คำนำ หนังสือ พระในบ้าน ฉบับนี้ มีความสำคัญต่อท่านผู้อ่านทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะหมายถึง พ่อแม่ผู้ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับพวกเรามากที่สุด เป็นผู้ให้กำเนิดชีวิต ให้ที่อยู่อาศัย และเลี้ยงดูพวกเราจนเติบใหญ่ พระพุทธเจ้าทรงถือว่า พ่อแม่เป็นพระของลูกที่ลูกๆ ทุกคนจะได้เคารพกราบไหว้ท่านเป็นประจำ เมื่อทุกท่านได้อ่าน พระในบ้าน จนจบเล่ม ท่านจะรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของผู้เป็นพ่อและแม่อย่างที่สุด ท่านผู้อ่านที่ยังไม่เคยเป็นพ่อเป็นแม่นั้น อาจยังไม่ทราบว่าพ่อแม่รักลูกเพียงใด ลูกที่ดีต้องกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ ต้องไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจผิดหวัง หมั่นดูแลเอาใจใส่ท่านทั้งสองให้มาก กลับจากนอกบ้านก็ควรซื้อสิ่งของมาฝากท่านบ้าง ไม่ควรปล่อยให้ท่าน อยู่อย่างเดียวดาย หากลูกคนใดประพฤติตัวดี ทำให้พ่อแม่ปลาบปลื้ม และภูมิใจนำพาชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกุล ลูกผู้นั้นก็ได้ชื่อว่า ลูกกตัญญู คนโบราณได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่กตัญญูพ่อแม่นั้น ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ แต่หากลูกคนใดทำให้พ่อแม่ต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ ลูกคนนั้นสมควรได้ชื่อว่า ลูกอกตัญญู ดังนั้น เมื่อทุกท่านได้อ่าน พระในบ้าน จบเล่มแล้วจงเร่งรีบไปหาท่านผู้เป็นพ่อแม่ และรีบตอบแทนพระคุณท่านให้มากที่สุดเท่าที่ผู้เป็นลูกพึงกระทำอย่ามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะพวกเราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าท่านจะจากพวกเราไปเมื่อใด หากถึงวันนั้นอาจสายเกินไป จงกตัญญูเมื่อพ่อแม่มีชีวิตอยู่ ดีกว่ามาเซ่นไหว้มากมายเมื่อท่านตายแล้ว กุศลธรรมมูลนิธิได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เมื่อปี พ.ศ. 2543 ยอดพิมพ์ 15,000 เล่ม ได้มีการแจกจ่ายหมดไปในเวลาอันสั้น และก็ท่านผู้ที่อ่านแล้วเรียกร้องต้องการมาขอไปแจกให้ญาติมิตรจำนวนมากจึงได้จัดให้มีการพิมพ์ครั้งที่สอง อีก 12,000 เล่ม หวังว่าจะเป็นประโยชน์แต่ท่านผู้อ่านทุกท่าน นายโสภณ เจริญพิทักษ์ชัย ประธานกรรมการกุศลธรรมมูลนิธิ 12 สิงหาคม 2544 ********************** แม่ คือพระพรหม คือพระผู้ประเสริฐ ลูกขอเทิดบูชา เป็นราศรี แม่ สอนสั่ง ฟูมฟัก ให้รักดี สร้างชีวี ชี้อนาคต ให้งดงาม เปรียบ ร่มโพธิ์ใหญ่ เหนือใจลูก ให้รู้ผิด รู้ถูก ครบองค์สาม ให้คิดดี ทำดี พูดดีตาม ให้พบความ มงคล กุศลธรรม ********************** รักใดเล่า รักแน่ เท่าแม่รัก ผูกสมัคร ลูกมั่น มิหวั่นไหว ห่วงใดเล่า เท่าห่วง ดังดวงใจ ที่แม่ให้ กับลูก อยู่ทุกครา ยามลูกชื่น แม่ขม ตรมหลายเท่า ยามลูกเศร้า แม่โศก วิโยคกว่า ยามลูกหาย แม่ห่วง คอยดวงตา ยามลูกมา แม่หมด ลดห่วงใยฯ *********************** คนเราจะรู้ว่าใครดีไม่ดีก็ต่อเมื่อได้ เห็นน้ำใจกันก่อน น้ำใจย่อมมีค่าสูงและมี พลังมากกว่าน้ำใดๆ ในโลก พระในบ้าน ปรารถนาเหลือเกิน จะได้เห็นน้ำใจจากลูกๆ ที่ท่านอุตส่าห์เลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ แต่ความปรารถนาของพ่อแม่จะสำเร็จ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับน้ำใจของเราผู้เป็นลูกเท่านั้น ************************* ************************* พ่อแม่นั้นอุตส่าห์เลี้ยงเรามาก็เพื่อประสงค์ว่า ยามมีกิจ หวังให้เจ้า เฝ้ารับใช้ ยามป่วยไข้ หวังให้เจ้า เฝ้ารักษา ยามถึงคราว ล่วงลับ ดับชีวา หวังให้เจ้า ปิดตา เวลาตายฯ การเลี้ยงน้ำใจพ่อแม่คือ การทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้ท่านเกิด ความเบิกบานใจ ไม่ทุกข์กังวล เดือดร้อนหรือไม่สบายใจ เพราะการกระทำของเรา เพราะเราเป็นต้นเหตุ ************************* พระในบ้าน โดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9 ราชบัญฑิต) พระ หมายถึงผู้ประเสริฐ ผู้ยอดเยี่ยม เพราะเป็นผู้มีคุณสมบัติดีอยู่ในตัว และประกอบความดีต่อผู้อื่น โดยมิได้มุ่งหวังการตอบแทน ทำด้วยดวงใจอันเปี่ยมล้นด้วยความรักความปรารถนาดีและความสงสารเป็นมูลฐาน หากผู้ใดทำได้ดังนี้ ไม่ว่าผู้นั้นจะครองเพศแบบไหน วัยไหนโลกย่อมแซ่ซ้อง สรรเสริญผู้นั้นว่าเป็น พระ ในสายตาของเขา และพร้อมที่จะยกมือทั้งสองขึ้นไหว้บูชา หรือยอมก้มศีรษะพร้อมทั้งกายหมอบราบกราบกรานด้วยความเต็มใจมิได้ตะขิดตะขวงหรือลังเลสักนิด เพราะมาเห็นว่าผู้นั้น คือเนื้อนาบุญอันหาได้ยากของเขาอย่างแท้จริง ความเป็นพระ อย่างที่ว่ามานั้น มิใช่จะมีเฉพราะกับนักบวชในศาสนาใดศาสนาหนึ่งตามความเข้าใจของคนทั่วไปเท่านั้น ความจริงเราท่านทุกคนต่างก็เคย ประสบพระหรือมีพระผู้ประกอบด้วยคุณความดีดังกล่าวมาแล้วทุกคนและมิได้พบที่ในป่าถ้ำลำเนาเขาหรือแดนบุญสถานนักบวชอื่นใดเลย หากพบกันอยู่ที่บ้าน มีอยู่ในบ้านของเรานั้นเองมิพักต้องไปหาที่อื่นเสียให้ยากเลย เพราะพระดังกล่าวนี้หาได้ในบ้าน จึงเรียกในที่นี้ว่า พระในบ้าน หากจะบอกในตอนต้นนี้เสียเลยว่า พระในบ้าน นั้นคือ พ่อ กับ แม่ ก็คงจะทำให้คลายสงสัยไปได้เปลาะหนึ่งเพราะบางทีอาจเกิดความแคลงใจขึ้นมาเมื่อได้ยินคำนี้เข้า ว่าเหตุใดพระจึงไปอยู่ในบ้าน ดุออกจะขัดๆ หูอยู่ ด้วยตามปกติเรามักจะเห็นพระท่านอยู่แต่ในวัดหรืออยู่ในถ้ำในเขาเท่านั้น แม้หากจะเข้าบ้านบ้างในบางคราว ก็อยู่ชั่วระยะเวลามีกิจเสร็จแล้วท่านจะกลับวัดอย่างเดิม และก็คงไม่มีใครกล้าคัดค้านหรือปฏิเสธว่า พ่อแม่ ไม่ได้เป็น พระ หากว่าผู้นั้นเป็นคนดีมีความคิดและยุติธรรมทั้งมองโลกในแง่ที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เหตุที่ท่านทั้งสองได้นามว่าเป็นพระนั้น เพราะท่านมี ความเป็นพระ คือคุณธรรมความดีอยู่ในตัว และได้ปฏิบัติภารกิจอันเป็นหน้าที่ของตัวอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งในด้านจิตใจก็เปี่ยมล้นด้วยความรัก ความปรารถนาดี และความสงสาร อันเป็นเหตุชักจูงให้ท่านได้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ ยอมเป็น ผู้ให้ อยู่ตลอดมา แน่แล้ว พ่อแม่ คือ พระในบ้าน ตามปกติเรามักจะแสวงหาพระ ไปกราบไว้พระกันตามวัดตามถ้ำ ตามป่า หรือแม้อยู่บนยอดเขาก็ยอมไปกันด้วยความมุ่งมั่นว่าจะเป็นมงคลแก่ตัว แม้จะต้องไปค้างอ้างแรมกัน หรือใช้เวลาเดินทางไปเป็นวันๆ เราก็ยังทนหอบหิ้วสังขารไปจนกระทั่งถึงท่านจนได้ พอได้เห็นท่านได้กราบไหว้บูชาท่านแล้วก็กลับ เท่านี้เกิดความอิ่มเอิบใจหายเหน็ดเหนื่อย โอกาสหน้าก็แวะเวียนไปหาท่านบ่อยๆ เล่าทุกข์สุขให้ท่านฟังให้ท่านช่วยแก้ปัญหาชีวิตซึ่งมันคับอกคับใจให้ เป็นต้น พระนอกบ้าน ที่ว่ามานี้เราไปหาได้ บูชาได้ แลัทำได้บ่อยๆเสียด้วยซ้ำไป แต่ในเราทั้งหลายนี้ จะมีสักกี่คนเล่าที่นึกถึง พระในบ้าน กัน พระในบ้านที่ใจจดใจจ่อรอท่าที่บรรดา ลูก จะมาหามากราบไหว้บูชา หรืออย่างน้อยๆมาให้เห็นหน้าก็ดีใจถมไปแล้ว โดยมากเราต่างก็มักจะเอื้อบำรุงอุดหนุนกันแต่พระนอกบ้าน หรือดั้นด้นไปเช่าพระนอกบ้าน ซึ่งปราศจากลมหายใจเข้ามาไว้ในบ้านด้วยราคาแพงๆ ทำที่ประดิษบานไว้ด้วยห้องหรูๆ ราคาแพงลิบแต่พระในบ้านซึ่งยังมีลทหายใจอยู่ เรากลับปล่อยให้อดอยากปากแห้ง ปล่อยให้ใจแล้งอับเฉา และเศร้าใจอยู่ตามลำพัง เพราะปราศจากน้ำใจลูกๆนั้น อาจยิ่งกว่า ข้าวคอยฝน อย่างที่เราชอบเปรียบกันเสียอีก ท่านคงจะมิใช่เป็นผู้หนึ่งในจำนวน โดยมาก นั้น! ตำแหน่งพ่อแม่ คนเก่าเล่ากันมาให้รู้ว่า พ่อแม่นั้นมีพระคุณมหาศาลยากที่จะพรรณาให้หมดสิ้นได้ ถึงกับเปรียบเทียบไว้ว่า แม้จะเอาท้องฟ้าอันหาขอบเขตมิได้สมมุติเป้นแผ่นกระดาษ เอายอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นยอดหนึ่งของเขาหิมาลัยสมมุติเป็นปากกา เอาน้ำในมหาสมุทรทุกแห่งในโลกสมมุติเป้นน้ำหมึก จดจารึกพระคุณของท่านทั้งสองว่ามีต่อลูกอย่างนั้นๆ และจารึกว่าท่านได้ทำอย่างไรกับลูกบ้าง จนกระทั่งท้องฟ้าเต็มไปด้วยอักษรจนยอดพระสุเมรุสึกหรอไปจนสิ้น และน้ำในมหาสมุทร ถูกใช้จดจารึกจนแห้งขอดไปเท่านี้ก็ยังจดพรรณนาพระคุณของพ่อแม่ได้ไม่หมดสิ้น และการที่จะทดแทนพระคุณของท่านทั้งสองให้หมดสิ้นนั้น ก็ยากนักหนาถึงกับยกเปรียบไว้ว่า หากลูกจะยกพ่อไว้บนบ่าซ้าย ยกแม่ไว้บนบ่าขวาของตน ประคับประคองให้ท่านทั้งสองอยู่บนบ่านั้นแหละ ให้ท่านอาบน้ำ ให้ท่านกินท่านนอน และจนกระทั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่บนบ่าของลูกนั้นเองแม้ลูกจะทำอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งพ่อแม่หมดลมหายใจไป ก็ยังไม่อาจจะทดแทนข้าวป้อนน้ำนม และอุปการคุณที่ท่านได้ทำไว้ต่อลูกเลย ตัวอย่างทั้งสองนี้ท่านยกมากล่าวไว้เพื่อแสดงให้เห็นเพียงว่าพระคุณของท่านมีมากมายจนไม่อาจจะทำตอบแทนชดใช้ให้หมดสิ้นไปด้วยการกระทำเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นครั้งคราวเท่านั้น มิใช่จะหมายความว่า จะต้องให้ลูกทำใหญ่โต ปานดังเปรียบตามที่บางคนเข้าใจแล้วเอะอะโวยวายเอาว่า ใครกันจะสามารถยกเขาพระสุเมรุมาเขียน และลูกคนใดเล่า จะแบกพ่อแบกแม่ไว้ได้เป็นสิบเป็นร้อยปี หรือพ่อแม่คนใดเล่าจะทนทุกข์ทรมานกินนอนบนบ่าลูกได้ไม่รำคาญ ไม่สงสารลูกบ้างหรืออย่างไรกัน อะไรทำนองนี้ เรื่องนี้ต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของคนเล่า เพราะคำเปรียบก็ต้องเป็นคำเปรียบ อยู่วันยังค่ำ คือ ต้องนึกเอาไปเปรียบอย่างนี้จะถือเป็นจริงจังใหญ่โตอย่างนั้นไม่ได้ ต้องตีความหมายหรือเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้คิดเปรียบเท่านั้น เพราะเหตุใดหรือท่านจึงเปรียบพ่อแม่หรือ พระในบ้าน เสียใหญ่โตปานนั้น ก็เพราะท่านเป็น บุพการีชน คือ ผู้ทำให้ก่อนได้สะสมบุญคุณแก่ลูกมาตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์จนกระทั่งตายจากกันไป หรือกระทั่งทำให้ไม่ไหว