาลูกหลานก็ได้เป็นขุนนางทั้งนั้น
ที่พ่อเล่ามาให้ฟังทั้งหมดนี้ มีอยู่สิบเรื่องด้วยกันแม้เรื่องราวจะแตกต่างกัน แต่ก็ล้วนเป็นการประพฤติดี ปฏิบัติชอบทั้งสิ้นแต่ถ้าจะอธิบายให้ละเอียดลึกซึ้งกว่านี้ก็ยังจะต้องพิจารณาว่า การทำความดีนั้นดีจริงหรือดีปลอมบริสุทธิ์ใจหรือไม่บริสุทธิ์ใจ ทำแล้วมีคนรู้เห็นหรือไม่มีคนรู้เห็น ทำถูกหรือทำผิด ทำด้วยความบริสุจริตหรือทุจริต ทำครึ่งๆ กลางๆ หรือทำอย่างสมบูรณ์ทำใหญ่หรือทำเล็ก ทำยากหรือทำง่าย ทั้งหมดนี้ จะต้องใคร่ครวญให้ท่องแท้ หากกระทำความดีโดยไม่อาศัยเหตุผลแล้วไซร้ความดีนั้นอาจจะให้ผลร้าย เป็นบาปไปก็ได้ เป็นการสูญเปล่า ไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย
ทีนี้พ่อจะมาพูดให้ฟังทีละข้อ ข้อแรก การทำความดีนั้น ทำแล้วดีจริงหรือไม่ ในสมัยราชวงศ์หยวน พ.ศ. 1814 - 1911 มีพระเถระรูปหนึ่งมีนามว่าท่านจงฟง ฮ่องเต้ในสมัยนั้นได้สถาปนาท่านเป็นถึงสังฆราช ท่านมีคุณธรรมล้ำเลิศ มีคนไปนมัสการท่านมากมาย อยู่มาวันหนึ่ง มีพวกนักศึกษาลัทธิขงจื่อได้พากันไปนมัสการท่าน กราบถามท่านถึงปัญหาหนึ่งว่าพระพุทธศาสนานั้น เน้นหนักในเรื่องกฎแห่งกรรม ใครทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ดุจเงาตามตัว แต่บัดนี้ ปรากฏว่าบางคนทำความดี แต่ลูกหลานไม่เจริญรุ่งเรือง ส่วนคนที่ทำชั่วนั้นเล่ากลับได้ดีมีหน้าทีตาเช่นนี้แล้วจะเชื่อคำสอนของพระพุทธศาสนาได้อย่างไรกัน พระเถระจงฟงกล่าวตอบว่า หากเราจะวินิจฉัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งถ้าใช้ทัศนะของชาวโลก ก็จะวินิจฉัยได้แง่มุมในทางโลก ถ้าใช้ทัศนะทางพุทธธรรม ก็จะวินิจฉัยได้แง่มุมในทางธรรม อันบุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถจะมองเห็นได้แจ่มแจ้งเท่า เพราะฉะนั้น การวินิจฉัยในทัศนะทางโลก จึงไม่อาจถูกต้องเสมอไป บางทีคนดีก็มองไปว่าเป็นคนไม่ดี ส่วนคนไม่ดีก็มองเห็นว่าเป็นคนดีไปก็มี ชาวโลกจึงมักจะไม่สำรวจตนเองเอาแต่โทษฟ้าดินลำเอียง แล้วท่านก็ให้พวกนักศึกษาลัทธิขงจื่อลองยกตัวอย่างที่พวกเขาเห็นว่าดีและไม่ดีออกมา จะได้เข้าใจความหมายของความดีถ่องแท้ขึ้นบางคนก็ยกตัวอยางว่า การตีคน ด่าคนไม่ดี การอ่อนน้อม มีมรรยาทดีจึงจะดี บางคนก็ยกตัวอย่างว่า การละโมบอยากได้ของเขาอื่นไม่ดี การไม่โลภถือสันโดษเป็นความดี ท่านจงฟงเถระก็ได้แต่ส่ายหน้าว่าไม่ใช่อย่างว่าเสมอไป
ท่านอธิบายว่า ถ้าเราทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นเรียกว่าทำความดี แต่ถ้าเราทำเพื่อตัวเราเองนั่งคือความไม่ดี ถ้าเราทำเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น ถ้าแม้เราจะตีเขาก็ดีดุด่าว่ากล่าวก็ดี ล้วนแต่เป็นการกระทำดีทั้งนั้น ถ้าเพื่อประโยชน์ของเราเอง เราจึงอ่อนน้อมต่อผู้อื่น ทำความคารวะต่อผู้อื่นนี่เป็นความดีปลอม ไม่ใช่ดีจริง ฉะนั้นการกระทำใดๆ ก็ตาม ถ้าทำเพื่อประโยชน์สสุขของผู้อื่นแล้วไซร้เป็นความดีจริงทั้งนั้น ถ้าเราทำเพื่อผลประโยชน์ของเราเอง ก็เป็นดีปลอมทั้งนั้น ถ้าเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน จึงจะเป็นความดีที่ดีแท้ หากยังต้องการอามิสสินจ้างรางวัล จึงจะทำความดี ความดีนั้นก็เป็นดีปลอม เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะกล่าวว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนั้นไม่ดี คนนี้ดี คนนี้ไม่ดี ก็จะต้องพิจารณาใคร่ครวญทุกแง่ทุกมุมเสียก่อน มิฉะนั้น การวินิจฉัยของเราก็จะเกิดการผิดพลาดขึ้นได้
ทีนี้พ่อจะพูดถึง ความดีข้อที่สอง คือ ทำความดีโดยบริสุทธิ์ใจหรือแฝงด้วยเจตนาใดๆ สมัยนี้คนส่วนมากชอบคนที่มีนิสัยไม่ดื้อรั้นว่าเป็นคนดี แต่นักปราชญ์ท่านมักจะชอบคนที่เป็นตัวของตัวเอง เพราะคนชนิดนี้มักจะสอนง่าย แต่หาได้ยากมาก คนที่ว่านอนสอนง่าย ชักจูงอย่างไรก็ไปอย่างนั้น ถึงแม้ใครต่อใครพากันชมเชยว่าเป็นคนดีนักหนาก็ตามที แต่ท่านนักปราชญ์กลับเห็นว่าคนชนิดนี้เป็นผู้ร้ายในคุณธรรม สอนให้ดีได้ยาก หาความก้าวหน้าไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความดีความไม่ดี ชาวโลกมักเห็นตรงข้ามกับนักปราชญ์เสมอ ส่วนเทวดาฟ้าดินนั้น มีความเห็นตรงกับปราชญ์เสมอ ดังนั้น การทำความดีจึงมิได้อาศัยที่ตาดู หูฟัง แต่ต้องเริ่มที่ใจของตนเอง เริ่มไตร่ตรอง สำรวจตนเองอย่างระแวดระวัง อาศัยกำลังใจของเราเองซักฟอกจิตใจให้ใสสะอาด ไม่ว่าจะทำอะไรก็ให้คิดถึงประโยชน์สุขของผู้อื่นก่อน แล้วทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่แฝงไว้ด้วยเจตนาที่จะต้องการตอบแทนจากใครจึงจะเป็นความดีโดยบริสุทธิ์ หากเราทำความดีเพื่อเอาใจผู้อื่นก็ดี หวังตอบแทนก็ดี ก็ไม่ใช่ความดีที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจแล้ว เป็นการเสแสร้งเพทุบาย เพื่อหวังประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง เป็นเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์จะถือเป็นความดีแท้ไม่ได้ ส่วนความดีข้อที่สาม คือการทำดีที่มีผู้รู้เห็น และไม่มีผู้รู้เห็น ถ้าเราทำความดี มีคนรู้เห็นมาก ก็กลายเป็นความดีทางโลกไป แต่ทำแล้วไม่มีผู้รู้เห็น เหมือนการปิดทองหลังพระ นี่เป็นความดีทางธรรม ความดีทางธรรม ฟ้าดินย่อมประทานผลดีให้ ส่วนความดีทางโลก ก็จะได้รับแต่ชื่อเสียงเกียรติยศความมั่นคั่งเป็นผลตอบแทน การมีชื่อเสียงโด่งดังนั้น ชาวโลกมักจะเห็นว่าเป็นผู้มีบุญวาสนา แต่ทางธรรมแล้วเห็นว่า ผู้นั้นมิได้ทำความดีมากพอกับการมีชื่อเสียง จึงมักจะได้รับผลไม่ดีในบั้นปลาย