อันนับกันว่าเป็นบุคคล ที่หาได้ยากนัก เพราะตามปกติคนเรามักจะมีความเห็นแก่ตัวใจไม่กว้างพอที่จะยอมเสียสละเอื้ออารีต่อผู้อื่น แต่พ่อแม่ท่านทำได้และทำได้อย่างดีเสียด้วย และเป็นบุญวาสนาของลูกอย่างหนึ่งคือ ลูกเป็น ผู้รับ ความรักความปรารถนาดี และความเอื้อเฟื้อที่พ่อแม่ ให้ นั้นทั้งหมด ด้วยเหตุดังกล่าวมานี่เอง ตำแหน่ง พระในบ้าน จึงเป็นตำแหน่งที่สมควรอย่างยิ่งแล้วสำหรับเป็นของขวัญอันบริสุทธิ์ จะมีใครเหมาะกับตำแหน่ง พระ เท่าพ่อแม่อีกเล่า และพ่อแม่นั้น ยังเป็นพระยิ่งกว่าพระใดๆ ในโลก ประเสริฐกว่าพระใดๆ ในโลกเท่าที่ลูกจะพึงมีและพึงหาได้ ทั้งนี้ เพราะพ่อแม่เป็นศูนย์รวมความเป็น พระ ไว้ในตัวมากมาย คือ เป็นหลายพระนั่นเอง ตำแหน่งพระของพ่อแม่คือ - พ่อแม่เป็นพระพรหม - พ่อแม่เป็นพระเทพ - พ่อแม่เป็นพระอาจารย์ - พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ พ่อแม่เป็นพระพรหม พระพรหม ตามความรู้สึกของเราทั่วไปก็คือพระเจ้า ผู้สร้างโลกตามคติของศาสนาพราหมณ์ ส่วนตามคติของศาสนาพุทธ พระพรหมก็คือผู้ประกอบด้วยรูปฌาน หรืออรูปฌาน แล้วจุติจากอัตภาพมนุษย์ไปเกิดเป็นพรหมมีที่อยู่ของ ตัวเองเป็นสัดส่วนเรียกว่า พรหมโลก แต่ความหมายที่แท้จริงที่เรียกว่า พรหมวิหารธรรม ครบถ้วนบริบูรณ์คือ หมายถึง คนเราธรรมดาๆนี้เองจะอยู่ในวัยไหนมีเพศพรรณ หรือตระกูลใดก็แล้วแต่ มีสิทธิที่จะเป็นพรหมด้วยกันทั้งนั้น และเป็นได้ทั้งๆที่อยู่ในโลกอลู่รวมกับชาวโลกอื่นๆนี่แหละ เพียงแต่มีข้อแม้ว่าต้องมรพรหมวิหารธรรมครบถ้วนเท่านั้น อันพรหมวิหารธรรมนั้นมี 4 ประการคือ 1. เมตตา ความจริงใจ ความรัก ความปราถนาดีต่อผู้อื่น ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ดูได้จากสีหน้าที่บ่งบอกคือ ยิ้มแย้มแจ่มใส และดูจากการกระทำที่มุ่งหวังให้ผู้อื่นดีๆยิ่งขึ้นไป 2. กรุณา ความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ ต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ยามผู้อื่นมีความลำบากก็ทนอยู่ไม่ได้ต้องแสดงออกมาด้วยการเข้าช่วยเหลือเจือจุนด้วยความเต็มใจเสมอ ในทำนองสุขก็สุขด้วย ทุกข์ก็ทุกข์ด้วย นั่นเทียว 3. มุทิตา ความชื่นชมยินดีในความสำเร็จสมหวังของผู้อื่น ไม่แสดงความอิจฉาริษยาด้วยการทนดูทนเห็นคนที่เขาได้ดีกว่าตัวไม่ได้ ดูได้จากการไปแสดงไมตรีจิตต่อบุคคลอื่น หรือชื่นชมต่อความสำเร็จของผู้อื่นโดยไม่ต้องบังคับใจ 4. อุเบกขา ความวางเฉยในเมื่อไม่อาจจะช่วยเหลือเขาได้ ไม่ทับถมซ้ำเติมเมื่อผู้อื่นผิดพลาดหรือได้รับความวิบัติไม่แสดงอาการสมน้ำหน้าเมื่อเขาพลาด เป็นต้น ผู้ใดมีคุณธรรม 4 ประการนี้ในหัวใจและแสดงออกมาให้ปรากฎได้ ผู้นั้นท่านเรียกว่า พรหม ทั้งนั้น พ่อแม่หรือพระในบ้านของเราเป็นบุคคลแรกที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมทั้งหมดนี้ โดยเฉพาะมีต่อเราผู้เป็นลูกท่านทั้งคู่จึงควรจะได้รับการขนานนามว่าเป็น พระพรหม ของลูกอย่างแท้จริง คุณธรรมนี้มีประจำอยู่ในจิตใจของพ่อแม่ แต่ท่านได้แสดงออกไม่พร้อมกันทีเดียวโดยมากก็แสดงออกทั้งหมดแต่ต่างกรรมต่างวาระกัน แต่เพราะท่านแสดงออกบ่อยครั้ง จนบางทีลูกๆ เกิดความรู้สึกเคยชินจนมองข้ามความสำคัญหรือไม่เห็นความสำคัญไปเสีย แล้วมาบ่นว่าท่านไม่เห็นมีอย่างที่ว่ามาสักหน่อยเลย ลองทบทวนดูให้ละเอียดดูเถิดจะเห็นได้ชัด มีปริศนาอันหนึ่งที่คนเก่าเขาทำไว้ จะเพื่อสอนใจคนรุ่นหลัง หรือให้คนรุ่งหลังคิด เพื่อทดสอบปัญญาก็ไม่ทราบได้คือเวลาท่านเขียนหรือปั้นภาพเป็นรูป พระพรหม ท่านจะทำให้พระพรหมมี 4 หน้าทุกครั้งไป ที่ว่าเป็นปริศนานั้นก็เพราะเหตุใดท่านจึงทำเป็นรูปพรหม 4 หน้า จะทำหน้าเดียวเหมือนเทวดาพวกอื่นๆ มิได้หรือข้อนี้ต้องมีความหมายแน่ๆ และท่านก็ตีความและเล่าต่อกันมาเรื่อยๆ คือที่ทำเป็น 4 หน้านั้นเพราะว่าผู้จะเป็นพรหมนั้นต้องแสดงได้ 4 หน้า หรือต้องแสดงสีหน้าได้ 4 สีหน้า คือสีหน้าเมตตา สีหน้า กรุณา สีหน้ามุทิตา และสีหน้าอุเบกขา แสดงได้เพียงสีหน้าเดียว ยังไม่เป็นพรหมแท้ ข้อนี้ก็น่าคิดอยู่ แต่ความหมายดังกล่าวมานี้ดูชักจะลางเลือนไปทุกขณะแล้วเวลานี้ เพราะว่าเรามักจะคิดตีความ พระพรหม ว่าเป็นเทพเจ้าพวกหนึ่งที่อยู่บนสวรรค์ไปเสียทำให้มองข้ามพระพรหมที่แท้จริงคือพ่อแม่ไป พอมองข้ามก็เลยมองไม่เห็น เมื่อไม่เห็นก็ไม่รู้ความสำคัญของพระพรหมในบ้าน พระพรหมในบ้านก็เลยเกือบจะ หรือหมดความหมายไปด้วยประการฉะนี้ คนที่โบราณท่านเขียนหรือปั้นพระพรหม 4 หน้าไว้นั้น ท่านคงไม่ได้หมายถึงเทพเจ้าหรือผู้วิเศษที่ไหนท่านคงจะบอกให้ทราบถึงพระพรหมจริงๆ ของมนุษย์ และมีอยู่ในโลกที่เราเห็นๆ กันอยู่ คือ พ่อแม่นี้เอง เพราะผู้จะแสดงสีหน้าได้ครบทั้ง 4 นี้ได้ ก็เห็นมีแต่พ่อกับแม่เท่านั้นที่แสดงได้คล่อง และไม่ต้องบังคับใจเท่าไรนักท่านแสดงออกในโอกาสต่างๆ กัน มากบ้าง น้อยบ้างตามเหตุการณ์ บางครั้งท่านก็นำหน้าเมตตาออกมาแสดง บางคราวก็นำหน้ามุทิตาออกอวด บางขณะท่านก็ทำทีตีสีหน้าอุเบกขาวางเฉยเสีย นานๆ จึงจะแสดง หน้าพิเศษ หรือ หน้าจริง สักครั้งหนึ่ง หน้าที่ว่านั้นคือ หน้ายักษ์ นั่นไง แต่หน้านี้ถือเป็นหน้าประจำไม่ได้ เพราะนานๆ จึงจะได้เห็นกันสักครั้ง! เรามีพระพรหมนั่งอยู่ที่บ้านตั้ง 2 องค์ ลองๆ สังเกตสีหน้าท่านบ้างเป็นไร หรือเมื่อท่านเป็นพระพรหมของลูกๆ อยู่ก็ลองนึกย้อนหลังดูทีหรือว่าเคยแสดงหน้าไหนให้ลูกเห็นบ่อยๆ หรือเคยแสดง หน้าพิเศษ ให้ลูกเห็นบ้างไหม? พรหมลิขิต มีคำกล่าวและเชื่อถือกันมาแต่โบราณแล้วว่าทุกคนเกิดมาตามอำนาจ พรหมลิขิต ชีวิตจะดีจะเลวหรือสมหวังผิดหวังอย่างไร แล้วแต่พระพรหมท่านจะลิขิตให้เป็นไป เราจะไปฝืนพระพรหมท่านไม่ได้ เพราะท่านขีดให้เราเดินมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกเลยทีเดียว เพราะเชื่อถือหรือกระพือข่าวบอกเล่ากันสืบๆ มา คำนี้ก็เลยติดปากคนทั่วไปและทำทีว่าจะยึดถือกันเป็นจริงเป็นจังเสียด้วยซ้ำ แม้ในดงผ้าเหลืองเอง ความคิดความยึดถือเช่นนี้ก็ยังระบาดเข้าไปถึง! เพราะเชื่อและถือกันมาอย่างนี้ ทุกคนจึงฝากชีวิตไว้กับความปรานีของ พระพรหม ผู้เป็นเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ตามที่เชื่อถือกันแล้วแต่ท่านจะลิขิตชีวิตให้เป็นไป จนถึงกับมีการติดสินบนเทพเจ้าองค์นี้กันให้เกลื่อนไป ถึงกับยอมลงทุนบวงสรวงอ้อนวอนด้วยเครื่องบัตรพลีนานัปการ สรรหาแต่ละสิ่งละอย่างมาเสนอให้เพื่อให้ถูกใจท่าน โดยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านจะชอบหรือไม่ ก็ต้องเอาใจท่านกันไปจนกว่าจะเดาไม่ไหวหรือจนกว่าจะมี คนกลาง มาช่วยเดาให้อีกที ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ท่านโปรดปรานประทานเมตตาลิขิตชีวิตให้ดีกว่าที่เป็นอยู่แม้จะสักนิดก็ยังดีที่มีทุกข์ก็อ้อนวอนให้พ้นทุกข์ ที่มีโรคก็อ้อนวอนให้หมดโรค ที่มีภัยก็อ้อนวอนให้พ้นภัย จะเสียเครื่องบัตรพลีเท่าไรเป็นไม่อั้นขออย่างเดียวให้ท่าน กลับลิขิตเดิม ของท่านเท่านั้น จะว่ามนุษย์เราชอบไปชวนพระพรหมท่านให้ คอรัปชั่น คำลิขิตของท่านเอง ก็คงจะได้กระมัง พระพรหมท่านก็ดีเหลือใจ ทั้งที่รู้ทั้งเห็นก็ไม่เคยห้ามปรามไม่เคยออกปากสักทีว่าสิ่งที่มนุษย์สรรมากองไว้เป็นเครื่องบวงสรวงนั้น จะทรงโปรดหรือไม่ทรงโปรดประการใดยอมรับเอาทั้งนั้น ไม่ว่าของนั้นจะดีหรือไม่ดี ไม่ว่าจะของสดของแห้งอย่างไรแต่ท่านจะ คอรัปชั่น ตัวเองหรือไม่นั้นยังพิสูจน์กันไม่ได้ แต่ก็พอมีอยู่บ้างหรอกที่สมหวังกันหลังจากอ้อนวอนขอกัน ก็คงจะบังเอิญมากกว่ากระมัง เพราะถ้าไม่บังเอิญแล้วก็จะกลายเป็นว่า พระพรหมท่านก็ชอบ สินบน เหมือนกัน! ความจริงยกเอาเรื่องนี้มาเขียน มิใช่จะตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับพระพรหม (ความจริงน่าจะว่ากับลูกศิษย์พระพรหมมากกว่า) หรือมิใช่จะว่ากระทบพระพรหมท่านหรอก เพียงแต่อยากฝากไว้ให้คิดเป็นการบ้านเท่านั้น แม้จะนำไปคิดเป็นการวัดบ้างก็ไม่เสียหายอย่างไร คือ คำว่า พรหมลิขิต ที่คนโบราณท่านว่าไว้น่าจะไม่ใช่ หมายถึง พระพรหม ดังที่เราทั่งไปเข้าใจกันเสียแล้วเพราะหากว่าพระพรหมท่านมีคุณธรรมสูงส่งเป็นเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์อาจดลบันดาลให้ใครดีใครชั่วได้แล้วไซร์ใยท่านจึงไม่ลิขิตชีวิตคนทุกคนให้เป็นคนดี คนรวย มีฐานะมั่งคั่ง มีรูปร่างสมประกอบไม่มีโรคมีอายุยืน และให้มีรูปร่างสวยงามโดยไม่ต้องมาเสริมกันในภายหลังเล่า แต่นี่คนเรากลับแตกต่างกันอย่างมากมายทั้งรูปร่าง ฐานะและความเป็นอยู่ ที่สุขก็สุขเหลือล้น ที่จนก็จนเหลือแสน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ หรือ พระพรหมเกเร ก็มีเหมือนกัน จึงได้เที่ยวแกล้งลิขิต ชีวิตคนให้เปรอะไปหมด เมื่อไม่ใช่พระพรหมเช่นว่าแล้ว จะเป็นพระพรหมที่ไน ท่านคงมองออกลางๆ แล้วว่าผู้ลิขิตชีวิตคนให้ดีเลวแตกต่างกันแท้จริงนั้นได้แก่ พรหมในบ้าน คือพ่อแม่นี้เองเพราะพรหมในบ้านนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพรหมเฉยๆ โดยไม่ปรากฎหน้าก็มีเป็นพรหมที่ดีบริสุทธิ์ก็มี พรหมเกเรก็มี พรหมเหล่านี้แหละที่มีอิทธิพลต่อชีวิตคน โดยเฉพาะชีวิตของลูก เรียกว่าเป็น พระพรหม ของใครของมัน ลิขิตชีวิตลูกใครลูกมัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกันมากนักว่างั้นเถอะเพราะพ่อแม่นั้นมีส่วนได้ดีได้เสียของลูกอย่างเหลือคณนาจะดีก็เพราะพ่อแม่จะเสียก็เพราะพ่อแม่ สุดแล้วแต่พ่อแม่จะลิขิตอนาคตของลูกฝากไว้กับ ประกาศิต ของพ่อแม่เท่านั้น ขอให้มองด้วยใจเป็นธรรจะเห็นจริง อย่าได้ไปโทษเด็กฝ่ายเดียวว่าไม่รักดีเลย ชีวิตของเราฝากไว้กับการตัดสินใจของพ่อแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มาทีเดียว พอเราเกิดมาในท้องท่านแล้ว หากแม่เกิดความไม่พอใจขึ้นมาโดยคิดว่าเราเป็น ส่วนเกิน หรือเป็น มารหัวขน แล้วลิขิตว่า เอามันออกเสีย เท่านี้ก็หมดหวังที่จะได้ลืมตามองโลก หรือพอคลอดออกมาแล้วพ่อลิขิตว่า ไม่ใช่ลูกฉัน เท่านี้เราก็ขาดพ่อ มีปมด้อยไปตลอดชาติ หรือแม่ลิขิตว่า แม่เลี้ยงเจ้าไม่ได้แล้วลูกเอ๋ย ไปตามยถากรรมเถอะ ลิขิตแล้วนำไปทิ้งตามถนนหนทาง หรือตามกองขยะ หรือตามโรงพยาบาลที่ตนไปคลอดนั่นเอง เท่านี้ก็เพียงพอที่จะให้เราคิดกันได้ว่า เมื่อถูกลิขิตเช่นนี้ลูกจะมีชีวิตรอดอยู่ได้สักกี่ราย หรือรอดแล้วอนาคต จะเป็นเช่นไรไม่รู้ หรือหากเมื่อเราเติบโตแล้วถูกพ่อแม่ลิขิตโดยวิธีไม่เอาใจใส่ ไม่ดูแลเลี้ยงดูให้ดีเท่าที่ควรนักเพียงเลี้ยงให้โตไปวันๆ เท่านั้นก็พอแล้วส่วนความประพฤติปล่อยไปตามเรื่องตามราว ทำให้กลายเป็นอาชญากร ก่ออาชญากรรม เป็นบุคคลที่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม หรือไม่ส่งเสียให้มีการศึกษาเหมือนคนอื่นๆ เท่านี้เราก็แย่แล้ว ใครถูกพ่อแม่ลิขิตมาแล้วอย่างไร โปรดคิดดูเองเถิด หรือใครลิขิตชีวิตลูกไว้อย่างไรลองทบทวนดู ด้วยประการฉะนี้ คนในสังคมซึ่งแตกต่างกันมากมายอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ความเป็นคนี ความเป็นคนไม่ดี ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนเริ่มต้นก็มาจากลิขิตของพ่อแม่ซึ่งเป็นพระพรหมดังกล่าว หาใช่พระพรหมที่เป็นเทพเจ้า ผู้มีอิทธิปาฏิหาริย์อย่างเราเคยเชื่อกันไม่ และก็น่าแปลกอยู่ พระพรหมในบ้านซึ่งมีลมหายใจ ทั้งคู่ซึ่งเคยลิขิตชีวิตตนมา สมควรจะได้รับเครื่องบัตรพลีบูชาอย่างท่วมท้น แต่เรากลับไม่แยแสกันเสียนี่ ปล่อยให้ท่านอดๆ อยากๆ ก็มีถมไป และบางครั้งจะนำเครื่องบัตรพลีไปให้ท่านบ้าง เรากลับเสียดายของเสียอีก ทีนไปบวงสรวงเทพเจ้าที่ท่าน ก็มิได้ต้องการและไม่รู้ไม่ชี้ด้วย เรากลับยอมเสียกันได้ เรื่องนี้ก็แปลกอยู่และจะแปลกต่อไปอีกเท่าไรก็ไม่มีใครบอกได้ถูก **************************** พ่อแม่เป็นพระเทพ ความเชื่อถือของคนโบราณมีว่า โลกนี้มีเทพชื่อนั้นๆ เป็นใหญ่คอยกำกับคุ้มครองมนุษย์ไว้เรียกว่า ท้าวโลกบาล มี 4 ท่าน คือ - ท้าวธตรฐ ประจำทิศตะวันออก - ท้าววิรุฬหก ประจำทิศใต้ - ท้าววิรูปักษ์ ประจำทิศตะวันตก - ท้าวกุเวร ประจำทิศเหนือ ท้าวโลกบาลซึ่งเป็นเทพเจ้าเหล่านี้ทำหน้าที่ปกป้องผองภัยให้ชาวโลกอย่างไร พ่อแม่ก็มีหน้าที่ปกป้องภัยให้แก่เลือดในอกของตนคือลูกอย่างนั้น และท่านก็ทำเช่นนี้มาก่อนใครหมดแม้ท้าวโลกบาลทั้ง 4 นั้นจะเผลอหรือไม่ยอมปกป้องเราก็ตามแต่ พ่อแม่ไม่เคยลืมและไม่เคยละทิ้งท่านปกป้องเราตลอดมา ท่านปกป้องอย่างไร ? ข้อนี้เห็นจะต้องสาธยายกันยาวหน่อย เพราะเป็นเรื่องจริงที่มองเห็นได้ แต่เรื่องจริงนี้แปละที่เรามักจะมองข้ามความสำคัญไปหรือทำเป็นไม่รู้เสียเฉยๆ ก็มี เรื่องปกป้องลูกนี้ พ่อรู้สึกจะทำได้น้อยและไม่ค่อยสนิทนักเหมือนแม่ แม่ทำสิ่งที่ทำได้ยากได้แม่ต้องอดทนอดกลั้นทุกอย่างนับแต่รู้ว่าลูกมาเกิดแล้ว เคยทานเผ็ดก็ต้องงด เคยทานร้อนก็ต้องเว้น กลัวลูกจะลำบาก เคยกระโดดโลดเต้นก็ต้องหยุด กลัวพลาดพลั้งหกล้มไปจนเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง จะทำงานหนักก็กลัวลูกจะทรมานสารพัดจะกลัว คลอดออกมาแล้วยิ่งไม่ให้ ห่างหูห่างตาได้เลย ประคบประหงมยิ่งกว่าไข่ในหินเสียอีก ชนิดที่เรียกว่า ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม นั่นเชียวละ ดึกๆ ดื่นๆ จะง่วง จะเพลีย จะหนาวจะร้อนอย่างไร หากลูกร้องขึ้นมา แม่เป็นต้องสะดุ้งตื่นและรีบดูลูก หาสาเหตุว่าลูกร้องทำไม ลูกพูดไม่ได้สักคำบอกไม่ได้สักนิดว่าเป็นอะไรจึงร้อง แม่ต้องเดาเอาว่าต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วทำไปจนกว่าลูกจะหายร้อง หากยังไม่หายก็ต้องคอยปลอบคอยเอาใจกันอยู่นั้นแล้ว แม้ว่าลูกจะหลับคาอกไปแล้ว แต่แม่ก็ยังหาหลับได้สนิทลงไปไม่ แม่ทำยิ่งกว่านี้ ปกป้องลูกยิ่งกว่านี้ และท่านมานับด้วยสิบปีคือ ตั้งแต่ลูกมี เท้าเท่าฝาหอย อย่างที่พูดกันจริงๆ พอลูกเติบใหญ่มีวัยอันสมควรแล้ว ความต้องการของลูกเพิ่มขึ้นทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น ยามหิวพ่อแม่ก็หามาป้อนยามเจ็บไข้ก็พยายามเยียวยารักษา ยามร้องก็ใช้อ้อมอกและอ้อมแขนนั่นแหละเป็นเครื่องปลอมประโลมให้หายเศร้าโศก คอยเอาตาดูหูใส่ ทั้งในเวลาลูกกิน ยืน เดิน นั่ง นอน เล่น ไม่ว่าลูกจะไปทางไหนเป็นต้องชำเลืองตามองตามเสมอ กลัวลูกจะพลัดตกหกล้ม กลัวเป็นอันตราย กลัวไปเสียทุกอย่าง กว่าจะปกต้องรักษาอวัยวะต่างๆ ของลูกให้อยู่ครบมาได้จนโตนี้ พ่อแม่ต้องเหนื่อยยากเหลือเกินกว่าลูกจะรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ พ่อแม่ลงทุนลงแรงมากเหลือเกิน แล้วอย่างนี้จะไม่สมควรเรียกท่านว่าเป็น พระเทพ ได้อย่างไร แต่ก็ประหลาดใจอยู่เหมือนกัน พ่อแม่น่ะหวงแหนอวัยวะแขนขาของลูก ขนาดจะตีลูกสักแปะก็ต้องคิด กลัวลูกจะเจ็บปกป้องมามิให้มีรอยด่างพร้อย หรือถูกขีดข่วนเป็นบาดแผลในร่างกายของลูก แต่ลูกสิกลับนำอวัยวะร่างกายส่วนนั้นๆ ไปสังเวยหรือรองรับคมมีด คมกระบอง หรือลูกปืนของผู้อื่นโดยง่ายดายเหลือเกิน เวลาพ่อแม่ตีทำไมชอบโวยวายร้องไห้ ให้ลั่นบ้านทีไปถูกตีหรือเตะต่อยมาหน้าตาเขียวปูดทำไมชอบ ทำไมไม่เสียดายอวัยวะที่พ่อแม่อุตส่าห์ปกป้องมา และเลี้ยงดูมาจนเติบโตแข็งแกร่งกันเสียบ้างเลยทำไมจึงเป็นกันอย่างนี้ก็ไม่รู้ น่าประหลาดนัก มิใช่เฉพาะร่างกายเท่านั้นที่พ่อแม่ปกป้องให้ลูก แม้ชื่อเสียงของลูกพ่อแม่ก็คอยป้องกันไว้ให้เสมอกลัวลูกจะเสียชื่อเสียเสียง กลัวลูกจะดีไม่เท่าเขา จะดูได้จากเวลามีใครมาด่ารว่าลูกของตัวว่า ไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ไปทำเสียอย่างนั้นอย่างนี้ หรือมาว่าเสียๆ หายๆ อย่างอื่น พ่อแม่เป็นต้องออกรับแทนลูกก่อนทุกครั้งไป จะปฏิเสธเป็นพัลวันทีเดียวว่าไม่จริงเป็นไปไม่ได้ ลูกตัวไม่เป็นอย่างนั้นแน่ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่ได้สืบสาวราวเรื่องเลยว่าที่ะเขาพูดนะเป็นจริงแค่ไหนแต่ก็ป้องกันชื่อเสียงลูกไว้ก่อนละ **************************** พ่อแม่เป็นพระอาจารย์ อาจารย์ คือ ผู้ดูแลเรื่องจริยามารยาท ความประพฤติและการกระทำของศิษย์ พร้อมทั้งเป็นผู้คอยแนะนำชี้แจงศิษย์ให้รู้จักโลก มีหูตากว้างไกล และประสิทธิ์ประสาท ความรู้ความชำนาญ ให้เครื่องมือพร้อมมูลเพื่อศิษย์จะได้นำไปต่อสู้เผชิญชีวิตในโลกกว้างให้ทัดเทียมคนอื่น บางครั้งเราเรียก อาจารย์ ว่า ครู หรือเรียกรวมกันว่า ครูอาจารย์ ก็มีจะเรียกอย่างไรก็หมายถึง ผู้ให้ความรู้ ดูแลมารยาททั้งสิ้น หากคนเราปราศจากครูอาจารย์ ศิษย์ไม่มีครู แล้วอย่าหวังเลยว่าจะมีความก้าวหน้าในชีวิตได้ คนเราจึงต้องมีครูอาจารย์คอยให้แบบอย่างไว้สำหรับเลียนหรือลอกแม้จะเพียงชั่วครั้งคราวหรือเป็นอาจารย์ประจำก็ตาม ดังนั้นคนเราจึงมีครูอาจารย์กันมากมายหลายคนหลายสำนัก ในจำนวนนั้นพ่อแม่ก็ติดอันดับว่าเป็น ครู เป็น อาจารย์ ด้วย และเป็นครูอาจารย์ที่อยู่ในอันดับหนึ่งชั้นแนวหน้ากว่าอาจารย์ทั้งหมด ทั้งดูเหมือนว่าจะสำคัญกว่า ครูอาจารยือื่นใดขนาดพอจะยกเรียกว่าเป็น พระครู หรือ พระอาจารย์ ได้โดยไม่กระดากปาก และท่านเป็นครูอาจารย์ตลอดชีพ ศิษย์ของพระครูพระอาจารย์หรือพ่อแม่นั้นก็คือ เราท่านผู้เป็นลูกนั่นเอง หรือพ่อแม่นั้นจัดเป็นครูที่ยอดเยี่ยมกว่าใครหมด ถึงขั้นเป็น พ่อคร และ แม่ครู นั่นเชียว เพราะครูธรรมดาก็สอนกันแค่วิชาการในหลักสูตรเป็นพื้น แต่พ่อแม่ท่านสอนเราทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตร สอนทั้งในแง่ของทฤษฎีและภาคปฏิบัติในชีวิตจริง ทั้งสอนโดยไม่ต้องมีตารางสอน ไม่มีเวลาจำกัดว่าต้องสอนตามชั่วโมงนั้นชั่วโมงนี้เหมือนครูทั่วไป เราต้องยอมรับความจริงกันว่าเวลาเราเกิดใหม่ๆ นั้นเราอาศัยตัวเองหรือพึ่งตัวเองไม่ได้เลย โลกนี้ช่างมืดมนเสียเหลือกัน สำหรับเราไม่รู้ว่าอะไรทั้งสิ้น เข้าทำนองที่ว่า ไม่รู้เดียงสา นั่นแหละ ต่อมาเราจึงค่อยรู้อะไรต่อมิอะไร รู้จักโลกดีขึ้นทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งกว้างไกลออกไปจากตัวเองเรื่อยๆ ความรู้เดียงสา ค่อยๆ มาหาเราตามลำดับๆ ความรู้เดียงสานั้น พ่อแม่ท่านให้เรา เรารับมาจากพ่อแม่เป็นอันดับแรก พ่อแม่สอนเรามาทุกอย่างตั้งแต่เริ่มจำความได้ สอนตั้งแต่เรื่องกิน เรื่องนอน เดิน นั่ง การขับถ่าย การใช้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ไปจนกระทั่งเรื่องสูงสุด คื อ การควรทำควรเว้น เรียกว่า ท่านสอนให้เราจนกระทั่งเราสามารถพึ่งตัวเองได้จนกระทั่งเรามีความรู้ทันโลกและทันคน ความจริง การสอนคนนี่มิใช่จะเป็นเรื่องง่ายๆ หากไม่รักจริง หรือไม่เมตตากันจริงๆ แล้ว ก็ไม่อยากจะสอนกันให้เมื่อยปาก ยิ่งพ่อแม่ด้วยแล้วดูเหมือนว่าท่านจะไม่เคยเบื่อหน่ายต่อการอบรมสั่งสอนลูกของตนเลยทั้งๆ ที่ต้องปากเปียก อยู่ทุกวันนี่แหละทั้งนี้ มิใช่เพราะหน้าที่เท่านั้น หากท่านทำด้วยดวงใจที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตาด้วยความรักความเอ็นดู ต้องการให้ลูกทุกคนเป็นคนดี ทำดี หนีชั่ว พาตัวให้รอดพ้นความลำบากนานนัปการได้ในอนาคต หากพ่อแม่ไม่เอาใจใส่ในเรื่องสั่งสอนอบรมเสียอย่างเดียวลูกๆ ก็ควจะไม่เห็น ทางเดินที่ถูกที่ควรแน่ หากลูกเลือกทางเดินเองจะเป็นเช่รไร ลองนึกวาดภาพ หรือมองดูคนที่เขาขาดพ่อขาดแม่ หรือไม่พ่อแม่ไม่ค่อเอาใจใส่ดูก้ได้จะเห็นภาพเด็กเกเร เหลือขอ ไม่มีการสึกษาด้อยทั้งความคิด ด้วอยทั้งปัญญา มีแต่จะก่อปัญหาใหแก่สังคมท่าเดียวท้ายสุดอนาคตก็จะฝากไว้กับสิ่งเสพติดสารพัดชนิดบรรดามี เช่น สุรา บุหรี่ ฝิ่น เฮโรอีน เป็นต้น ซึ่งบั้นปลายของชีวิตถ้าไม่จบลงด้วยคุรกตะรางก็จบลงด้วย ถูกฆ่าหรือไม่งั้นตายทั้งเป็นด้วยความทรมารเพราะฤทธิ์สิ่งเสพติดเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่าพ่อแม่ย่อมมองเห็นลูกเป็นเด็กอยู่ร่ำไปในสายตา แม้ว่า ลูกจะโตถึงมีเหย้ามีเรือนเป็นฝั่งเป็นฝาไปแล้วหรือมียศมีศักดิ์ มีหน้าตาในสังคมไปแล้วก็ตามที หรือบางทีลูกเป็นครูบาอาจารย์ของคนทั่วเมืองเสียด้วยซ้ำ พ่อแม่ก็ยังเตือนอบรมลูกอยู่นั่นแล้ว ระวังเนื้อระวังตัวนะลูกนะ ลูกเป็นเจ้าคนนายคนแล้วสิ่งนั้นสิ่งนี้ อย่าทำนะ ลูกนะ สารพัดที่พ่อแม่จะสรรหามาอบรมลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า พ่อแม่ไม่คำนึงหรอกว่าลูกจะโตใหญ่สักปานใด ท่านคิดแต่เพียงว่า เป็นลูกของท่าน ท่านก็ยังห่วงใยอยู่วันยังค่ำ และตั้งตัวเป็นพระอาจารย์ของลูกอยู่ร่ำไป คำสอนของพ่อแม่นั้นย่อมมีค่าอยู่เสมอ แม้ว่าคำสอนบางคำบางสอนจะออกมาปะปนกับถ้อยคำที่ฟังดูหยาบคายและภายใต้สีหน้าอันบึ้งตึง ก็ยงจัดเป็นคำสอนอันประเสริฐอยู่นั่นเอง เพราะว่าคำสอนนั้นกลั่นออกมาจากน้ำใจอันประเสริฐบริสุทธิ์ต่อลูกของท่าน กลั่นมาจากความรักความปรารถนาดีที่จะเห็นลูกเป็นคนดีต่อไปในอนาคต กลั่นมาจากความห่วงใยในลูกของตนคำพูดที่หยาบคายหรือสีหน้าอันบึ้งตึงนันเป็นส่วนประกอบต่างหากเป็นเปลือกนอกที่จะถือเอาเป็นอารมณ์ไม่ได้ หากจะพูดอย่างยุติธรรมแล้ว เราผู้เป็นลูกนั่นแหละมีส่วนทำให้ท่านต้องพูด หรือแสดงสีหน้าเช่นนั้นออกมาลองใคร่ครวญกันดูเถิด ลูกที่มีพ่อแม่คอยอบรมตักเตือนอยู่เสมอนั้นนับเป็นบุญอย่างล้นเหลืออยู่แล้ว ต่อไปภายหน้าจะเอาตัวรอดได้เสมอ หากสิ้นพ่อแม่เสียแล้ว อย่าหวังเลยว่าใครอื่นเขาจะคอยเป็นพี่เลี้ยง เป็นกระจกเงาหรือเป็นผู้คอยจ้ำจี้จ้ำใชบอกทางเดินให้เราด้วยความรักอย่างบริสุทธิ์ เหมือนพ่อเหมือนแม่ ดังนั้น แม้ว่าคำสอนของท่านจะรุนแรงไปบ้างก็น่าที่จะได้จดได้จำไว้ น้อมรับฟังด้วยความเต็มใจ เท่ากับว่าพ่อแม่ได้ฝากขุมทรัพย์อันมหาศาลที่จะกินที่จะใช้ไม่มีวันหมดดีกว่าท่านมอบมรดกเป็นเงินเป็นทองให้เสียอีก เพราะสิ่งนั้นอาจหมดไปเมื่อไรก็ได้ ส่วนคำสอนนั้นย่อมมีประโยชน์ใช้ได้ไม่มีวันหมด อย่างน้อยก็นไปอบรมลูกหลานของตัวต่อไปได้ มีพ่อแม่ไม่น้อยเหมือนกัน ไม่รู้จะอบรมลูกของตนให้ดีได้อย่างไรมันจะแต้มจนปัญญาที่จะหาคำสอนมาว่ากล่วแนะนำลูกได้ ทั้งนี้เพราะตอนตัวเป็นเด็กเป็นลูกของพ่อแม่นั้นไม่เคยได้รับการอบรมมาก่อน หรือได้รับการอบรมมาเหมือนกัน แต่ไม่เคยสนใจที่จะฟัง ไม่เคยสนใจที่จะจดจำรับรู้ พอถึงคราวที่จะอบรมลูกบ้างก็เลยจนแต้ม อึดอัดใจด้วยว่าไม่ถูก บอกไม่ได้หนักเข้าก็เลยปล่อยลูกไปตามเรื่องตามราว ยกให้เรื่องของเวรของกรรมไป เลยเป็นกรรมของลูกไปเสียจริงๆ ลูกศิษย์กับพระอาจารย์ พ่อแม่มีสถานะเป็นพระอาจารย์ของลูก ลูกอยู่ในฐานะเป็นทั้งลูกเป็นทั้งศิษย์ ซึ่งรวมเรียกว่า ลูกศิษย์ หรือเป็นศิษย์ในฐานะเป็นลูกอย่างสมบูรณ์ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์คู่นี้จึงมีอย่างแน่นแฟ้น ล้ำลึกและสนิทแน่นกว่าศิษย์อื่นกับอาจารย์ เพราะมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดปนอยู่ด้วย หรือจะพูดอีกทีก็คือมีเลือดอย่างเดียวกันนั่นเอง พ่อแม่นอกจากจะเป็นอาจารย์ประจำบ้าน ประจำชีวิตประจำวันแล้ว พ่อแม่ยังหาพอใจเพียงแค่ให้ลูกรู้จักโลกเท่าที่ตนอบรมสั่งสอนเท่านั้นไม่ยังใจกว้างพอที่จะส่งให้ลูกไปศึกษาหาความรู้ จากอาจารย์อื่นให้อาจารยือื่นช่วยอบรมลูกของตนต่อไปในสิ่งที่ตนไม่อาจจะสอนให้ได้ โดยส่งให้เข้าโรงเรียนจนกว่าจะจบการศึกษาตามหลักสูตร หรือจบชั้นสูงสุดของโรงเรียนหรือสถาบันนั้นๆ พ่อแม่บางคนให้ลูกเรียนในบ้านในเมืองตนยังไม่พอใจยังยอมให้ลูกไปเรียนต่อถึงเมืองนอก แม้จะรักจะห่วยอย่างไร ก็ยอมให้ลูกไปตัวเองยอมทนนอนคิดถึงลูก รอวันรอคืนที่ลูกจะได้รับความสำเร็จกลับมาให้ชื่นใจ นี่คือน้ำใจ พระอาจารย์ ของลูกละ การที่เราต้องเข้าศึกษาเล่าเรียนนั้น พ่อแม่ต้องเป็นคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลังทำนองเป็น กองหนุน ก็ว่าได้ เงินทอง ทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแต่งตัว ค่าอาหาร ขนม หรือค่าพาหนะเดินทางทุกอย่างเป็นภาะของพ่อแม่ทั้งนั้น และเงินทองเหล่านั้นแหละที่พ่อแม่ต้องอาบหงื่อ ต่างน้ำสู้หน้าดำคร่ำเครียดหามากว่าจะได้มาเป็นค่าอะไรต่อมิอะไรตนนั้น ท่านต้องลำบากไม่น้อยเลย แต่ความลำบากนั้นพ่อแม่ไม่ค่อยได้คำนึงถึงนักหรอกขอเพียงอย่างเดียวคือให้ลูกได้ศึกษา ให้ลูกได้มีวิชาติดตัวก็พอแล้ว ขอเพียงให้ลูกทัดหน้าเทียมตาเพื่อนๆ เท่านั้นเป็นพอ และหากรู้ว่าลูกได้ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เป็นประโยชน์ตามที่ตนต้องการเท่านั้น ความเหน็ดเหนื่อยความลำบากลำบนก็จะพลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง กลับได้ความสบายใจยิ้มร่าต้อนรับลูกเสียด้วยซ้ำ จริง ! เงินทองเป็นของหายาก ยิ่งสมัยนี้ยิ่งยากใหญ่แต่เวลาจะใช้น่ะเราใช้กันง่ายเหลือเกิน ตอนที่เราอยู่ในวัยเรียนหนังสือหรือในวัยเด็กนั้น เราไม่รู้หรอกว่าเงินมันหายากขนาดไหน ไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า ตอนที่เราแบมือขอนั้นพ่อแม่จะมีให้ หรือไม่มีให้ อยากได้เมื่อไรเป็นแบมือขอ พ่อแม่ไม่อาจบอกลูกได้เต็มปากว่าไม่มีเงินได้ มีไม่มีก็ต้องหามาให้ลูกตามที่ลูกต้องการเท่านั้น บางครั้งเงินที่พ่อแม่หามาได้ด้วยความลำบาก ยากแค้นใจ อย่างนี้นั่นแหละ เราผุ้เป็นลูกกลับเอาไปใช้ง่ายดายและรวดเร็วเหลือเกิน ทั้งๆ ที่บางคราวก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้นัก เรากบับนำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือย ใช้แบบไม่เห็นคุณค่าหรือแบบ ใจเติบมือเติบ หารู้ไม่ว่าเงินค่าดูหนัง 1 รอบของตนนั้น บางทีพ่อแม่ต้องใช้เวลาหามันมาตั้งครึ่งค่อนวันจึงจะได้มันมา ใช้ไปเถิด จ่ายไปเถิด พ่อแม่ไม่ว่า ขอให้มีความจำเป็นและตรงจุดประสงค์ที่ท่านต้องการเท่านั้น แม้ว่าจะมากกว่าที่ขอ แม้ว่าจะต้องทนลำบากหามากกว่านั้นสักร้อยเท่าตัว พ่อแม่ก็พอใจหามาให้ลูกได้ มิใช่จะให้ถึงกับไม่ให้ขอเงินจากพ่อแม่ มิใช่จะให้อดอยากปากแห้ง หรือมิใช่จะอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนโดยไม่ต้องไปเปิดหูเปิดตากันบ้างหรอกหากถึงคราวจะต้องใช้แล้ว ก็ใช้ไปเถิด! ขออย่างเดียวใช้ใช้แบบประหยัดและจำเป็น กว่าลูกจะสำเร็จการศึกษาแต่ละคน พ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยนัก ลำพังท้องของท่านสองท้อง สองท้องเท่านั้จะกระไรนักหนา แต่ปากท้องที่คอยอยู่ที่บ้าน ปากท้องที่อยู่ในโรงเรียนนี่สิ พ่อแม่ต้องหาไว้เผื่อ ต้องทำงานตั้งแต่บ่ายถึงค่ำ หากยังไม่พอก็ต้องหาเงินพิเศษ ทำต่ออีกจากค่ำถึงดึกดื่นเที่ยงคืน แม้ว่าจะต้องทำอย่างนี้ ท่านก็ไม่ปริปากหรือจะปริปากบ่นลำบาก บ้างก็ว่าไปตามอารมณ์เหนื่อย แต่ใจจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่บางรายบ่นไปทำไปก็มี ทุกต้นปีการศึกษาเรามักจะหาดอกไม้ธูปเทียนหาของฝากของที่ระลึกไป ไหว้ครู บูชาอาจารย์ กันเป็นทิวแถว แต่อนิจจา! พระอาจารย์ทั้งคู่ที่อยู่ที่บ้านเราไม่เคยหันมามองหรือคิดที่จะถือดอกไม้ธูปเทียนมาไหว้บูชาเลย แม้ว่าวันนั้นจะเป็นวัน ไหว้ครู ประจำปี หากเราท่านใดฐานะเป็นลูก พร้อมใจพร้อมหน้าประคองดอกไม้ธูปเทียน หรือ หญ้าแพรก ข้าวตอก และดอกมะเขือเทศ เข้าไปไหว้ท่าน พร้อมกล่าวสดุดีพระคุณของท่านเหมือนกับที่เรากล่าวในโรงเรียนแล้ว ภาพนั้นจะงดงามประทับใจผู้ทำผู้เห็นสักเพียงไหน พระทั้งสองของเราจะตื้นตันใจเพียงไร เราคงจะเห็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติจากดวงตาอันอ่อนโยนของท่านเป็นแร่ ถึงเวลาแล้วที่เราผู้เป็น ลูกศิษย์ จะน้อมรำลึกนึกถึงพระคุณอันใหญ่หลวงของ พระอาจารย์ และพร้อมกับบูชาคุณท่าน แม้จะด้วยเพียง สักการะ คือดอกไม้ธูปเทียนหรือด้วยเพียงนิ้วทั้งสิบและสองมือของเราเท่านั้นก็พอแล้ว สำหรับบูชาพระอาจารย์ สำหรับ ไหว้ครู ของเราความเป็นลูกศิษย์กับพระอาจารย์จะสมบูรณ์แบบก็ต้องเริ่มกันที่ตรงจุดนี้แหละ ลองเริ่มกันดูทีหรือ? ท่านคงไม่คิดว่าเราทำพิเรนทร์ถึงกับยันเราออกมาได้ลงคอหรอกน่า! ***************** พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ ธรรมดาพระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดแล้ว ถือกันว่าเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมหากใครได้ทำบุญกับอรหันต์ก็นับว่าเป็นลาภอันประเสริฐของผู้นั้นเราจึงแสดงหาพระอรหันต์กันทั่วทุกหนแห่ง ถึงกับพอได้ยินข่าวคราวว่าพระองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอรหันต์ หรือพระอรหันต์มีอยู่ที่นั่น ที่นี่ เราก็จะพากันดั้นด้นไปหาแม้ว่าท่านจะอยู่ห่างไกลหรืออยู่ลึกกลับในหุบในห้วยป่าไหนตำบลไหนก็ตามแม้ว่าจะเราจะไม่มีข้อพิสูจน์ได้ถ่องแท้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่ก็ตาม เราก็ยังต้องการทำบุญกับท่านอยู่ดี พระอรหันต์มีคุณนุภาพอย่างนี้ และพระอรหันต์นั้น ท่านจะประกอบด้วยจิตใจที่อ่อนโยนมีน้ำใจที่เอื้อเฟือ้มุ่งแต่จะอนุเคราะห์มวลพลโลกให้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ ให้พ้นจากความยากลำบาก และพ้นจากหุบเหวแห่งความเป็นทาสของกิเลสตัณหาเท่านั้น โดยจะทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนเป็นคนมีอิสระเป็นไทแก่ตัว มีเสรีภาพในหัวใจของตัวเอง ไม่ต้องดิ้นรนหาเสรีภาพหรือความเป็นอิสระจากบุคคลอื่นด้วยวิธีการกระจายพลังธรรมให้กว้างขวางออกไปในหมู่ปวงชน ให้หมู่ชนอยู่ในร่มเงาแห่งพระธรรมคำสั่งสอน และให้เดินทางไปตามมรรคที่ถูกต้องด้วยมีแสงประทีปแห่งธรรมเป็น เครื่องส่องให้เห็นมรรคนั้นๆ ซึ่งการกระทำเช่นนั้นย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจแก่คนบางหมู่บางเหล่า แต่ว่าแม้ใครจะด่าว่าฆ่าแกงท่าง จะมุ่งร้ายหมายหัวท่าน หรือขัดขวางการกระทำเช่นนั้น ท่านก็มิได้ถือโทษโกรธเคืองในผู้นั้นๆ จะมีก็แต่เพียงแผ่การุญภาพให้เขาเหล่านั้น พ้นจากหุบเหวแห่งความอาฆาตพยาบาลมาตร้ายนั้นเสีย ยอมให้อภัยเขาด้วยประการทั้งปวง ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ทางกาย และน้ำใจของท่านก็ใสสะอาดอย่างนี้ มวลมนุษย์จึงได้ขนานามท่านว่า พระอรหันต์ คือผู้ห่างเว้นจากกิเลส โลภ โกรธ หลงแล้ว และขนานนามว่า อาหุไนยบุคคล คือผู้สมควรที่จะได้รับการยกย่องเชิดชู และสมควรที่เราท่านจะพึงเข้าไปกราบไหว้บูชา