แต่คนดีที่ได้รับการปรักปรำจนเสียชื่อเสียงนั้น ลูกหลานกลับรุ่งเรืองได้ดีมีสุข เพราะผู้ที่ได้รับการปรักปรำ สามารถอดทนต่อการถูกประณามเหยียดหยาม หวานอมขมกลืน ก้มหน้ารับความขมขื่นด้วยความสงบ เป็นการสั่งสมกุศลกรรมอย่างใหญ่หลวง ลูกหลานจึงมีโอกาสได้ดี เพราะฉะนั้น ลูกจะต้องเห็นความสลับซับซ้อนอันล้ำลึกของการทำความดีที่ดีแท้และดีปลอม จึงจะทำความดีได้ถูกต้อง
ความดีข้อที่สี่ คือความดีที่ทำผิดหรือทำถูก ในแคว้นหลู่สมัยชุนชิวนั้น มีกฎหมายอยู่ข้อหนึ่งกำหนดว่าหากราษฎรในแคว้นหลู่ ถูกจับไปเป็นเชลยในแคว้นอื่นหากมีคนไถ่ออกมาได้ ส่งคืนแคว้นหลู่ไป จะได้รับเงินจำนวนหนึ่งเป็นการตอบแทน เพราะสมัยชุนชิวนั้น ต่างคนต่างตั้งตัวเป็นอ๋องกัน รบราฆ่าฟันเพือชิงเขตแดนกันจับเชลยศึกได้ก็นำไปเป็นข้าทาสทั้งหญิงชาย แคว้นหลู่เป็นเคว้นเล็กๆ ไม่ค่อยจะมีกำลังไปสู้รบกับใครนัก จึงมักถูกแคว้นอื่นบุกเข้ามาจับราษฎรไปเป็นทาศเสมอ ใครใจบุญอยากทำความดี ก็นำเงินไปไถ่มาคืนเจ้าผู้ครองแคว้นหลู่ ก็จะได้รับเงินรางวัลทันที ต่อมา ท่านจื่อก้ง ซึ่งเป็นศิษย์เอกของท่านขงจื่อ ท่านก็ไปไถ่เชลยศึกคืนมาให้แคว้นหลู่ โดยไม่ยอมรับเงินรางวัล เพราะท่านมีฐานะดีอยู่แล้วทำไปโดยมิหวังผลตอบแทนใดๆ แต่เมื่อท่านขงจื่อทราบเรื่องเข้าท่านก็โกรธลูกศิษย์ของท่านมาก ท่านบอกว่า แคว้นหลู่นั้นคนจนมาก คนรวยมีน้อย ต่อนี้ไป คงจะไม่มีใครกล้าไปไถ่เชลยศึกอีกแล้ว เพราะท่านจื่อก้งไปทำตัวอย่างเอาไว้เช่นนี้ ก็มีแต่คนที่มีฐานะดีจึงจะกล้าเอาอย่างท่านจื่อก้งได้ ส่วนคนที่โลภเงินรางวัลก็ดี คนที่ไม่ค่อยจะมีเงินนักก็ดี ต่างก็ไม่ทำความดีอีกต่อไป เพราะไม่ได้เงินรางวัลจะทำไปทำไม ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า นักปราชญ์นั้นไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น จึงต้องระมัดระวังจะทำอะไรผิดไม่ได้ คนก็จะพากันทำตามอย่างผิดๆ ไปด้วย ความดีก็เลยเป็นความดีปลอมไป
ต่อมาวันหนึ่งท่านจื่อลู่ซึ่งเป็นศิษย์เอกของท่านขงจื่อเช่นกัน ได้ช่วยคนตกน้ำไว้ได้ ชายคนนั้นให้วัวตัวหนึ่งเป็นการตอบแทนที่ได้ช่วยชีวิตไว้ ท่านจื่อลู่ก็รับเอาวัวนั้นมาท่านขงจื่อเมื่อทราบเรื่องก็ดีใจมาก ท่านพูดว่า ต่อนี้ไปในแคว้นหลู่ของเรานี้ จะมีคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นเพิ่มขึ้นอีก เพราะเมื่อทำความดีแล้ว มีคนเห็นความดีและได้รับการตอบแทนทันที ใครๆ ก็อยากจะทำความดีเช่นนี้กันมากขึ้น แต่ในสายตาชาวโลกแล้วจะต้องมองในทัศนะกลับกันกับท่านขงจื่อเป็นแน่ ชาวโลกจะต้องเห็นว่าท่านจื่อก้งดี ช่วยคนแล้วไม่หวังสิ่งตอบแทน ส่วนท่านจื่อลู่นั้นไม่ดีช่วยแล้วก็ไม่ปฏิเสธการตอบแทน แต่นักปราชญ์ท่านมองไกล การทำความดีที่มีคนนำไปเป็นเยี่ยงอย่างให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้จึงจะเป็นความดีแท้ ส่วนการทำความดีที่กลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไป เป็นผลร้ายต่อส่วนรวมแล้วไซร้ ก็หาชื่อว่าเป็นความดีแท้ไม่สมมติว่ามีคนไม่ดีคนหนึ่ง เที่ยวเกะกะระรานผู้คน ถ้าไม่มีคนถือสา เห็นว่าการให้อภัยเป็นคนธรรมที่ดี นี่เป็นการทำความดีที่ผิดเพราะคนพาลนั้นก็ยิ่งได้ใจ กล้าทำความผิดหนักยิ่งขึ้น ผู้คนก็จะถูกทำร้ายหนักขึ้น คนพาลนี้ก็จะต้องถูกกฎหมายลงโทษอย่างหนักแต่ถ้าเราไม่ปล่อยให้คนพาลเหิมเกริม หาทางกำราบเสียก่อนที่จะสายเกินแก้ ก็จะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย เพราะฉะนั้น บางครั้งการไม่ให้อภัยคนพาล ช่วยกันกำราบให้กลับตัวได้ กลับจะเป็นคนดีแท้
ความดีข้อที่ห้า คือการทำความดีแล้วผลทำให้ผู้อื่นเป็นอย่างไร แต่ก่อนนี้ มีขุนนางไจเสี่ยงท่านหนึ่งรับราชการ ในรัชกาลของพระเจ้าอิงจงฮ่องเต้ (พ.ศ. 1979-1992) ท่านรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่มีด่างพร้อย เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป ต่อมา ท่านปลดเกษียณตนเองกลับไปอยู่ภูมิลำเนาเดิมของท่านที่ชนบทประชาชนก็พากันมาเคารพท่านต่างก็เปรียบท่านดุจขุนเขาอันสูงสุดในแผ่นดินจีน คือท่ายซาน และเปรียบดุจดาวเหนือที่สุกใสกว่าดาวใดๆ ในพิภพ แต่มีชายขี้เมาคนหนึ่ง มาด่านท่านซึ่งๆ หน้า ท่านเห็นเป็นคนมาก็ไม่ถือโกรธ กลับบอกคนรับใช้ว่าอย่าไปเอาเรื่องกับคนเมาเลย ปิดประตูเสียเถิดต่อมา ชายขี้เมาคนนี้ ได้รับโทษประหารชีวิต เมื่อท่านไจเสี่ยงรู้เข้าก็เสียใจมาก รำพึงว่าถ้าเราเอาเรื่องเสียแต่แรกที่ด่าเรา จับไปทำโทษสถานเบาเสียที่อำเภอ เขาก็จะไม่ต้องรับโทษประหารในวันนี้ เพราะเราแท้ๆ กรุณาเขาผิดกาละไป ทำให้เขาเหิมเกริม ทำชั่วจนตัวตาย นี่คือ ตัวอย่างของความใจดี แต่กลับทำให้ผู้อื่นได้รับผลชั่วตอบแทน