สมควรจะได้รับของบูชานั้นๆจากเราไม่ว่าเราจะนำไปถวายท่านถึงที่หรือเราจัดเตรียมไว้ในบ้าน น้ำใจของพระอรหันต์ที่มีต่อมวลชนหมดจดฉันใด น้ำใจของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็หมดจดฉันนั้น เพราะฉะนั้น พ่อแม่จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูกเป็นพระอรหันต์ที่ลูกจะพึงได้พบได้เห็นในปัจจุบันทั้งอยู่ในบ้านของตนทุกขณะทุกเวลานั่นเอง ถ้าพูดถึงความรักลูก ความมีน้ำใจต่อลูก ความห่วงใย และความต้องการให้ลูกได้ดิบได้ดีทัดหน้าเทียมตาคนอื่นๆ ความต้องการให้ลูกอยู่เย็นเป็นสุข ไม่อยู่ร้อนนอนทุกข์ต้องการให้พ้นจากภัยพิบัตินานาประการแล้ว พ่อแม่ย่อมมีไม่แพ้พระอรหันต์ที่มีต่อมวลมนุษย์เลย ถ้าจะพูดให้ยิ่งไปกว่านี้ก็อาจพูดได้เต็มปากว่า บางครั้งพ่อแม่ก็มีภาษีดีกว่าพระอรหันต์เสียด้วยซ้ำ มีภาษีตรงที่ว่าพ่อแม่ยังมีโอกาสแสดงออกต่อเราผู้เป็นลูกบ่อยครั้งกว่าพระอรหันต์จริงๆ ซึ่งพระอรหันต์ดังกล่าวนั้น บางทีในชีวิตเรานี้เราไม่เคนได้รับอุปการคุณจากท่านเลย ทั้งนี้เพราะท่านหาได้ยากจริงๆในยุคปัจจุบันหรืออาจจะไม่มีแล้วก็เป็นได้ เราจึงเหลือกันเพียงพระอรหันต์ในบ้านไว้ให้ดูต่างหน้าพระอรหันต์อริยบุคคลคือ พ่อกับแม่ เท่านั้น ทั้งพ่อกับแม่มีน้ำใจบริสุทธิ์ต่อเราผู้เป็นลูกนัก คิดดูเถิดตอนเราเป็นเด็ก เราเคยหยิก เคยข่วน ทุบ ตี เตะ ต่อย กัด หรือด่าทอท่านต่างๆ นานา เพราะไร้เดียงสา ท่านไม่โกรธเคือง กลับยิ้มร่าชอบใจเพิ่มความรักความเอ็นดูขึ้นอีก แม้เราเป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว แต่ก็ยังทำอยู่เช่นนั้นแทนที่ท่านจะโกรธถือโทษหรือเอาผิดต่อเรา ท่านกลับยอมนิ่งเฉย ทนยอมรับทุกข์เพียงฝ่ายเดียว ยอมเสียน้ำตายอมเป็นเครื่องรองรับมือ เท้าและปากของเรา ให้อภัยในการกระทำของเราเสมอ เพราะท่านกลัวเราจะเป็นบาปเป็นกรรม หรือมีเวรต่อไปข้างหน้า จึงยอมเจ็บยอมทุกข์เสียเอง พระอรหันต์ของเราจริงๆ เราได้รับอุปการะได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่มาจนป่านนี้ หากจะคิดถึงความสิ้นเปลืองข้าวสุกข้าวสารแกงกับต่างๆ, ผ้านุ่ง, ผ้าห่ม, เงินทอง, และความสิ้นเปลืองไปของแรงกายแรงใจของพ่อแม่ที่ท่านได้ทุ่มเทให้เรานั้น ย่อมประมาณค่าออกมาเป็นตัวเลข หรือด้วยสัญลักษณ์ใดๆ ให้รู้ไม่ได้เลย ทั้งนี้เพราะมันมากมายเสียจนเกินกว่าจะประมาณหรือประเมินได้ ดังนั้นอย่าได้ตีค่าน้ำใจของพระอรหันต์ในบ้านออกมาเป็นเงินเป็นทองเลย ถึงจะตีให้สูงสักเท่าไรก็ไม่มีวันถูก หรือทัดเทียมสมน้ำสมเนื้อกับความเป็นจริงที่ท่านได้ทุ่มเทไว้ทั้งกายและใจเลย ทั้งน้ำใจของท่านก็ไม่ควรจะถูกตีราคาค่างวดเป็นเงินเป็นทองแบบพ่อค้าตีราคาสิ่งของทั้งหลายด้วย ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะหวังดีปรารถนาดีต่อเราอย่างจริงจัง และจริงใจเหมือนพ่อแม่ของเราหรอก และไม่มีใครในโลกนี้ที่จะเลี้ยงดูเราได้ดีเหมือนท่านด้วย ท่านเลี้ยงเรามาตั้งแต่เราอยู่ในท้องของท่าน แม้ท่านจะไม่รู้ว่าลูกในท้องนั้นจะเป็นหญิงหรือชายมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด จะสมประกอบ เหมือนเด็กทั่วไป หรือคลอดออกมาแล้วจะเป็นตายอย่างไร แม้ท่านจะไม่รู้ไม่ทราบ แต่ท่านก็ประคับประคองเรามาด้วยดีเก้าเดือนบ้างสิบเดือนบ้าง คลอดออกมาแล้วท่านทั้งสองไม่เคยคิดรังเกียจเราเลย เราจะเป็นหญิงเป็นชายพ่อแม่พอใจทั้งนั้น แม้ท่านจะผิดหวังบ้างในตอนแรก แต่ท่านก็พอใจในตอนหลัง เพราะถือว่าเราเป็นลูกบางทีบางครั้งเกิดมาพิกลพิการพ่อแม่ก็ยังรักอยู่ ตาบอดท่านก็รัก หูหนวกท่านก็รัก เกิดมาตีนกุดมือกุด แม้ว่าท่านจะใจหายแต่ก็ยังรักเพราะท่านคิดว่า นั้นคือสายเลือดและแทนที่ท่านจะทอดทิ้ง ท่านกลับเพิ่มความรัก ความสงสารประคบประหงมลูกคนนั้นเพิ่มขึ้น ท่านไม่เคยท้อถอยหรือน้อยใจในเรา ว่ามาเกิดเป็นลูกท่านทำไมท่านรักท่านเลี้ยงลูกมาทุกคนที่เกิดกับท่านเป็นสายเลือดท่าน แม้ว่าท่านเลี้ยงมาจนโตแล้วลูกกลับมาตายเสีย หรือไม่พบจุดจบด้วยมีด และลูกปืนของผู้อื่นก็ตาม ท่านก็มิได้คิดว่าจะเลี้ยงมาเพื่อตายหรือเพื่อให้คนอื่นมาฆ่าแบบนั้น! ***************** พระในบ้านคือพ่อแม่ ความเป็นพระในบ้านของพ่อแม่นั้น จะมีสักกี่คนกัน ที่รู้เพราะเรามักจะมุ่งหากันแต่พระนอกแบ้าน พระที่ไม่มีลมหายใจแม้จะต้องซื้อหาด้วยราคาแพง แม้จะต้องลงทุนลงแรงมากมายกว่าจะได้มา และมักจะเฝ้าปรนเปรอหรือบูชาแต่พระนอกบ้านเช่นนั้นเท่านั้น แต่พระในบ้านซึ่งมีลมหายใจอยู่หรือใกล้ชิดอยู่กับตัวเราตลอดเวลาเรากลับมองข้ามไปเสีย เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่ในวัยไหน ฐานะอย่างไร ย่อมเป็นเหมือนๆ กันได้ทุกที เหมือนกันในข้อที่ไม่รู้จักว่า พระในบ้านคือใคร มีเรื่องที่เล่ากันสืบๆ มาว่า มีคุณนายคนหนึ่งเป็นคนใจบุญพอควรทีเดียว ดูได้จากการที่ตักบาตรทุกเช้า และหลังจากนั้นก็จะถือสำรับกับข้าว ที่บรรจงจัดอย่างประณีต นำไปวัดแห่งหนึ่งทางฝั่งพระนคร เพื่อถวายท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ผู้เป็นเจ้าอาวาส เพราะมีความเคารพนับถือในจริยาวัตรของท่านและชอบฟังท่านคุย หรือเล่าเรื่องอะไรมิอะไรให้ฟัง เรียกว่า มีเวลาว่างหลังจากตักบาตรตอนเช้าแล้ว คุณนายคนนั้นเป็นต้องมาวัดให้ได้ทุกวัน อาหารที่จัดมาก็ประณีตทุกอย่างเพื่อให้สมกับนำมาถวายสมเด็จฯ อยู่คุยกับท่านพอสมควรแล้วก็กราบลากลับ ทำอยู่เช่นนี้เป็นประจำ วันหนึ่งหลังจากคุณนายกลับแล้ว พระหนุ่มรูปหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฎิของสมเด็จฯ เข้าไปเรียนถวายว่าคุณนายคนนี้ใจบุญสุนทานจริง แต่เคยได้ยินว่าเป็นคนใจแคบ มีแม่อยู่คนเดียวก็ปล่อยให้อดๆ อยากๆ ไม่ค่อยเอาใจใส่ ปล่อยให้อยู่ห้องแคบๆ หลังบ้านส่วนตัวเองพร้อมลูกๆ อยู่บนตึกใหญ่สะดวกสบายทุกอย่าง เขาว่าตอนอยู่บ้านนั้นพูดจากับแม่ฟังไม่ค่อยได้เลย ผิดกับที่มาพูดอยู่ที่วัดจากหน้ามือเป็นหลังมือ แม่จะเดินออกมาหน้าบ้านบ้างก็ไม่ได้กลัวเขาจะเห็นว่ายังมีแม่แก่อยู่ในบ้านอายเขา คนเขามาเล่าให้ฟังหลายรายแล้ว เท็จจริง อย่างไรไม่ทราบได้ ฝ่ายสมเด็จฯ ท่านได้ฟังพระว่าก็ไม่พูดอะไร นิ่งฟังเฉยอยู่ ต่อมาอีกหลายวัน ท่านไปกิจนิมนต์นอกวัด และบังเอิญขากลับต้องผ่านทางบ้านคุณนายด้วย ท่านจึงแวะบ้านคุณนายก่อน คุณนายดีใจมาที่สมเด็จฯ มาถึงที่บ้าน เพราะไม่เคยมีพระมาที่บ้านเลยในยามปกติ นอกจากเวลาทำบุญเท่านั้น จึงถือว่าเป็นนิมิตมงคลอย่างสูงสุดที่พระขั้นสมเด็จฯ มาเหยียบบ้าน จึงเรียกลูกหลานเข้ามากราบไหว้ ท่านเป็นการใหญ่ ให้ท่านอวยชัยให้พรลูกหลาย แล้วชวนท่านคุยเรื่องต่างๆ มากมาย สมเด็จฯ ท่านก็คุยบ้าง ถามสุขทุกข์บ้างตามธรรมเนียม ตอนหนึ่งสมเด็จฯ ท่านถามคุณนายว่า พระในบ้านของคุณนายมีบ้างไหม คุณนายได้ยินเข้าก็รีบตอบว่าพระในบ้านของตัวมีมากมายเป็นพระเก่าๆ ทั้งนั้น สมัยสุโขทัยก็มีสมัยเชียงแสนก็มี พร้อมกับอวดใหญ่ และชวนสมเด็จฯ ขึ้นไปดุห้องพระข้างบน (คงไม่มีแผนอะไร?) สมเด็จฯ ท่านทราบว่าคุณนายยังไม่เข้าใจ จึงถามขึ้นอีกว่าได้ทราบว่าคุณนายมีแม่อีกคนหนึ่งเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน? คุณนายได้ยินเข้าถึงกับเสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ ไม่นึกว่าจะถูกจู่โจมด้วยคำถามชนิดฟ้าแลบอย่างนี้จากสมเด็จฯ จะตอบไปตามตรงว่า แม่อยู่หลังบ้าน ก็กลัวสมเด็จฯ จะเดินไปดู และจะเห็นสภาพความเป็นอยู่ของแม่ แล้วท่านจะว่าเอาได้ ก็เลยอีกๆ อักๆ ตอบส่งๆ ไปว่า ตอนนี้แม่ไม่อยู่ ออกไปเยี่ยมญาติคงอีกนานกว่าจะกลับ แน่ะ! คอยกันท่ากันไว้เสร็จ กลัวสมเด็จฯจะนั่งคอยพบ สมเด็จฯ ท่านก็ไม่ต่อความอีก เพราะเริ่มจะรู้อะไรเป็นอะไรแล้ว พอสมควรแก่เวลาท่านก็ลากลับ หลังจากนั้นก็พบคุณนายอีกเป็นประจำเหมือนเคย จนวันหนึ่งท่านเห็นคุณนายยิ้มแย้มแจ่มใสดี พูดคุยรื่นเริงเรื่องการทำบุญสุนทาน และยังมีเวลาอีกพอควรที่จะถึงเวลาเพล ท่านจึงถามขึ้นมาว่า พระในบ้านของโยม โยมดูแลเรียบร้อยดีแล้วหรือ ? คุณนายก็ตอบอย่างยิ้มย่อง ด้วยความเข้าใจผิดเช่นเคยว่า เจ้าค่า...อิฉันจัดถวายท่านเรียบร้อยทุกวันแหละค่ะ ก่อนจะมาถวายท่านนี่ อิฉันต้องจัดถวายในห้องพระก่อน จุดธูปเทียนบูชาท่านเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำมาถวายท่านทีหลัง ท่านไม่ต้องห่วงหรอก อิฉันทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร อวดสรรพคุณของตัวไปโน่นเลย อาตมามิได้หมายถึงพระพุทธรูปนะโยม พระในบ้านที่อาตมาถามนี่หมายถึง พระที่มีลมหายใจ คือ แม่ผู้มีพระคุณของโยมน่ะ ถึงตอนนี้คุณนายนิ่งเป็นรูปปั้นไปดดยอัตโนมัติส่วนสมเด็จฯท่านก็พูดต่อไปเรื่อยๆ คนเราน่ะมีพระอยู่ในบ้านทุกคน พระที่มีลมหายใจนะ บางคนมีพ่อ บางคนเหลือแม่ บางคนโชคดีเหลือทั้งพ่อทั้งแม่ในบ้าน นับเป็นบุญมหาศาล ใครเหลือเท่าไรก็ควรจะได้เอาตาดูเอาหูใส่ท่านบ้าง ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ ปล่อยให้ท่านอดๆอยากๆเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไร ก็ดูแลท่านบ้าง ท่านแก่แล้วท่านกินท่านใช้จะหมดเปลืองไปสักเท่าไรเชียว ใช่ไหมโยม? ค่ะ ใช่ จำใจเงยหน้ามองตาสมเด็จฯ แล้วตอบ โยมก็เหมือนกัน.... สมเด็จฯ พูดตรงๆ เลยคราวนี้เรียกว่าหลังจากขึ้นสายมานานแล้ว ตอนนี้ก็ปล่อยธนูออกไปเลยทีเดียว เพราะท่านทราบว่าบางคนเรานั้นต้องว่าต้องสอนกันตรงๆ จึงจะรู้สึก ทราบว่ามีแม่อยู่คนเดียวเท่านั้น แต่โยมไม่ค่อยสนใจในความเป็นอยู่ของท่านเท่าไรนัก ปล่อยให้อยู่ในห้องแคบๆ อับทึบแทบไม่มีอากาศหายใจอยู่หลังบ้าง ทั้งๆ ที่ท่านเป็นเจ้าของบ้านที่ดินทั้งหมด ที่โยมอยู่โยมอยู่อย่างสบายแต่ปล่อยให้ท่านอดๆ อยากๆ ไม่สงสารท่านบ้างหรือ? ตอนนี้คุณนายนิ่งเงียบจริงๆ ตอบไม่ได้ เพราะก้อนสะอื้นกำลังแล่นขึ้นมาจุกคอ โยมจัดอาหารถวายพระในห้องพระได้ทุกวัน แต่พระในบ้านอีกองค์หนึ่งคือแม่ โยมไม่เคยจัดหาให้และตอนที่จัดหามาให้อาตมานี่ อาตมาสังเกตดู โยมจัดหามาอย่างดีทีเดียวทำก็ประณีตบรรจง เมื่อก่อนอาตมาไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไรก็ฉันของโยมไปตามปกติ แต่ตอนนี้บอกตรงๆ ว่ามันกลืนไม่ค่อยลงมาหลายวันแล้ว เพราะอาตมารู้ว่าอาตมานี่เป็นพระในวัดไม่ควรจะเอาเปรียบ พระในบ้านของโยมเกินไปเลยกลืนไม่ลง อาตมาน่ะ อย่างไรก็ได้ พระเราจะเลือกฉันแต่ที่ดีๆ ไม่ได้ โยมลองคิดดู... ท่านเว้นระยะนิดหนึ่งแล้วพูดต่อ อาตมาคิดมาหลายวันแล้ว ว่าจะพูดดีหรือไม่พูดดีสุดท้าย ตกลงใจว่าพูด เพราะเห็นใจแม่ของโยม สงสารโยมเพราะผลการกระทำของโยมจะตกแก่ตัวโยมต่อไป และลูกหลานของโยมเห็นโยมทำกับแม่เช่นนี้ มันก็จะจำเอาไปแล้วทำกับโยมบ้าง และทำกันต่อๆ ไปไม่สิ้นสุดสักที เพราะเห็นว่าแม่ทำได้ ยายทำได้ เราก็ทำได้เหมือนกันอาตมาพูดแล้วโยมจะโกรธจะเคืองอาตมาก็ตามใจเถอะ อาตมาพูดความหวังดีต่อโยม โยมลองคิดดูให้ดีก็แล้วกัน น้ำตาเจ้ากรรมมันพงลงจากทำนบตาของคุณนายเมื่อไรไม่ทราบ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล่นเข้าจับหัวใจ ตามวิสัยของคนผิดที่กลับตัวกลับใจได้ทันเวลา สะอื้นพลางกราบลาสมเด็จฯ โดยไม่กล่าวคำอำลาสักน้อยหนึ่ง จะโกรธสมเด็จฯ ที่พูดจี้ใจดำหรือไม่ ไม่ทราบได้ แต่หลังจากนั้น สมเด็จฯ ท่านก็ได้ทราบข่าวมาว่าคุณนายเงียบเหงาไปไม่ร่าเริง เหมือนแต่ก่อน และจัดการย้ายห้องแม่ให้อยู่ติดๆ กับห้องตนบนตึกใหญ่ชั้นล่าง ดูแลท่านอย่างดีไม่ค่อยออกนอกบ้าน เช่นแต่ก่อน และกว่าจะเข้าวัดมาหาสมเด็จฯ อีกก็ต่อเมื่อเวลาล่วงไปแล้วได้หลายเดือน ไม่กล้าเข้าหาสมเด็จฯ เพราะความละอายใจนั่นเอง สาธุ! นับเป็นบุญของคุณนายคนนั้นที่ได้พบพระเช่นสมเด็จฯ องค์นั้นเสียก่อน และเป็นบุญยิ่งนักที่กลับเนื้อกลับใจเสียใหม่ เมื่อยังไม่สายเกินไป เวลาที่จะสนองพระคุณแม่นั้นยังพอมีอยู่บ้าง แม้ว่า จะเพียงเล็กน้อยก็ยังดี ผิดกับบางคนกว่าจะรู้ว่า พ่อแม่เป้นพระในบ้านผู้ประเสริฐ ก็สายเสียแล้วคือรู้ก็ต่อเมื่อท่านทั้งสองไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว หรือบางคนแม้จะมีผู้พูดกรอกหูให้ฟังอยู่ทุกวันยังไม่รู้สึก ปล่อยให้พระในบ้านตนลำบากอยู่เหมือนเดิม ก็แล้วมาถึงท่านบ้างละ พระในบ้านของท่านยังสบายดีอยู่หรือ? ********************** การบำรุงพระในบ้าน ก็รู้แล้วว่า พระในบ้าน นั้นคือใคร ยังเหลืออีกเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้พระในบ้านมีความสุขความสบายใจได้บ้าง ให้ท่านได้มีโอกาสชื่นชมยินดีในความสำเร็จของลูกหลานทันเวลาก่อนที่จะลาโลกไป และให้ท่านได้มีโอกาสพักบ้าง หลังจากได้ตรากตรำทำงานหาเลี้ยงลูกมาจนถึงวัยปูนแก่แล้ว คือ ช่วยยืดอายุให้ท่านอยู่กับเรานานๆ นั่นแหละ โอกาสที่จะทำได้อย่างว่านั้น สำหรับลูกๆ แล้วมีตลอดไป และมีมากเสียด้วย เว้นไว้แต่จะไม่ยอมมอบโอกาสเช่นนี้ให้พ่อแม่บ้างเท่านั้น เพราะปกติเรามักจะอ้างกันอยู่เสมอว่าไม่มีเวลา ไม่มีโอกาส โดยเฉพาะสำหรับพ่อแม่ แต่สำหรับกิจการอื่นๆ หรือการแสวงหาความสุข การใช้เวลา การใช้เงินใช้ทองไปบำรุงบำเรอผู้อื่นนั้น เราช่างมีเวลาโอกาสเหลือเฟือพอที่จะทำได้เสมอๆ โดยมิพักต้องกังวลหรือคิดหน้าคิดหลังเสียด้วยซ้ำไป การบำรุงท่านเป็นวิธีการเดียวที่ถูกต้องและสมน้ำสมเนื้อกับคุณข้าวป้อนน้ำนม รวมทั้งหยาดเหงื่อแรงงานที่ท่านได้ลงไว้กับเรา เพื่อให้เราดีจนกระทั่งเรามีหลักฐาน มีงานทำอยู่ทุกวันนี้ ตามหลักธรรมะหรือจะพูดให้ชัด คือหลักธรรมตามสัจธรรมอันเป็นเรื่องจริง และเป็นธรรมชาติธรรมดาของโลก การบำรุง พ่อแม่เพื่อตอบแทนพระคุณท่านั้นเราอาจทำได้หลายวิธี เป็นต้นว่า การเลี้ยงดูท่าน การช่วยเหลือท่านทำกิจการงานต่างๆ บรรดามีการประพฤติตนให้ดี มิให้ท่านมีมลทินเสียชื่อเสียงไปด้วย การดำรงอยู่ในโอวาสคำตักเตือนแนะนำของท่าน การรักษามรดก ทั้งมรดกที่เป็นเลือดเนื้อคือตัวเราเอง และมรดก คือทรัพย์สินที่ท่านมอบไว้ให้ด้วยดี ไม่ให้มรดกนั้นมลายสูญไปเพราะตัวเรา และใช้มรกดกของท่านให้เกิดดอกออกผลงอกเงยขึ้นมาให้ยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านั้น การบำรุงพ่อแม่นั้น เราอาจทำได้ทุกเวลาและทุกโอกาสและทุกวัย เพราะไม่ยากจนเกินไปหากจะทำ แม้ว่าเราจะมีครอบครัวไปแล้ว แม้ว่าเราจะแยกกันอยู่ต่างหากจากพ่อแม่หรือไปอยู่ห่างไกลในหนใดก็แล้วแต่ ก็ยังพอทำได้เช่นกัน อย่าได้นึกเลยว่าอยู่ไกล คิดว่าท่านล้มหายตายจากไปแล้ว จะไปบำรุงท่านที่ไหน การบำรุงพ่อแม่ไม่ใช่เพียงต้องเลี้ยงดูท่านอย่างเดียว เราอยู่ที่ไหรท่านก็ไปอยู่กับเราที่นั่น เราขึ้นเขาลงห้วย เราไปอยู่ในสมาคมคนดีหรือคนเลว ท่านก็ไปกับเราด้วย ก็ตัวเรานี่แหละที่เป็นเสมือนตัวท่านเป็นตัวแทนของท่าน และเป็นส่วนหนึ่งที่แยกภาคมาจากท่าน เพราะตัวเราคือเลือดเนื้อเชื้อไขจากสายโลหิตของท่าน แต่การบำรุงพระในบ้านที่สำคัญเป็นอันดับแรกที่เราควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือ การเลี้ยงดูท่านให้เป็นสุข เพราะการเลี้ยงดูเป็นการต่อเติมชีวิตของท่านให้อยู่นานๆ เท่ากับเป็นการเพิ่มเติมพลังกายพลังใจให้ท่านนั่นเอง และเป็นการสนองระคุณท่านในขณะที่ท่านยังมีลมหายใจอยู่ ทั้งเป็นการแสดงน้ำใจของเราให้ท่านเห็นด้วย คนเราจะรู้ว่าใครดีไม่ดีก็ต่อเมื่อได้เห็นน้ำใจกันก่อนน้ำใจย่อมมีค่าสูงและมีพลังมากกว่าน้ำใดๆ ในโลก พระในบ้าน ปรารถนาเหลือเกินจะได้เห็นน้ำใจจากลูกๆ ที่ท่านอุตส่าห์เลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ แต่ความปรารถนาของพ่อแม่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับน้ำใจของเราผู้เป็นลูกเท่านั้น **********************
การเลี้ยงพ่อแม่ พ่อแม่ได้ใช้ความพากเพียรพยายามตรากตรำหาเงินหาทองเลี้ยงดูลูกมา กว่าจะโตได้แต่ละคนนั้นก็เลือดตากแทบกระเด็นร่างกายก็พลอยทรุดโทรมลงตามลำดับ อายุวัยก็เพิ่มขึ้น จนในที่สุดก็ต้องหยุดพักไปโดยปริยาย เพราะสังขารร่างกายไม่อำนวยให้ทำงานได้เหมือนเมื่อหนุ่ม แม้ว่าจิตใจจะแข็งแกร่งอยากทำสักปานใดก็ไม่อาจฝืนธรรมชาติของสังขารได้ ตอนนี้แหละเป็นโอกาสของลูกแล้วที่จะได้ตอบแทนใช้หนี้บุญคุณท่านด้วยการเลี้ยงดูท่านบ้างตามความเหมาะสม เพราะหากลูกไม่เลี้ยงพ่อแม่ตอนนี้แล้วใครจะเลี้ยง? จะให้ท่านไปอยู่สถานสงเคราะห์คนชราหรือ อาจทำได้แต่เท่ากับว่าส่งท่านให้ไปอยู่ในคุกในตะราง หรือไปทรมานใจอยู่ในนั้นมากกว่า เพราะสถานที่เช่นนั้นมันจะว้าเหว่และเหมือนกันอยู่โดดเดี่ยวสักเพียงไหน และเป็นสถานที่สำหรับคนที่ไร้ญาติขาดมิตร หรือคนที่ลูกหลานไม่เลี้ยง ไม่เอาใจใส่แล้วเท่านั้น เราลองคิดและนึกวาดภาพดูก็แล้วกัน ในหมู่คนแก่ที่แปลกหน้าไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน และท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอ้างว้าง เดียวดายของคนแก่แต่ละคน จะผิดอะไรกับส่งท่านไปตายแบบผ่อนส่งเล่า เราใจถึงพอที่จะส่งท่านไปอยู่ ณ สถานที่เช่นนั้นหรือ ? แต่ก็มีคนแก่อีกจำนวนไม่น้อยที่พอใจจะอยู่ในที่เช่นนั้น ซึ่งตนรู้ดีว่าไม่สุขสโมสรหรือน่ารื่นรมย์เท่าไรนัก แต่ก็พอใจจะอยู่ เพราะเห็นว่ายังดีกว่าอยู่บ้านของตัวหรือบ้านของลูกหลาน ซึ่งเป็นเสมือนขุมนรกของท่าน มีลูกมีหลานก็เหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน จะพูดจะจาทักบ้างก็ไม่มี จะถามไถ่สุขทุกข์บ้างก็ไม่เคยได้ยินอยู่ไปก็ถูกด่าสารพัดหาว่าเกะกะบ้านบ้างละ เมื่อได้ยินลูกหลานพูดเข้าทำนองนี้ขืนอยู่ไปก็รังแต่จะน้อยใจ ช้ำใจและอึดอัดใจเปล่าๆ เลยขอไปให้พ้นๆ บ้านเสีย ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าและก็มักจะตายด้วยดาบหน้าจริงๆ อย่างที่ตั้งใจไว้เสียด้วยซี การเลี้ยงพ่อแม่ให้อยู่ดีมีสุขตามสมควรนั้น หากจะให้สมบูรณ์แล้วต้องเลี้ยงท่านสองทางคือ - เลี้ยงร่างกาย - เลี้ยงจิตใจ ********************************* การเลี้ยงร่างกายพ่อแม่ การเลี้ยงร่างกายพ่อแม่นั้นออกจะไม่ยากนัก เพราะคนแก่ อยู่ง่ายกินง่ายอยู่แล้ว ไม่ค่อยพิถีพิถันในเรื่องการกิน การนอนนักเพียงให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่อยู่อาศัย ให้ยากรักษาโรคและให้เครื่องนุ่งห่ม อันเป็นปัจจัยจำเป็นสำหรับชีวิตแก่ท่านก็เพียงพอแล้ว สำหรับเลี้ยงร่างกายให้อยู่รอดไปวันๆ และดูเหมือนว่าจะไม่สิ้นเปลืองเท่าไรด้วย หากคิดเปรียบเทียบกับที่ท่านเลี้ยงเรามา การเลี้ยงเท่านี้ไม่น่าจะต้องเป็นกังวลสำหรับลูกเลย ลองนึกย้อนหลังดูทีหรือว่าเมื่อเราเป็นเด็กนั้น เรากินเราใช้เปลืองกว่านี้ ข้าวก็ต้องอย่างน้อยวันละ 3 มื้อ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มปีหนึ่งนับชุดไม่ได้ ขนมนมเนยต่างหาก เครื่องประดับต่างหาก ทั้งการใช้จ่ายเพื่อความสนุกสนานแลความสำราญต่างๆ ก็ต่างหาก เปลืองอย่างนี้ทำไมพ่อแม่ยังหาเลี้ยงเรามาได้ และไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้นลูกของพ่อแม่อื่นๆ ซึ่งก็เป็นพี่น้องเรานี้แหละ ท่านก็หาให้เหมือนๆ กันทุกคนเปลืองพอๆ กัน ซ้ำยิ่งโตยิ่งเปลืองหนักเข้าไปอีกพอถึงคราวที่เราจะต้องเลี้ยงท่านให้อิ่มหนำสำราญบ้าง ทำไมเราจึงทำไม่ค่อยได้? เคยเห็นอยู่ออกบ่อยไป ที่ลูกบางคนเวลาพ่อแม่ยังมีชีวิต อยู่ไม่เคยดูดำดูดี ไม่เคยที่จะสนใจเหลียวแหลนักท่านจะสุขทุกข์ แม่ไปเยี่ยมเยียนบ้างก็ตั้งท่ารังเกียจ พ่อแม่ไปอยู่ด้วยก็พูดกระทบกระทียบให้เจ็บช้ำน้ำใจเล่น กล่าวหาว่าเกะกะบ้านทำอะไร ไม่ได้เรื่องได้ราว สารพัดจะหาคำพูดมาประหัตประหารน้ำใจ เวลาท่านตายจากไปก็นำศพของท่าไปจัดตามประเพณี และจัดอย่างสวยหรูเสียด้วยทั้งนี้ เพราะหากไม่ทำจะถูกคนอื่นนินทา หรือทำให้เสื่อมเกียรติของตนไป ดอกไม้จัดอย่างแพรวพราวประดับประดาเสียจนผู้อื่นเห็นแล้วอยากจะตายและถูกทำศพอย่างนี้บ้าง แถมยังจัดสำรับกับข้าวอย่างดีไปวางไว้ที่ข้างๆ โลก ข้างๆ ศพ กลัวท่านจะไม่รู้เคาะโลงเรียกให้พ่อแม่มากินเสียอีก พ่อมากินเสีย แม่มากินเสีย โธ่เอ๋ย! ยามท่านมีลมหายใจ ยังจะกินได้ไม่ยักเรียกท่านให้มากิน ไม่ยักยกไปให้ท่านกินบ้าง ภาพอย่างนั้นมันควรจะมีตอนที่ท่านมีลมหายใจอยู่ มากกว่าตอนที่ท่านไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยอย่างนั้น ท่านจะรู้หรือเออออไปกับเราด้วยหรือไม่ เราก็ไม่ทราบ ท่านอาจจะไม่กินของเราก็ได้ แต่เราก็มักทำกันโดยมาก บางทีทำเพื่อความสบายใจ ของตัวเองก็มี เฮ้อ! คนอย่างนี้ก็มีด้วย บางคนต่อเมื่อพ่อแม่ตายไปแล้ว จึงเกิดความรักคิดถึงท่าน บ้านก็เงียบเหงา เคยมีเสียงบ่น เคยมีเสียงตักเตือนสั่งสอน เคยมีหลักอยู่ในบ้าน แม้จะเป็นเพียงหลักที่ลูกมองเป็น หัวตอ ก็ตามที พอท่านตายจากไปเสียงนั้น ก็หมดไปหลักบ้านก็ขาดหายไป ทำให้เกิดความเงียบเหงาวังเวง มันเหมือนกับบ้านขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง คิดไปคิดมาก็นึกถึงพ่อแม่ได้ ยิ่งตอนที่ลูกตัวเองไม่เอาใจใส่ดูดำดูดี หรือเถียงคำไม่ตกฟากด้วยแล้ว จะเหลือก็เพียงรูปถ่ายไว้ให้ดูต่างหน้าหรือกองกระดูกไว้เป็นตัวแทนเท่านั้น ตอนนี้แหละจะมองเห็นความสำคัญของท่านขึ้นมา แต่ก็สายเสียแล้วกว่าจะรู้ว่าท่านสำคัญก็หาตัวท่านไม่ได้เสียแล้ว ก็เข้าทำนองที่ท่านว่าไว้นั่นเทียวว่า คนเราจะรู้ว่าอะไรมีค่ามีความสำคัญ ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นได้หลุดจากมือไปแล้ว แล้วที่บ้านของท่านเล่า ยังมีพระในบ้านซึ่งมีค่ามีความสำคัญ ที่ยังไม่หลุดจากมือไปหรือไม่ ตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเปรียบเสมือนต้นโพธิ์ต้นไทร ใบดกหนา มีร่มเงาอันเย็นสบาย ที่บรรดาลูกๆ จะพึงเข้ามาพี่งพาอาศัยได้ทุกเมื่อทุกคราว แม้จะโผผินจากไปแล้ว แม้จะถ่ายรดหรือจิกกินลุกผลจนหมด หรือหักรานกิ่งก้านสาขาไปแล้วหวนกลับมาพึ่งร่มโพธิ์ร่มไทรต้นเดิมอีก โพธิ์ไทรนี้ก็ยังมีร่มให้ลูกๆ ได้พักชื่นพร้อมเสมอที่จะให้ความเย็นแก่ลูกทุกคนทุกครั้ง พอท่านล้มหายตายจากไปนั้นแหละลูกๆ จึงหมดที่พึ่งหมดร่มเงาอันเย็นสนิทไป แม้จะคิดถึงโพธิ์ไทรต้นนี้ก็หมดหวัง จึงต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางรวมกันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เข้ากันไม่ติดบ้าง ทะเลาะกันเองบ้างไปตามเรื่องตามราว บางทีไม่พบกันเลยตลอดชีวิตก็ยังมี นี่แหละท่านจึงว่า - ขาดพ่อเหมือนถ่อหัก - ขาดแม่เหมือนแพแตก ไม่มีพ่อนะเพียงแค่เหมือนคนล่องแพไปตามน้ำบังเอิญถ่อที่เคยใช้พยุงแพคัดแพให้ตรงร่องน้ำ ให้พ้นเกาะแก่งโขดหินในท้องน้ำมาหักเสียกลางคัน แพก็ยังจะประทังตัวเองให้ล่องลอยไปตามกระแสน้ำได้ จะกระทบโขดหินจะติดเกาะติดแก่งทำให้คนบนแพ ล้มลุกคลุกคลานไปบ้างก็ยังดี แต่พอแพแตกนี่สิ หมดที่พึ่งเอาเสียจริงๆ พอแพแตกเท่านั้น คนบนแพก็จะแตกกระสานซ่านเซ็นล่องลอยไปตามกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก ที่แข็งแรงหน่อย ก็พอจะพยุงตัวลอยคอไปถึงฝั่งได้บ้าง ที่อ่อนแอก็อาจถึงกับจมน้ำตายไปเลย หรืออาจจะรอดได้หมด แต่ก็ต้องถูกกระแสน้ำพัดพากระทบเกาะแก่ง โขดหินในลำธาร ให้แขนขาเนื้อตัวถลอกปอกเปิกไปตามๆ กัน ผู้ที่ยังมีทั้งถ่อทั้งแพนี่ นับว่ายังมีโชคดี ประคับประคองไว้ให้ดีเถิด *************************** การเลี้ยงน้ำใจพ่อแม่ การเลี้ยงร่างกายพ่อแม่ให้อยู่เย็นเป็นสุขอย่างนี้ยังหาเพียงพอที่จะ เปลื้องหนี้ ที่ท่านเคยให้เราไม่ เพราะหนี้ของท่านที่มีต่อเรานั้น เป็นหนี้ชนิดที่ไม่ใช่เพียงท่วมบ่าท่วมหูเท่านั้น แต่เป็นหนี้ชนิดท่วมหัวทีเดียว เราจะทดแทนเพียงเล็กน้อยหาคุ้มไม่เลี้ยงกายท่านยังไม่พอ ยังต้องเลี้ยงน้ำใจท่านควบคู่กันไปด้วย การเลี้ยงน้ำใจพ่อแม่ก็คือ การไม่ทำให้พ่อแม่ช้ำใจเสียใจ หรือถึงกับน้ำตาตกเพราะเรา การที่เราผู้เป็นลูกประพฤติตนตามคำแนะนำตักเตือนของท่าน เป็นคนอ่อนน้อม ไม่หัวดื้อถือรั้นสัมมาคารวะ รักเคารพท่านทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ถือโทษโกรธเคือง หรือแสดงความไม่พอใจออกให้ท่านเห็นให้ท่านน้อยใจ โดยถือว่าท่านเป็นพระจริงๆ การพูดจาหรือการแสดงกิริยาอื่นก็ออกมาด้วย ความยำเกรง มีความยกย่องนับถืออยู่ในที การประพฤติปฏิบัติตนของเราอย่างนี้ ย่อมจะนำความแช่มชื้นเบิกบานใจและความพอใจมาสู่ท่านได้ เพราะพ่อแม่นั้นพอเห็นลูกเชื่อถ้อยฟังคำเท่านั้นก็เป็นอันหมดห่วงได้เปลาะหนึ่ง ความกังวลว่าลูกจะไม่ดีดังใจนึก ความกลัวว่าลูกจะลำบากลำบนในวันหน้าจะหมดไป เมื่อท่านหมดห่วงใยเรา ท่านก็กินได้นอนหลับจิตใจก็พลอยสบายไปด้วย เป็นการต่ออายุท่านได้เสียด้วย จริงอยู่บางทีเราอาจจะอยู่ห่างพ่อแม่ด้วยไปมีครอบครัวอยู่ที่อื่นไปอยู่ทำงานในที่ไกลๆ ไม่ค่อยได้มีโอกาสเลี้ยงร่างกายท่าน นานๆ จึงจะได้กลับมาหาท่านที นานๆ จึงจะได้ส่งของมาให้ท่านครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อย่าได้คิดวิตกกังวลว่าจะไม่ได้ทดแทนคุณท่าน แม้ว่าจะไม่ได้เลี้ยงท่านเป็นการตอบแทน แต่การเลี้ยงจิตใจท่านนี้แหละก็ทดแทนได้เหมือนกัน อยู่ที่ไหนก็ประพฤติตัวให้ดีที่นั่น อยู่ที่ไหนทำชื่อเสียงไว้ที่นั่น อยู่ที่ไหนวางตัวให้เหมาะสม ทำตัวให้เขารักให้เขานับถือในที่นั่น โดยหมั่นนึกและทำตามคำแนะนำของพ่อแม่เสมอๆ เท่านี้ก็ถือว่าดีถมไปแล้ว ที่ว่าดีในที่นี้ คือ ดีสำหรับตัวเองด้วย ดีสำหรับพ่อแม่ด้วยคือ แม้พ่อแม่จะอยู่ห่างลูก แต่ความดีที่ลูกทำไว้จะขจรขจายไปถึงหูท่านเอง เพราะขึ้นชื่อว่า กลิ่นของความดีนี่สามารถฟุ้งได้ ได้ทั้งตามลม และทวนลม ดีกว่ากลิ่นอื่นๆ ในโลก เมื่อท่านได้ยินเข้าก็จะปลื้มใจสบายใจหายห่วงว่าลูกอยู่ดีมีสุขแล้ว พร้อมกันก็อาจจะอวยชัยให้พรเราให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เราอยู่ที่ไหนก็เท่ากับเอาพ่อแม่ติดตัวไปด้วย แม้จะเป็นเพียงคำเตือนคำสอนของท่านก็ยังดี หรืออยู่ไกลไม่อาจจะอยู่ใกล้ชิดได้ นานๆ ก็มาหาท่านบ้างมาเยี่ยมเยียน ถามไถ่สุขทุกข์ท่านบ้างตามโอกาสยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็มาดูแลรักษาท่าน หรือ ทำประการอื่นๆ ที่จะทำให้เกิดความสบายใจ การทำเช่นนี้เป็นการเลี้ยงจิตใจท่านทั้งนั้น และเป็นการสนองความหวังของท่าน เพราะพ่อแม่น้นอุตส่าห์เลี้ยงเรามา ก็เพื่อประสงค์ว่า ยามมีกิจ หวังให้เจ้า เฝ้ารับใช้ ยามป่วยไข้ หวังให้เจ้า เฝ้ารักษา ยามถึงคราว ล่วงลับ ดับชีวา หวังให้เจ้า ปิดตา เวลาตายฯ รวมความว่า การเลี้ยงน้ำใจพ่อแม่ก็คือ การทำอย่างไรก็ได้ จะให้ท่านเกิดความเบิกบานใจ ไม่ทุกข์กังวลเดือดร้อนหรือไม่สบายใจเพราะการกระทำของเรา เพราะเราเป็นต้นเหตุ และการเลี้ยงแบบหลังนี่ สำคัญกว่าการเลี้ยงร่างกายนัก เพราะพ่อแม่นั้นแม่จะกินอิ่มนอนอุ่นเพียงไร หากเกิดความไม่สบายใจต้องแอบร้องไห้เพราะลูก ลูกไม่เคยเอาตาดูเอาหูใส่ ไม่เคยคำนึงถึงท่าน แทบจะลืมว่ามีท่านอยู่ในโลกนี้ด้วย หรือชอบทำตัวเหลวไหล ไม่เชื่อฟังคำเตือน ชอบก่อเรื่องวุ่นวายให้ท่านกระเทือนจิตใจไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อเป็นเช่นนี้เลี้ยงร่างกายจะได้ประโยชน์อะไร หากใจไม่เป็นสุขเสียอย่าง แม้กินก็กินไม่ได้ แม้นอนก็นอนไม่หลับ แล้วร่างกายจะทนไหวหรือ เลี้ยงจิตใจพ่อแม่ยากอย่างนี้ แต่ก็สมควรแล้วที่เราผู้เป็นลูกจะพึงเลี้ยงได้มิใช่หรือ ตอนที่เราเป็นเด็กเราดื้อก็เท่านั้น โกงก็เท่านั้น เอาใจยากสารพัด พ่อแม่ยังอดทน ตามใจเราเลี้ยงน้ำใจเราจนเติบใหญ่มาได้ ทีเราจะเลี้ยงเอาใจท่านบ้างมิได้เชียวหรือ แต่ผู้ที่จะเลี้ยงพ่อแม่ได้นั้น ก่อนอื่นต้องรู้จักธรรมชาติของคนแก่ด้วย หากไม่รู้กันเสียก่อนก็อาจเลี้ยงไม่ได้ หรือเลี้ยงได้แต่ไม่นานนัก จะเกิดความเบื่อหน่าย ชิงชังขึ้นมากลางคัน แล้วจะบ่นว่าคนแก่เอาใจยากและเลี้ยงยาก ขึ้นชื่อว่าคนแก่แล้วย่อมเป็นเหมือนๆ กันหมด เพราะเป็นธรรมดาของคนแก่ คือ จู้จี้ ขี้บ่น จุกจิก หลงลืม ขี้รำคาญ เห็นลูกเห็นหลานทำอะไรเป็นขวางหูขวางตาไปหมด คือมักไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจอยู่ร่ำไป ทั้งจะทำอะไรให้ถูกใจท่านยากด้วย เพราะการปรับใจปรับอารมณ์ของคนแก่ๆ นั้น ไม่ไวไฟเหมือนกับตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวหรืออายุยังน้อย ทั้งนี้เพราะมีความคิดละเอียดสุขุมรอบคอบขึ้น ไม่ตกอยู่ในอารมณ์อื่นได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้แหละ คนรุ่นใหม่จึงชอบขนานนามคนเก่าคนแก่ว่าเป็น ไดโนเสาร์ หรือ เต่าพันปี อะไรทำนองนี้ ก็จริงของเขา อย่าได้ไปว่าเด็กเลย? และก็จริงอีกเหมือนกัน ที่เด็กรุ่นใหม่ที่เคยว่าเป็นอย่างนั้นมาแล้ว พอตัวเองแก่ตัวลงไป ความคิดความอ่านก็จะพลอยแก่ไปด้วย ก็จะตกอยู่ในสถานะอย่างที่ตัวเคยว่าเขามาแล้วนั่นแหละเป็นทอดๆ กันไปทำนอง ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง นั่นเทียว ที่ว่าควรรู้จักคนแก่ให้ดีก็คือ ควรรู้ธรรมชาติของคนแก่เช่นนี้ พอรู้แล้วจะได้มีความเห็นว่าที่คนแก่จู้จี้ ขี้บ่น หรือเอาใจยากนั้นเป็นธรรมดา ไม่ได้จริงจังอะไรนัก จะถือเอาเป็นอารมณ์จนเกินไปไม่ได้หรืออย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังจนถึงกับเห็นท่านทำอย่างนั้นแล้ว โกรธเคืองไม่พอใจ และถกเถียงท่าเลย ทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการเติมเชื้อไฟโกรธให้คนแก่ไปเสีย การเลี้ยงคนแก่ต้องอดต้องทนท่านก็บ่นของท่านไปตามเรื่อง ท่านว่า จะเลี้ยงคนแก่ได้ดีต้องพก พระปิดทวาร จึงจะเลี้ยงได้ ท่านให้พกพระปิดทวารนั้น ท่านเปรียบให้เห็นว่าต้องทำตัวให้เหมือนกับพระปิดทวาร ซึ่งพระปิดทวารนั้นท่านปิดอวัยวะรับรู้อารมณ์ทั้งหลายหมด ท่านปิดไว้มิดชิดดีนัก คือ ท่านปิดตา ปิดหู และปิดปาก ไว้ไม่ให้ตาเห็น ไม่ให้หูได้ยิน ไม่ให้ปากพูดที่ให้พกพระแบบนี้เข้าไว้ เท่ากับท่านสอนให้ดูพระปิดทวารเป็นตัวอย่าง แล้วทำอย่างท่านบ้าง คือ ปิดหู ปิดตา ปิดปากบ้าง เพื่อทำให้จำง่ายๆ ถึงกับบอกไว้เป็นตำราว่า - ปิดตาทั้งคู่ ปิดหูสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นั่งนอนสบาย - ปิดตาทั้งคู่ เปิดหูสองข้าง ไม่ปิดปากเสียบ้าง เป็นทุกข์จนตาย คนเรานั้น บางครั้งแม้ตาจะไม่บอดก็ต้องทำเป็นตาบอดเสียบ้าง หูไม่หนวกก็ต้องทำเป็นหนวกเสียบ้าง