ส่วนการกระทำที่เห็นว่าชั่วแต่กลับเป็นผลดีนั้น ก็มีตัวอย่างเช่นกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง บ้านเมืองเกิดทุพภิขภัยราษฎรต่างแย่งชิงกันกินในกลางวันแสกๆ เศรษฐีท่านหนึ่ง จึงไปร้องต่อนายอำเภอขอให้ระงับเหตุก่อนที่จะเกิดจลาจล แต่นายอำเภอไม่เอาเรื่อง คนยากจนก็เลยได้ใจพากันยื้อแย่งกันยิ่งขึ้น เศรษฐีเห็นไม่เป็นการ จึงระดมผู้คนของตนเองออกปราบเอง เรื่องจึงสงบการกระทำของเศรษฐีท่านนี้แม้จะรุนแรง แต่ก็ทำด้วยความสุจริตใจ หวังมิให้เกิดจลาจล จึงเป็นการทำความดีแท้อีกวิธีหนึ่ง
ความดีข้อที่หก คือความดีที่กระทำครึ่งๆ กลางและทำอย่างสมบูรณ์ ในคัมภีร์เอ้กเก็งได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ไม่สั่งสมความดี จึงมีความดีไม่พอที่จะได้รับชื่อเสียงผู้ที่ไม่สั่งสมบาป ย่อมไม่รับเคราะห์กรรมถึงตายได้ในประวัติศาสตร์ก็ได้กล่าวถึงราชวงศ์เซียง (ก่อน ค.ศ ประมาณศตวรรษที่ 16-11) ว่า ติ้วอ๋องสั่งสมแต่บาปกรรม ดุจการร้อยเงินเหรียญไว้เต็มพวง จึงรักษาแผ่นดินและชีวิตของตนเองไว้ไม่ได้ การสั่งสมความดีความชั่วนั้นดุจนำของบรรจุลงในภาชนะ ถ้าสั่งสมความดีความชั่วนั้นดุจนำของบรรจุลงในภาชนะ ถ้าสั่งสมทุกวันก็จะเต็มเปี่ยม ถ้าสั่งสมบ้างไม่สั่งสมบ้าง หยุดๆ ทำๆ บุญหรือบาปนั้นก็พร่องอยู่เสมอ ไม่มีวันเต็มได้เลย
แต่ก่อนนี้ มีเด็กสาวคนหนึ่ง เข้าไปในวัดเพราะอยากทำบุญ แต่มีเงินเพียงสองอีแปะ ความจริงราคาของเงินนั้นน้อยนิดเดียว แต่ค่าของความมีใจอยากทำบุญนั้นเหลือหลายท่านเจ้าอาวาสจึงกล่าวอนุโมทนาคาถาเอง ให้ศีลให้พรเองต่อมาหญิงนั้นได้เข้าวังเป็นพระสนมของฮ่องเต้ มีเงินมากมาย จึงนำเงินหลายพันตำลึงมาที่วัดนั้นอีกเพื่อทำบุญ คราวนี้เจ้าอาวาสให้พระลูกวัดกล่าวอนุโมทนาและให้ศีลให้พรแทนพระสนมเกิดความสงสัยยิ่งนัก จึงกราบถามท่านว่า เมื่อก่อนนี้ ข้าพเจ้ายากจน มีเงินทำบุญเพียงสองอีแปะ แต่ท่านมากล่าวอนุโมทนาคาถาและให้ศีลให้พรข้าพเจ้าด้วยตนเอง มาบัดนี้ ข้าพเจ้าพอจะมีเงินบ้าง จึงนำมาถวายหลายพันตำลึง แต่ทำไมท่านกลับให้พระลูกวัดทำหน้าที่แทนท่านเล่า ท่านเจ้าอาวาสกล่าวว่า แต่ก่อนนี้ แม้ท่านจะทำบุญน้อย แต่ใจท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยเจตนาที่เป็นกุศลมาบัดนี้ แม้ท่านจะมีเงินทำบุญมาก แต่ใจของท่านนั้นไม่เหมือนแต่ก่อนเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องให้อาตมาไปกล่าวเอง นี่คือตัวอย่างของการทำดีที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยราคาของเงินมาวัดความดีนั้น ทำบุญด้วยเงินน้อยนิดกลับเป็นบุญที่เต็มเปี่ยมเพราะจิตใจที่เต็มไปด้วยกุศลเจตนา แม้ทำบุญด้วยเงินมากมาย หากจิตใจมีศรัทธาเพียงครึ่งๆ กลางๆ การทำความดีนั้นก็จะให้ผลเพียงครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้น
อีกตัวอย่างหนึ่ง มีเซียนท่านหนึ่งชื่อว่า จงหลี ท่านเป็นชาวฮั่น (ก่อน พ.ศ. 749-551) เมื่อตายได้สำเร็จเป็นผู้วิเศษ เสวยสุขอยู่บนสวรรค์หลายร้อยปี จนถึงสมัยราชวงศ์ถัง พ.ศ 1161-1450 ท่านเซียนจงหลีก็รับลูกศิษย์ไว้คนหนึ่งมีชื่อว่าท่านลื่อตังปิง ต่อมาจนถึงปัจจุบันผู้คนเรียกท่านว่า ลื่อโจ๊ว ท่านลื่อโจ๊วเป็นขุนนางรับราชการเป็นนายอำเภออยู่สองครั้ง เมื่อมีโอกาสพบเซียนผู้วิเศษ ท่านก็ได้รับถ่ายทอดวิชาต่างๆ ในลัทธิเต๋า รวมทั้งการนั่งสมาธิด้วย ท่านจึงลาออกจากราชการติดตามท่านเซียนผู้วิเศษไปฝึกฌานสมาธิที่ภูเขาแห่งหนึ่ง จนสำเร็จได้เป็นเซียนเช่นกัน ต่อมาท่านจงหลีได้สอนให้ท่านลื่อโจ๊วรู้จักผสมยาวิเศษ เพียงแต่เอายานั้นหยดลงไปที่เหล็ก เหล็กนั้นก็จะกลายเป็นทอง สามารถนำไปช่วยเหลือความยากจนของผู้คนได้ ท่านลื่อโจ๊วจึงกราบถามท่านอาจารย์ว่า เมื่อเปลี่ยนไปเป็นทองแล้ว จะกลับเป็นเหล็กดังเดิมอีกไหม ท่านจงหลีบอกว่า เมื่อครบห้าร้อยปีแล้ว ก็จะกลับสภาพเดิมได้ ท่านลื่อโจ๊วจึงปฏิเสธไม่ยอมทำเหล็กให้เป็นทอง เพราะท่านเห็นว่าเมื่อครบห้าร้อยปีแล้ว ก็จะทำให้ผู้คนเสียหายมากมาย เพราะอยู่ๆ ทองในมือก็กลายเป็นเหล็กไปเสียแล้ว ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมากมาย เป็นการให้ร้ายผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม การที่ท่านจงหลีลองใจท่านลื่อโจ๊วครั้งนี้ ทำให้ท่านภูมิใจในลูกศิษย์ของท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะคำพูดเพียงคำเดียว ก็แสดงให้เห็นความเป็นคนของท่านลื่อโจ๊วว่าสูงส่งเพียงไร ท่านจึงกล่าวกับศิษย์รักของท่านว่า การที่จะบรรลุความเป็นเซียนนั้น จะต้องสั่งสมคุณธรรมให้ได้ถึงสามพันอย่าง คำพูดของเจ้าเพียงคำเดียว ก็เท่ากับได้สร้างคุณธรรมครบสามพันอย่างแล้วในพริบตาเดียว
การทำความดีนั้น เมื่อทำแล้วก็แล้วกัน อย่าได้นำมาคิดถึงบ่อย ราวกับว่าการทำดีนั้นช่างใหญ่ยิ่งนัก ใครก็ทำไม่ได้เหมือนเรา ถ้าคิดเช่นนี้ ความดีนั้นก็จะเหลือเพียงครึ่งเดียว แต่ถ้าทำแล้วก็ไม่นำมาใส่ใจอีก คิดแต่จะทำอะไรต่อไปอีกจึงจะดี จึงจะเป็นความดีที่สมบูรณ์ ไม่ตกไม่หล่น เช่นการให้เงินแก่คนยากจน ในใจของลูกจะต้องอย่าคิดว่าเราเป็นผู้ให้ ภายนอกก็อย่าไปสนใจว่าใครเป็นผู้รับ แม้แต่ให้แล้วก็แล้วกัน ลืมเสียให้ได้ ไม่กลับมาคิดอีกให้เสียเวลาเช่นนี้เรียกว่าทำความดีด้วยจิตว่างเปล่า เมื่อไม่ได้บรรจุอะไรไว้ที่จิตแลย จิตนั้นก็ย่อมเต็มเปี่ยมไปด้วยกุศลผลบุญพลังแห่งกุศลธรรมเช่นนี้ใหญ่หลวงนัก สามารถทำลายเคราะห์กรรมได้ถึงหนึ่งพันครั้ง เพราะฉะนั้นการทำความดี จึงมิได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของเงินทองหรือวัตถุที่บริจาคแต่อยู่ที่ใจเราเท่านั้นที่จะทำจิตใจให้ว่างเปล่าจนสามารถบรรจุบุญกุศลได้เพียงใดต่างหาก
ความดีข้อที่เจ็ด คือความดีที่ใหญ่หรือเล็ก มีขุนนางผู้หนึ่งมีนามว่าเอว้ยจังต๊ะ รับราชการอยู่ในกรมประวัติศาสตร์ อยู่มาวันหนึ่ง ถูกจับวิญญาณไปยังยมโลก พญายมได้สั่งให้เสมียนในยมโลกนำบัญชีดีชั่วของท่านเอวัยมาให้ดู ปรากฏว่าบัญชีชั่วนั้นช่างมากมายก่ายกองวางจนเต็มห้องไปหมด ส่วนบัญชีความดีนั้นเล็กนิดเดียวมีขนาดพอๆ กับตะเกียบข้างหนึ่งเท่านั้น พญายมสั่งให้คนเอาตาชั่งมา ปรากฏว่าบัญชีความดีนั้นแม้จะเล็กนิดเดียวแต่กลับมีน้ำหนักมากกว่าบัญชีความดีนั้นแม้จะเล็กนิดเดียว แต่กลับมีน้ำหนักมากกว่าบัญชีความชั่วที่รวมกันแล้วทั้งหมด ท่านเอว้ยมีความสงสัยเป็นอันมาก จึงถามพญายมว่า ข้าพเจ้ามีอายุยังไม่ถึงสี่สิบปี ไฉนจึงมีความชั่วมากมาย เช่นนี้ พญายมตอบว่า เพียงแต่จิตคิดมิชอบเท่านั้น ก็เป็นบาปแล้ว เช่นเห็นผู้หญิงสาวสาวย ก็มีจิตปฏิพันธ์ จิตที่คิดมิชอบเช่นนี้ ก็จะถูกบันทึกในบัญชีความชั่วทันทีท่านเอว้ยถามต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นในบัญชีความดีอันน้อยนิดนี้ ได้บันทึกไว้ว่าอย่างไร พญายมตอบว่า มีอยูครั้งหนึ่ง ฮ่องเต้ทรงดำริจะซ่อมสะพานหินที่เมืองฮกเกี้ยน ท่านเกรงว่าราษฎรจะเดือดร้อน จึงถวายความเห็นเพื่อยับยั้งพระราชดำรินั้นเสีย บัญชีความดีนี้ก็คือสำเนาที่ท่านทูลเกล้าฯ ถวายฮ่องเต้นั่นเอง ท่านเอว้ยก็แย้งว่าแม้ข้าพเจ้าจะกระทำดังกล่าวจริง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ พระองค์ทรงดำเนินการไปแล้ว ไม่น่าเลยที่บัญชีความดีเพียงอย่างเดียว จะมีน้ำหนักมากกว่าบัญชีความชั่วที่กองอยู่เต็มห้องนี้ พญายมจึงพูดว่า การที่ท่านมีเมตตาจิตต่อราษฎร เกรงจะได้รับความลำบากกันมากมาย กุศลจิตนี้ใหญ่หลวงนัก ถ้าหากท่านยับยั้งได้สำเร็จก็จะยิ่งเพิ่มความหนักขึ้นอีก พลังแห่งกุศลกรรมนี้จะยิ่งใหญ่อีกหลายเท่านัก แม้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าการกระทำเพื่อชนหมู่ใหญ่แล้วไซร้ ความดีนั้นก็ใหญ่หลวงยิ่งนัก หากทำดีเพื่อตนเองแล้วไซร้ แม้จะทำดีขนาดไหน ก็ได้ผลน้อยมากลูกจงจำไว้ว่า การทำความดีไม่ว่าจะเป็นความดีมากหรือน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับเจตนาในการทำความนั้น เพื่อผู้อื่นหรือเพื่อตนเอง
ข้อที่แปด คือความยากง่ายในการทำความดี สมัยก่อนท่านผู้คนแก่เรียนมักจะพูดว่า ถ้าจะเอาชนะใจตนเองให้ได้ต้องเริ่มจากจุดที่ข่มใจได้ยากที่สุดเสียก่อน ถ้าสามารถเอาชนะได้จุดอื่นๆ ก็ไม่สำคัญเสียแล้ว ย่อมจักเอาชนะได้โดยง่าย ลูกศิษย์ของท่านขงจื่อ ชื่อฝานฉือ ได้ถามท่านอาจารย์ว่า เมตตาธรรมนั้นเป็นอย่างไร ท่านขงจื่อตอบว่า การทำสิ่งที่ยากที่สุดได้เสียก่อน จึงจะชนะใจตนเองได้ เมื่อชนะใจตนเองได้แล้ว ความเห็นแก่ตัวก็หมดไป จึงบังเกิดมาตตาธรรม พ่อจะยกตัวอย่างให้ฟัง ลูกจะได้เข้าใจง่ายเข้า ที่มณฑลเจียงซี มีท่านผู้เฒ่าแซ่ซูท่านยังชีพด้วยการสอนหนังสือตามบ้าน อยู่มาวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งเป็นหนี้เพราะความยากจน เมื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้เจ้าหนี้ก็จะยึดภรรยาของชายผู้นี้ไปเป็นคนใช้ ท่านเฒ่าซูเกิดความสงสารสามีภรรยาคู่นี้ยิ่งนัก จึงยอมเสียสละเงินที่เก็บออมไว้ได้จากการสอนหนังสือเป็นเวลาสองปี นำมาใช้หนี้แทนชายผู้นั้น ทำให้สามีภรรยาคู่นี้ไม่ต้องแยกจากกัน
อีกตัวอย่างหนึ่ง มีชายคนหนึ่งด้วยความยากจนยิ่งนักจึงนำภรรยาและบุตรชายไปจำนำไว้ ได้เงินมาพอประทังชีวิตเมื่อถึงกำหนดไม่เงินจะไปไถ่คือ ภรรยาเดือดร้อนคิดจะฆ่าตัวตาย บังเอิญท่านผู้เฒ่าจางรู้เรื่องเข้า มีความสงสารเป็นยิ่งนักจึงนำเงินที่เก็บสะสมมาแล้ว ถึงสิบปี มาใช้หนี้แทนให้ พ่อแม่ลูกจึงได้มีโอกาสกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง
ทั้งท่านผู้เฒ่าซูและท่านผู้เฒ่าจาง ล้วนแต่ได้กระทำในสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง เงินที่ท่านสะสมไว้คนละสองปีและสิบปีนั้นท่านก็หวังว่าเมื่อทำมาหากินไม่ได้แล้ว ก็จะได้พึ่งเงินจำนวนนี้ประทังชีวิตต่อไป เป็นเงินที่ต้องใช้เวลาอันยาวนานสะสมไว้วันละเล็กละน้อย แต่ท่านทั้งสองก็สามารถตัดใจช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักกันเลยแม้แต่นิดได้ในพริบตาเดียว นี่คือการทำความดีที่ยากยิ่งจริงๆ
อีกตัวอย่างหนึ่งของผู้ที่ชนะใจตนเองได้ คือท่านผู้เฒ่าจินท่านอายุมาแล้ว ยังไม่มีบุตรไว้สืบสกุล ด้วยความหวังดีของเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ได้ยกบุตรสาวของตนให้เป็นอนุภรรยาของท่านผู้เฒ่า แต่ท่านกลับไม่ยอมรับความหวังดีนี้ ท่านให้เหตผลว่า ท่านนั้นชราภาพแล้ว ส่วนเด็กสาวนั้นอายุยังไม่ถึงยิ่สิบ ควรจะได้สามีที่มีอายุไล่เลี่ยกัน ท่านจึงไม่ควรที่จะไปทำลายความสุขและอนาคตของเด็กสาวนี้เสีย ด้วยความเห็นแก่ตัวเพียงเพื่อจะมีบุตรไว้สืบสกุล เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ท่านผู้เฒ่าทั้งสามท่านนี้ ล้วนแต่ทำในสิ่งที่ยากยิ่งจริงๆ ฟ้าดินจึงประทานความสุขความเจริญให้กับท่านทั้งสาม ทังในโลกนี้และโลกหน้าเป็นแน่แท้ ส่วนคนที่มีเงินมีอำนาจนั้น ถ้าจะกระทำความดีก็ย่อมง่ายกว่าผู้ที่ไม่มีทั้งเงินและอำนาจ แต่พวกนี้ก็ไม่ค่อยชอบทำความดี เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีโอกาสทำความดีได้ง่ายเพราะมีทั้งเงินและอำนาจกลับไม่ยอมทำความดี ส่วนผู้ที่ไม่มีเงินไม่อำนาจ กว่าจะทำความดีได้ก็ด้วยความยากลำบากยิ่ง นี่คือความแตกต่างกันในคุณค่าความดี
การทำความดีต่อผู้อื่นนั้น ก็จะต้องแล้วแต่โอกาสจังหวะเวลาก็มีความสำคัญเช่นกัน การช่วยเหลือผู้อื่นนั้นมีวิธีการมากมาย ประมวลแล้วก็สามารถแยกออกได้ 10 วิธีด้วยกัน คือ
1. ช่วยเหลือผู้อื่นทำความดี 2. รักและเคารพทุกคนอย่างเสมอเหน้า 3. สนับสนุนผู้อื่นให้เป็นผู้มีความดีพร้อม 4. ชี้ทางให้ผู้อื่นทำความดี 5. ช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในความคับขัน 6. กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 7. ไม่ทำตนเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์หมั่นบริจาค 8. ธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมะ 9. เคารพผู้มีอาวุโสกว่า 10. รักชีวิตผู้อื่นดุจรักชีวิตตนเอง ข้อ 1. การช่วยเหลือผู้อื่นทำความดีนั้นเป็นอย่างไร เมื่อครั้งท่านตี้ซุนยังมิได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินจึนสมัยโบราณ (ก่อน พ.ศ. 1712-1655) ท่านไปยังหนองน้ำแห่งหนึ่ง เห็นชาวบ้านกำลังจับปลากันอยู่ คนที่แข็งแรงก็พาผู้ชรา ถูกกันให้ไปจังปลายังที่ๆ มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวและที่มีน้ำตื้น ซึ่งปลาจะไม่ชอบมาในบริเวณนั้น ทำให้จับปลาไม่ได้ ท่านตี้ซุ่นเห็นดังนั้น ก็บังเกิดความสงสารจังใจท่านจึงเข้าไปช่วยคนที่ไม่แข็งแรงและผู้ชราหาปลา ใครที่เห็นแก่ตัว ชอบแย่งที่น้ำลึกท่านก็นิ่งเสียไม่ไปว่าเขา ใครที่ไม่เห็นแก่ตัว ท่านก็จะนำพฤติกรรมของเขาไปสรรเสริญจนทั่ว ท่านเองก็ทำตัวอย่างอันดีให้เป็นที่ปรากฏอยู่ทุกวันๆ จนกาลเวลาได้ผ่านไปหนึ่งปี ชาวบ้านพากันสำนึกในความเห็นแก่ตัวของตน ต่างก็ทำดีต่อกันและกัน ในที่นี้พ่อจะต้องบอกให้ลูกรู้ว่า พ่อไม่สนับสนุนในเรื่องการจับปลามาเป็นอาหาร เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นเป็นบาปอย่างยิ่ง แต่ที่พ่อยกเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ ก็เพื่อให้ลูกเข้าใจว่าการช่วยให้ผู้อื่นทำความดีนั้น ต้องใช้ความอดทนพยายามเพียงไรท่านตี้ซุ่นนั้นเป็นผู้ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก เพียงแต่ท่านใช้คำพูดกล่อมเกลาจิตใจ ผู้คนก็จะเชื่อท่านเพราะต่างก็มีความเคารพท่านอยู่แล้ว แต่ท่านอุตส่าห์ใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็ม ก็เพื่อจะให้ทุกคนกลับตัวกลับใจได้หมด และจะไม่กลับไปเป็นคนเห็นแก่ตัวอีกไม่ว่าในกรณีใด และเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ด้วยบังคับหรือขอร้อง ให้ทุกคนตระหนักถึงความดีที่ต้องกระทำร่วมกัน เพื่อความผาสุกของพวกเขาเอง พ่อจึงสรรเสริญในความอุตสาหะของท่านยิ่งนัก
พ่อและลูกต่างก็มีชีวิตอยู่ในยุคแห่งความมืดมนผู้คนไม่ค่อยมีศีลธรรมเหมือนดังยุคก่อน เพราะฉะนั้นลูกจะต้องเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าได้อวดดีว่าวิเศษกว่าผู้อื่นอย่านำความสามารถของลูกไปข่มผู้อื่นที่ด้อยกว่าให้เขาได้อาย จงเก็บความรู้ความสามารถของเจ้าไว้ในใจ อย่าได้แสดงออกให้ปรากฏแก่สายตาผู้อื่น ใครพลาดพลั้งล่วงเกินลูกก็จงรู้จักให้อภัยอย่าได้แพร่งพรายความไม่ดีออกไป เพื่อให้โอกาสเขากกลับตัวกลับใจ และเมื่อไม่มีใครและก็ทำให้เขาไม่กล้ากำเริบเสิบสานเพราะทุกคนย่อมรักหน้ารักตาไม่อยากเป็นคนเสียชื่อเสียง จึงไม่วิจารณ์ให้ความลับของเขาเป็นที่เปิดเผยออกไป เขาจึงไม่กล้าที่จะทำผิดอีก บางคนนั้ เมื่อมีคนรู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดีเสียแล้วเขาก็ทำตัวเหลวแหลกยิ่งขึ้น เมื่อเป็นคนดีไม่ได้ก็ยยอมเป็นคนชั่วเสียเลย คนเช่นนี้ก็มีให้เห็นๆ อยู่ ลูกจะต้องคอยสังเกตว่าผู้อื่นนั้นเขามีความสามารถอะไรบ้าง ถ้าเป็นสิ่งที่ลูกยังไม่มี ก็จงรีบรับเอาความดีนั้นมาใส่ตนเถิดอย่าได้รีรอเลย ลูกจะต้องรู้จักชมเชยสรรเสริญความดีงามความสามารถของผู้อื่นให้แผ่ไพศาลไป อย่าได้มีจิตริษยา ในชีวิตประจำวันของลูก ไม่ว่าจะพูดสักคำ จะทำอะไรสักอย่าง จงอย่าทำเพื่อประโยชน์ตนเอง ต้องถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญลูกจงจำไว้ให้ดี
ข้อ 2. รักและเคารพทุกคนอย่างเสมอหน้านั้นเป็นอย่างไร ผู้ดีนั้น คือคนที่มีคุณงามความดีและกระทำแต่คุณงามความดีอย่างสม่ำเสมอ ส่วนคนเลวนั้นบางทีก็ซ่อนอยู่ในคราบของผู้ดี ปะปนกันจนบางทีก็ดูไม่ออก แต่ถ้าลูกสังเกตให้ดีแล้ว ก็จะเห็นความแตกต่างราวกับขาวและดำทีเดียวผู้ดีที่มีข้อแตกต่างจากคนทั่วไปนั้น คือมีน้ำใจรักและเคารพทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน ธรรมดาคนที่เราได้พบเห็นในชีวิตประจำวันนั้น บางคนเราก็เคยใกล้ชิดด้วยบางคนก็ห่างเหินกันไป บางคนสูงศักดิ์ บางคนต่ำต้อยบางคนฉลาดหลักแหลม บางคนโง่เขลาเบาปัญญา บางคนมีคุณธรรมประจำใจ บางคนก็ร้ายจนได้ชื่อว่าเป็นคนพาล แม้ทุกคนจะมีสถานภาพและจิตใจไม่เหมือนกันแต่ทุกคนก็เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ต้องเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน นักปราชญ์ทั้งปวงจึงไม่ชอบให้คนเกลียดกันดูถูกกัน ต้องรักกันเคารพกันอย่างเสมอหน้าจึงจะมีสันติเกิดขึ้นได้
ข้อ 3. สนับสนุนผู้อื่นให้เป็นผู้มีความดีพร้อมนั้นอย่างไร หยกนั้นย่อมมาจากหินชนิดหนึ่ง ถ้าเราทิ้งขว้างไม่สนใจก็เป็นเพียงหินธรรมดาก้อนหนึ่ง แม้ภายในจะมีหยกเร้นอยู่ ก็ไม่สามารถปรากฏความมีค่าของมันได้ แต่ถ้ามนุษย์นำมาเจียระไนเอาความเป็นหยกออกมาจากหิน และสลักให้สวยงามก็จะเป็นของมีค่าสำหรับฮ่องเต้และขุนนาง กลายเป็นสัญลักษณ์ที่จะต้องติดตัวไว้แสดงถึงความบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ยามที่ฮ่องเต้ออกขุนนางก็ต้องมีหยกไว้แสดงความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขุนนางเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก็ต้องถือหยกพระราชทางไว้ในมือ เพื่อแสดงความเคารพและจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ หยกยังนำมาใช้ในพิธีกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ลูกต้องอย่าลืมว่าหยกมีความงาม และความสำคัญขึ้นมาได้ เพราะฝีมือของมนุษย์เอง คนก็เช่นกันถ้ามีคนคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำที่ดี คนธรรมดาก็จะกลายเป็นคนดีพร้อมไปได้ เพราะฉะนั้น ลูกจงใส่ใจในคนที่รักดี มุ่งมั่นจะเป็นคนดี ลูกจงให้ความช่วยเหลือสนับสนุน ให้กำลังใจ ประคับประคองเพื่อให้เขาเป็นคนดีพร้อมให้ได้ แม้เขาจะถูกผู้คนปรักปรำ ก็จงช่วยชี้แจงปกป้อง และยอมรับข้อปรักปรำนั้นว่าลูกก็มีส่วนผิดอยู่ด้วย เพื่อผอ่นคลายความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับตัวเขาจนกว่าเขาจะยืนอยู่บนขาของเขาเองได้แล้ว ก็นับว่าลูกได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว
คนดีคนเลวนั้น มักจะคบหากันไม่ได้ คนดีย่อมคบกับคนดี คนชั่วก็ชอบมั่วสุมกับคนชั่ว คนชั่วมักเกลียดชังคนดี ยิ่งในชนบทที่ห่างไกลความเจริญด้วยแล้ว คนชั่วมีมากกว่าคนดี ชอบช่มเหงคนดีอยู่เสมอ จนตั้งตัวไม่ติดคนดีมักจะเป็นคนตรงและไม่กลัวตาย ไม่ชอบการแต่งตัวที่หรูหราไม่ชอบมีความเป็นอยู่ที่ฟุ่มเฟือย จึงมักตกเป็นขี้ปากคนชั่วที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์คนผิดๆ เพราะฉะนั้น เมื่อลูกพบเห็นเหตุกาณ์วิจารณ์เช่นนี้ ก็จงช่วยปกป้องคนดี และช่วยชี้ทางให้คนชั่วกลับใจเป็นคนดีเสีย นี่เป็นมหากุศลที่ลูกจะต้องทำให้ได้
ข้อ 4. ชี้ทางให้ผู้อื่นทำความดีนั้นอย่างไร เกิดมาเป็นมนุษย์ ทุกคนย่อมมีศีลธรรมประจำใจอยู่บ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ที่จะไม่มีเลยนั้นคงหายาก นอกจากมนุษย์จะมัวสาละวนอยู่กับการแสวงหาลาภยศเงินทองชื่อเสียง โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ทำให้ต้องตกอยู่ในความหายนะ ถ้าลูกพบคนเช่นนี้ ลูกจงพยายามช่วยเขา ฉุดเขาให้พ้นจากความหายนะให้จงได้ ดุจคนฝันร้าย ลูกปลุกเขาให้ตื่นจากความฝัน ให้ความรู้ความคิดที่ดีงามแก่เขา เขาก็จะตื่นจากความฝัน ให้ความรู้ความคิดที่ดีงามแก่เขา เขาก็จะตื่นจากฝันร้าย กลายเป็นคนดีได้ เมื่อครั้งราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450) มีขุนนางท่านหนึ่งท่านเขียนหนังสือสอนใจคนได้ดีมากเป็นที่แพร่หลายไปทั่วประเทศจีน ชาวจีนมีความเคารพนับถือท่านมาก เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรมยังได้รับเกียรติยศอันสูงส่งได้รับการสถาปนาจากฮ่องเต้ให้เป็นที่ "เอวิ๋น" เป็นการเชิดชูผลงานอันมีทั้งร้อยแก้วร้อยกรองที่เยี่ยมยอดนั่งเอง ชาวบ้านพากันเรียกท่านว่า "หานเอวิ๋นกง" ท่านเคยกล่าวไว้ว่า การตักเตือนผู้อื่นด้วยคำพูดนั้น ไม่ช้าก็จะถูกลืมเลือนไปผู้อยู่ไกลก็ไม่สามารถได้ยินคำเตือนนั้นได้ หากบันทึกไว้ผู้อยู่ไกลก็ไม่สามารถได้ยินคำเตือนนั้นได้ หากบันทึกไว้เป็นหนังสือแม้สักร้อยชั่วคน คำสอนนั้นก็ยังคงอยู่สามารถแพร่ไปไกลกว่าพันลี้หมื่นลี้เสียอีก ข้อที่หนึ่ง พ่อได้ยกตัวอย่างให้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการทำตนเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น นานวันเข้าก็จะมีคนตามอย่างโดยไม่รู้ตัวส่วนข้อนี้พ่อขอยกตัวอย่างให้ใช้คำพูด ใช้หนังสือเป็นตัวอย่าง ลูกก็จะต้องใช้ให้เหมาะสมมิฉะนั้นก็จะไม่ได้ผลเลย ดุจดั่งคนป่วย ถ้าได้ยาตรงกับโรค ก็จะหายวันหายคืน เหมือนคนที่มีนิสัยแข็งกระด้าง ถ้าเราใช้คำพูดตักเตือน เขาจะไม่เชื่อโดยง่าย พูดไปก็เสียเวลาเปล่า ถ้าเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยน การตักเตือนด้วยคำพูดมักจะได้ผล ลูกไม่ควรพลาดโอกาสอันดีนี้เสีย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลูกต้องดูคนเป็นต้องอ่านนิสัยได้ถูกต้อง แล้วจึงจะวินิจฉัยได้ว่า คนเช่นไรสมควรตักเตือนด้วยคำพูด คนเช่นไรสมควรให้เขาอ่านหนังสือเพื่อแก้ไขตัวเขาเอง
ข้อ 5. จะช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในความคับขันได้อย่างไร เคราะห์กรรมย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่ากับใครๆ หากลูกพบเห็นคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ลูกจะต้องเข้าช่วยเหลือให้ทันท่วงที และจะต้องช่วยแก้ไขสถานการณ์ด้วยสติปัญญาของลูกอย่างรอบคอบ เพื่อให้การช่วยนั้นประสบความสำเร็จ ท่านชุยจื่อซึ่งเป็นขุนนางในราชวงศ์หมิง ในปลายสมัยพระเจ้าเซี่ยวจงฮ่องเต้ (พ.ศ. 2031-2048) ท่านกล่าวไว้ว่า การช่วยเหลือนั้น ไม่ควรคำนึงว่า จะได้บุญได้คุณสักเพียงไร ขอให้ช่วยให้ได้ทันท่วงทีจึงจะควร ช่างเป็นคำพูดที่เปี่ยมได้ด้วยเมตตาการุณย์เสี่ยนี่กระไร
ข้อที่ 6. กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างไร ไม่ว่าลูกจะอยู่ในชนบทเล็กๆ หรือในเมืองใหญ่ๆ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สุขของส่วนรวมแล้วลูกจะต้องไม่ท้อถอยในการเป็นอาสาสมัคร เช่น ขุดคูส่งน้ำ เพื่อไว้ใช้ในนายามหน้าแล้ง หรือสร้างทำนบเพื่อป้องกันน้ำท่วม หรือซ่อมสะพานที่ชำรุด เพื่อให้การสัญจรไปมาสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นหรือให้ทานอาหารแก่คนอดอยาก หรือให้น้ำแก่คนกระหายแล้วลูกก็ควรชักชวนชาวบ้าน ให้ร่วมแรงร่วมใจกันกระทำความดีร่วมกัน ใครมีเงินก็ออกเงิน ใครมีแรงก็ออกแรง ผนึกกำลังให้เข้มแข็ง จะได้ช่วยเหลือคนได้มากขึ้น หากใครมาว่าร้ายลูก ก็จงอย่าใส่ใจ ถ้าเราทำดีโ่ดยสุจริตแล้ว ใครๆ ก็ย่อมเข้าใจ และช่วยป้องกันลูกเสียอีก ลูกจงอย่าท้อถอยไม่ว่าจะประสบอุปสรรคใดๆ ก็อย่าได้วางมือเป็นอันขาด
ข้อ 7. ไม่ทำตนเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ หมั่นบริจาคอย่างไร คำสอนในพระพุทธศาสนานั้นมากมาย พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำให้รู้จักให้ทานเสียก่อน การให้คือการเสียสละ ท่านที่บรรลุธรรมแล้ว ท่านเสียสละได้หมด ทั้งอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธัมมารมณ์) ก็สิ่งที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นชีวิตท่านยังเสียสละได้ เรื่องทรัพย์สินเงินทองของนอกกาย ไฉนจักเสียสละไม่ได้ ถ้าเราสามารถเสียสละได้ทุกอย่างเช่นนี้แล้ว เราก็จะรู้สึกว่า เรามิได้แบกภาระอันใดไว้ ทำให้จิตใจปลอดโปร่งไม่ห่วงหน้ากังวลหลัง ใครทำของเราเสีย ใครขโมยของเราไปก็ไม่เดือดร้อนเลยแม้แต่นิด เพราะเราเสียสละได้หมดจริงๆ ผู้ที่ไม่สามารถเสียสละได้ทั้งหมด ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการให้ทานบริจาคทรัพย์เสียก่อน คนในโลกนี้เห็นว่าปัจจัยสี่นั้นเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต และเงินเท่านั้นที่จะบันดาลให้ได้มาซึ่งปัจจัยสี่เพราะฉะนั้น คนส่วนมากจึงให้ความสำคัญแก่เงินเท่าชีวิตหาได้คิดสักนิดไม่ว่า หากยังมีลมหายใจก็ดีอยู่หรอก ถ้าหมดลมเมื่อใด มีใครเคยเอาอะไรติดตัวไปได้บ้าง ผู้ที่รักเงินยิ่งชีวิต จึงควรฝึกตนให้รู้จักการบริคาคทรัพย์ให้ทานเสียบ้าง ใหม่ๆ ก็จะเกิดความเสียดาย เพราะคนรักเงินยิ่งชีวิตมักเป็นคนตระหนี่ ใจคอคับแคบ แต่ถ้าหมั่นบริจาคก็จะเกิดเป็นนิสัยอันดีงามขึ้น สามารถบริจาคได้มากขึ้น และไม่นึกเสียดายดังแต่แรก
ข้อ 8. ธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมได้อย่างไร ธรรมะคือประทีปที่ส่องวิถีทางแห่งชีวิต เมื่อหนทางข้างหน้าสว่างไสว ชีวิตย่อมดำเนินไปตามทิศทางอันถูกต้องดุจดั่งคนที่มีนัยน์ตาดี ย่อมสามารถเลือกทางเดินที่สะดวกที่สุดและดีที่สุดได้ โบราณท่านจึงว่า ธรรมะคือการธำรงไว้ซึ่งฟ้าดินและมนุษย์ ให้เกิดความสมดุลผสมผสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะขาดไปแล้วแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็หามิได้ ต้องเป็นปัจจัยอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดสรรพสิ่งด้วยธรรมะ ธรรมะทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์มีอิสระเสรีที่จะอยู่ในโลกต่อไปก็ได้ จะไปให้พ้นโลกเสียก็ได้ ฉะนั้น เมื่อลูกเห็นศาลที่บูชานักปราชญ์ราชบัณฑิต หรือเห็นคัมภีร์โบราณที่เป็นธรรมะอันสูงส่ง ลูกจะต้องถนอมด้วยความเคารพ หากมีสิ่งขาดตกบกพร่อง ลูกจะต้องซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม เพื่อเป็นประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป ลูกจะต้องสอนให้ผู้อื่นรู้จักธรรมะ จึงจะเรียกว่าเป็นพุทธศาสนิกที่รู้ซึ้งในพระกรุณาคุณ พระปัญญาคุณ และ พระบริสุทธิ์คุณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าลูกทำได้เช่นนี้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้พระคุณของพระผู้มีพระภาคอย่างแท้จริง และได้ถวายความกตัญญูกตเวทีแต่พระองค์อย่างถูกต้องแล้ว
ข้อ 9. เคารพผู้มีอาวุโสกว่าอย่างไร ในครอบครัว ย่อมมีบิดามารดา พี่ชายพี่สาว ที่มีอาวุโสกว่าเรา เราต้องเคารพรักรู้จักปรนนิบัติเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุข ให้ความสุขความสำราญแก่ท่าน ให้ความสนิทสนมกลมเกลียว ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน พูดจากันด้วยวาจาอันไพเราะ นานไปก็จะเป็นผู้มีนิสัยอันดีงาม
ในประเทศ ย่อมมีฮ่องเต้เป็นประมุข ที่เราจะต้องแสดงความจงรักภักดี รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตรักษากฎหมายิ่งกว่าชีวิตของลูกเอง อย่าอวดดีทำผิดโดยคิดว่าพระองค์จะไม่ทรงทราบ การลงโทษคนโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย ก็อย่าเมาอำนาจจนตัดสินโทษด้วยอารมณ์ อย่านึกว่าพระองค์ไม่ทรงทราบ แล้วทำไปด้วยความลำพองใจ โบราณท่านว่าการรับใช้ฮ่องเต้ก็คือการับใช้สวรรค์ สวรรค์ย่อมประทานความเจริญความสุขสมบูรณ์ให้ ถ้าลูกทำดีพอ
ข้อ 10. รักชีวิตผู้อื่นดุจรักชีวิตตนเองอย่างไร มนุษย์จักทรงความเป็นมนุษย์อยู่ได้ ก็ด้วยจิตที่มีเมตตากรุณา การเอาชนะสิ่งที่ยากที่สุดคือใจของตนเอง ต้องเริ่มปลูกฝังจิตให้มีเมตตากรุณาก่อน การสั่งสมคุณธรรมใดๆ ก็ต้องเริ่มที่จิตอันกอปรด้วยเมตตากรุณาเช่นกัน ในสมัยราชวงศ์โจวนั้น (ก่อน ค.ศ. 1100 - ก่อน ค.ศ. 771) ท่านโจวกงซึ่งเป็นไจเสี่ยงของพระเจ้าเฉิงอ๋อง ได้แต่งหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งให้ชื่อว่า โจวหลี่ อันเป็นต้นตำรับที่ราชวงศ์ต่อๆ มา ถือเป็นแบบฉบับว่าด้วยการบริหารประเทศ หน้าที่ความรับผิดชอบของข้าราชการกฎหมายและจารีตประเพณี รวมทั้งพิธีกรรมต่างๆ มีอยู่ข้อหนึ่งทีทท่านกำหนดไว้ว่า เดือนแรกของปี เป็นเวลาที่พืชพันธุ์ธัญญาหารมีโอกาสเจริญเติบโต ง่ายแก่การตั้งครรภ์ของสรรพสัตว์ ฉะนั้น การเซ่นสรวงบูชาในเดือนนี้ จึงห้ามฆ่าสัตว์ตัวเมีย เพราะเกรงว่าอาจจะกำลังตั้งครรภ์อยู่ นี่ก็เป็นความเมตตากรุณาของท่านโจวกง ท่านนักปราชญ์เมิ่งจื่อได้กล่าวไว้ว่า ผู้ดีย่อมอยู่ห่างไกลจากโรงครัวที่มีการฆ่าสัตว์ เพราะเพียงแต่ได้ยินเสียงผู้อื่นฆ่าสัตว์ ก็ทำให้จิตใจหดหู่เศร้าหมองได้ ท่านผู้ใหญ่แต่กาลก่อน จึงไม่ยอมบริโภคเนื้อสัตว์สี่ประเภท คือ
1. สัตว์ที่ได้ยินเสียงเขาฆ่า 2. สัตว์ที่เห็นเขากำลังฆ่า 3. สัตว์ที่เลี้ยงอยู่เอง 4. สัตว์ที่เขาจงใจฆ่าเพื่อให้เราบริโภค
ลูกเห็นใครที่ไม่อยากบริโภคเนื้อสัตว์ แต่ยังทำไม่ได้ทันที ก็จงแนะนำเขาให้เริ่มไม่แตะต้องเนื้อสัตว์สี่ประเภทนี้ให้ได้เสียก่อน
เริ่มฝึกเสียแต่เดี๋ยวนี้ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมย่อมติดตามมา เมื่อกระแสจิตได้ถูกฝึกฝนให้เจริญด้วยเมตตาธรรมและกรุราธรรมแล้วไซร้ ก็จะไม่นึกอยากฆ่าสัตว์ สัตว์ทั้งมวลล้วนมีชีวิตจิตใจเช่นเราเหมือนกัน การนำตัวไหมลงไปต้มในน้ำร้อนๆ เพื่อทำเครื่องนุ่งห่มที่นิยมกันว่าสวยงามมีค่ามากที่แท้เป็นบาปกรรมโดยไม่รู้ตัว ความจริงผ้าไหมมิใช่เป็นสิ่งจำเป็นสหรับชีวิตมนุษย์ เราน่าจะใช้ผ้าฝ้ายที่ไม่ต้องเบียดเบียนสัตว์จะมิดีกว่าหรือ แม้กระทั่งการถางดินฆ่าหนอน ก็ล้วนแต่เป็นบาปกรรมทั้งสิ้น ดูดูมนุษย์เกือบทั้งหมด ล้วนแต่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นเพื่อความมีชีวิตของตนเอง ต้องทำปาณาติบาตอยู่ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งมือที่ตบยุงบี้มดเท้าที่เหยียบลงไปบนตัวสัตว์โดยไม่เจตนา ก็ไม่รู้ตัวว่าวันหนึ่งๆ ได้ทำไปกี่ครั้ง ลูกจงระวังให้ดี ป้องกันให้ได้นอกจากจะสุดวิสัยจริงๆ มีโคลงโบราณอยู่บทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ประทับใจพ่อจนบัดนี้ ท่านว่าไว้ว่า เพราะรักหนูจึงเก็บข้าวไว้ให้กิน เพราะสงสารแมลงจึงไม่จุดตะเกียงในยามค่ำคืน ดูเถิดว่า คนโบราณนั้น ท่านมีเมตตากรุณาเพียงไร
การทำความดีนั้นไม่มีที่สิ้นสุด อธิบายเท่าไรก็คงไม่หมด จงถือหลักสิบประการนี้แล้วลูกก็จะแผ่ขยายการทำดีให้กว้างขวางออกไปเอง การสั่งสมคุณธรรมให้ครบหนึ่งหมื่นครั้ง ก็จะอยู่เพียงแค่เอื้อม
**************************************
กลับไปข้างบนโปรดคลิก