ไม่ได้เป็นใบ้ ก็ต้องทำเป็นเหมือนใบ้เสียบ้าง เพื่อปิดกั้นอารมณ์ภายนอกไม่ให้เข้ากระทบใจให้กระเทือนใจได้ เลี้ยงคนแก่ก็ทำใจให้หนักแน่นและบางครั้งก็ต้องปิดตา ปิดหู ปิดปาก อย่างนี้จึงจะเลี้ยงท่านได้ เมื่อทำได้นอกจากจะเลี้ยงพ่อแม่ได้แล้วยังนั่งนอนสบาย ไม่รำคาญใจเมื่อได้เห็นได้ยินท่านบ่น หรือทำไม่ถูกใจเพราะหลงๆ ลืมๆ ด้วย โดยมาคิดเห็นว่านั่นเป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาของคนแก่ ท่านจู้จี้นักก็ทนฟังท่านไปสักครู่ ท่านเหนื่อยท่านก็หยุดเอง ท่านจะมานั่งบ่นเราได้ทั้งวันทั้งคือเมื่อไร ท่านจะเอาแรงที่ไหนมา สำคัญตอนฟังอยู่นั้นอย่าให้พระปิดทวารหลุดหายไปได้เป็นดี หากหล่นหายเสีย เกิดเปิดตาเปิดหูขึ้นมาก็พอทำเนา หากเปิดปากขึ้นมาบ้าง คราวนี้แหละไฟประลัยกัลป์เชียวลุ? ******************* ลูกศิษย์นอกครู ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองเป็นลูกหนี้ของพ่อแม่ และพ่อแม่เป็น พ่อครู แม่ครู และเป็น พระอาจารย์ เคยเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนมาจนได้ดีนี่แหละ บางทีเราก็ลืมนึกถึงท่านเหมือนกัน ที่ลืมนั้นมันเป็นเพราะมีอะไรสักอย่างมาบังตาบังใจทำให้ ใจบอด ไปชั่วระยะหนึ่ง หากไม่เปิดสิ่งบังตา สะกิดสิ่งบังใจออกแล้ว ก็อาจคิดว่าตัวเองเป็นอิสระ ไม่มีข้อพันธะผูกพันอะไรกับพ่อแม่อีกแล้วโตแล้ว พ่อแม่ก็หมดความหมายอะไรทำนองนี้ คือ ลืมพ่อลืมแม่ได้จริงๆ การลืมพ่อแม่ทำนองว่าท่านมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ได้เอาใจใส่ท่านนี่ก็พอทำเนา ยังพอคิดแก้ไขได้ ตอนหลังอาจกลับใจตั้งสติระลึกถึงท่านได้ แต่การลืมบุญคุณของท่านนี่สิร้ายนัก บางทีบอกก็แล้วเดือนก็แล้ว ยังนึกไม่ออก ยังแลไม่เห็น หรือนึกออกแต่ก็เพียงรู้เท่านั้น มิได้เกิดความซาบซึ้งหรือเกิดความคิดที่จะตอบแทนพระคุณท่านเลยอย่างนี้แหละร้ายที่สุด และดูเหมือนว่าจะแรงด้วย คนที่ลืมบุญคุณของพ่อแม่นั้นเราจะหาดูได้ไม่ยากนัก อย่างมีเล่ากันว่า มีครอบครัวหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านชนบท ค่อนข้างห่างความเจริญ สองสามีภรรยาหัวหน้าครอบครัว มีอาชีพในทางทำไร่ พอมีพอกินไปวันๆ แบบ ทำมาหากิน คือ ทำมาได้ หากินหมดจริงๆ ไม่พอที่จะเหลือเก็บ นอกจากพอประทังชีพสองคนและลูกชายเล็กอีกคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อลูกโตพอที่จะเรียนหนังสือได้แล้ว ก็พาไปฝากเข้าโรงเรียนที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ด้วยในหมู่บ้านของตัวยังไม่มีโรงเรียน ตอนเช้ามืดแม่ต้องลุกหุงหาอาหารแล้วจัดเตรียมใส่หม้อดินเล็กๆ เพื่อเป็น อาหารมื้อกลางวันสำหรับลูกที่โรงเรียน แล้วก็พาลูกหอบหิ้วหนังสือและอาหารมื้อนั้นไปส่งที่โรงเรียนแล้วกลับมาช่วยพ่ทำงานไร่ต่อ ตกเย็นพ่อมีหน้าที่ไปรับลูกกลับจากโรงเรียน ทั้งสองทำอยู่เช่นนี้ จนกระทั่งลูกเรียนจบชั้นประถมปีที่สี่อันเป็นชั้นสูงของโรงเรียน จะให้ลูกเรียนต่อในเมืองก็ไม่มีปัญญาจะส่งเสีย ทั้งลูกก็ไม่อยากจะเรียนต่อด้วย พอออกจากโรงเรียนแล้วก็มาอยู่ช่วยพ่อแม่ทำงานไร่บ้างตามกำลังจนเติบโต ความที่พ่อแม่ตามใจและรักมาตั้งแต่เล็กๆ เขาจึงค่อนข้างเกียจคร้าน ชอบเที่ยวเตร่ คบเพื่อต่างหมู่บ้านไม่เลือกหน้า ถึงกระนั้นพ่อแม่ก็ไม่กล้าต่อว่าเพราะตัวเอง ยังมีกำลังทำงานได้ต่อมาพ่อเป็นโรคลำไส้รักษาด้วยยากกลางบ้านตามที่ตามเกิด และก็ไม่หาย หนักเข้าก็ต้องสิ้นพ่อไปคนหนึ่ง ฝ่ายแม่ก็อดทนหาเลี้ยงลูกมาจนกระทั่งลูกไปมีครอบครัวอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ห่างกันพอสมควรโดยอาศัย รูปร่างดีเป็นเครื่องประกอบ จึงได้ภรรยาที่พอมีอันจะกิน ซ้ำยังเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงอยู่ดีกินดีขึ้นกว่าเก่า เมื่อสบายเสียแล้ว เขาจึงลืมคนอีกคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ที่เดิม คือแม่ของเขานั้นเอง เขาไม่เคยไปหาแม่หรือส่งข่าวไปให้แม่ทราบเลยนับจากเดือนเป็นปี เข้าตำรา หลงเมียลืมแม่ ก็คงจะได้อยู่ ฝ่ายแม่เมื่อลูกชายไปมีภรรยาแล้วหายเงียบไปไม่มาหาเลย ทนคิดถึงลูกไม่ไหวก็ไปหาลูกชาย เขาต้อนรับแม่ดีในตอนแรกๆ แต่พอบ่อยเข้า ก็เกิดความรำคาญแม่ที่มาให้เห็นหน้าบ่อยๆ ต่อมาแม่เกิดป่วยขึ้นทำงานก็ไม่ได้ เงินที่พอมีเก็บเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาซื้อยารักษาโรค เงินหมดโรคก็ยังไม่หาย จำต้องหอบสังขารไปหาลูกชาย หวังมาฝากมีฝากไข้กลับพูดเป็นทำนองให้รู้ว่า ตนเองไม่อยากจะให้แม่อยู่ด้วย แม่ก็เลยพูดไม่ออก บอกว่าจะมาอยู่ด้วยไม่ได้ ได้แต่มองตาลูก ลูกก็ทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย แม่ก็บอกว่าไหนๆ บากหน้ามาแล้ว เมื่อลูกมันไม่รักษา ไม่เลี้ยงก็ไม่เป็นไร ขอไปรักษาที่อื่น แต่เงินไม่มีนี่สิจะขอลูกก็คงไม่ให้ ตัดใจขอยืมลูกไปก่อน วันหลังหายแล้วคงหามาใช้ได้ ฝ่ายลูกก็โยกโย้ว่าเงินจำนวนนี้เป็นของเมีย ยืมแล้วต้องทำสัญญาเดี๋ยวเมียจะว่าเอาได้ แม่ก็ต้องยอมกล้ำกลืนทำสัญญากันไว้ เมื่อได้เงินแล้วก็เข้ารักษา แต่โรคคนแก่ผสมกับโรคทางกายที่ทรุดโทรมเพราะกรำงานหนัก และโรคทางใจที่ลูกไม่แยแส จึงทรุดโทรมลงๆ เงินทองที่มีอยู่ก็หมดไปจำต้องกลับบ้านอาศัยเพื่อนบ้านช่วยดูแลบ้าง ให้ข้าวให้น้ำพอประทังไปได้วันๆ หนักเข้าๆ แทนที่จะตาย โรคกลับทุเลาพอไปไหนมาไหนได้และพอมีกำลังงานไปเก็บพืชผลในไร่มาขายได้ เรียกว่าโรคเวรโรคกรรมมันยังไม่หมด ว่างั้นเถอะ ต่อมาเงินเกิดขาดมืออีก เพราะพืชผลในไร่เสียหายจำต้องเอาที่ดินผืนเล็กๆ นั้นไปขายฝากไว้กับเพื่อนบ้าน เอาเงินมาเลี้ยงตัวจะมีเงินใช้หนี้ได้บ้าง จึงมาทวงแม่ แม่ก็บอกว่า ตอนนี้เงินพอมีแต่ต้องการเก็บไว้ซื้อข้าวกินบ้าง เมื่อไม่ได้ลูกชายก็กลับไป วันหลังมาทวงอีก แม่ก็เลยบอกว่าไม่มีส่งไปเลย เจ้าลูกชายก็บอกแม่ว่า แม่อย่าโกงก็แล้วกัน ถ้าโกงเมื่อไหร่จะฟ้องร้อง เมื่อได้ยินลูกว่าเช่นนั้น ความอดกลั้นที่มีอยู่มัน ไม่รู้หายไปไหนหมด แม่ก็บอกลูกไปว่า ข้าไม่มีเงินแล้วตอนนี้ และข้าก็จะไม่ใช้เอ็งด้วย เอ็งจะไปฟ้องร้องหรือ เอาข้าไปตัดหัวคั่วแห้งที่ไหนก็ตามใจเถอะ อนิจจา! ลูกผู้ถูกแม่พูดด้วยน้ำตานองหน้าอย่างนี้แทนที่จะรู้สึกหรือเลิกแล้วกันไป กลับไปหากำนันแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังพร้อมทั้งกำชับกำนันให้จัดการเอาเงินคืนให้ด้วย ลูกจัญไรพรรค์นี้ก็มีด้วย กำนันคิด เพราะเป็นคนยุติธรรม และเป็นคนตรงเลยบอกว่า เอาละ เงินจำนวนนี้พร้อมทั้งดอกเบี้ยทั้งหมด ข้าจะให้เองแทนแม่เอ็งทั้งหมด แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่ง" เมื่อเขาได้ยินกำนันพูดเช่นนั้นก็ดีใจขึ้นอักโข เงินคงได้คืนมาแน่ จึงรีบรับปากกับกำนันว่าจะทำตามข้อแม้ทุกอย่าง ข้อแม้ของข้าคือ นับจากนี้เป็นต้นไป ให้เอ็งมาหาข้าทุกเช้าเป็นเวลาหนึ่งเดือน ข้าจะทำถุงเล็กๆ ใบหนึ่งให้เอ็งผูกไว้ที่เอวข้างหน้า และถุงนี้เอ็งต้องผูกไว้เป็นประจำตลอดเดือน ห้ามเอาออกเด็ดขาดทั้งเวลากิน เวลาเดิน เวลานั่งนอน หรือแม้จะอาบน้ำ เข้าส้วมอะไรก็แล้วแต่ เวลาเอ็งมาหาข้า ข้าจะให้ก้อนหินขนาดเท่าลูกพรุทราไว้ในถุงวันละก้อนๆ เพื่อดูว่าเอ็งมาหาข้าได้กี่วันแล้ว และก้อนหินนี่ ห้ามเอาออกจากถุงทุกเวลาเหมือนกัน ห้ามตบตาข้าด้วย ถ้าข้ารู้เข้า ข้าจะไม่ยอม ให้เงินเอ็งเลยสักบาทเดียว เพราะถือว่าเอ็งผิดสัญญา แค่นี้เอ็งทำได้ไหม เรื่องเล็ก! เขาคิดแค่นี้ทำไมจะไม่ได้ ระยะทางมาที่นี่กิโลกว่าๆ เท่านั้น มาหากำนันเท่ากับเดินออกกำลังตอนเช้าไปในตัว เพื่อแลกกับเงินที่แม่ยืมกลับคืนมา ทั้งต้นทั้งดอกที่กำนันจะให้ตั้งสองพันกว่า พอคุ้มกันแล้ว ดีกว่าไปทำงาน รับจ้างเขาเสียด้วยซ้ำ คิดเช่นนี้จึงตกปากรับคำทันที คนเห็นแก่เงิน ย่อมเห็นเงินสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด เรื่องอื่นๆ ค่อยว่ากันทีหลัง รุ่งขึ้นอีกวัน เขามาหากำนันแต่เช้า กำนันก็มอบถุงใบหนึ่งใบผูกสะเองเขาไว้ แล้วเอาก้อนหินใส่ไว้ในถุงเป็นประเดิมหนึ่งก้อน โดยไม่ต้องหาพระมาชะยันโตเอาฤกษ์ให้เสียเวลา เขาก็กลับไปบ้านเล่าให้ภรรยาฟัง ภรรยาก็ไม่ว่ากระไร เขาทำเช่นนี้ได้ประมาณหากเจ็ดวัน ความอึดอันเริ่มจู่โจมเข้ามาทีละน้อยๆ ตอนแรกก็ไม่รู้สึกต่อมาเมื่อก้อนหินมีหลายก้อนเข้า เวลาเดินไปไหนมาไหน แม้จะเอาชายเสื้อคลุมถุงไว้แล้วมันก็ยังนุนออกมาแถมหินกระทบกันดังกรุ๊ก กริ๊กๆ ตลอดเวลา รำคาญหู เวลานอนก็ต้องนอนตะแคงจะนอนหงายก็ไม่ถนัด ถุงหินมันทับอยู่บนท้อง นอนคว่ำก็ไม่ได้ ที่ลำบากที่สุดก็คือ เวลาเช้าส้วมดูมันทุลักทุเลชอบกล แต่ความอยากได้เงินคืน จำต้องทนเอา ไหนๆ ก็ทนมาได้ตั้งอาทิตย์แล้วทนเอาอีกหน่อยเถอะน่า เขาปลอบใจตัวเอง สิบวันผ่านไป ความทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้นตามลำดับ ความอดกลั้นต่อความรำคาญชักหมดไปทุกขณะ สิบห้าวันยังไม่ทันพ้น ความอดทนก็ถึงขีดสุด! เขาก็รีบจ้ำไปหากำนันในตอนเย็นวันนั้นเลยกำนัน เห็นเข้าก็รู้ทีเดียว แต่ก็แกล้งถาม อ้าว! มาทำไมอีก ก็เมื่อเช้ามาทีแล้วนี่นา เอ้อ ผมมาคืนถุงกำนันครับ เขากล่าวอ่อยๆ เอ...มันยังไม่ครบเดือนนานี่เพิ่งได้สิบห้าวันเท่านั้นยังไม่หมดสัญญานี่ คืนได้เรอะ ผมทนไม่ไหวแล้วครับ ต้องคืนแน่ เอา! คืนก็คืน แต่เงินข้าไม่จ่ายให้นะบอกกันก่อนเพราะเอ็งผิดสัญญา ครับ เงินผมไม่อยากได้แล้ว มันรำคาญเต็มทีเวลากินเวลานอน มันทรมานเหลือเกินยิ่งเวลาเข้าส้วมด้วยแล้วอย่าบอกใครเลยกำนัน ว่าแล้ว ก็รีบแก้ถุงจากเอวส่งให้กำนัน แหม...เอาออกเสียได้ ผมโล่งใจขึ้นอีกเยอะเชียว เขาบ่นเบาๆ กำนันได้ยินเขาพูดเช่นนั้นก็นึกว่า ได้การละคราวนี้ ได้ทีแล้วขี่ม้าไล่เสียเลยจะได้เร็วดี ขี่แพะมันช้าไป เฮ้ย! นั่งลงก่อนซี ดื่มน้ำดื่มท่าให้สบายเสียก่อนแล้วฟังข้า ข้าจะพูดให้เอ็งฟังคืองี้นะ เอ็งผูกถุงหินไว้ที่หน้าท้องแค่สิบห้าวันเท่านั้น เอ็งบ่นว่าทรมาน รำคาญเหลือเกินแล้วอยากจะเอาออกเสีย ตอนเอ็งอยู่ในท้องแม่เอ็งนะเอ็งโตทุกวันๆ แม่เอ็งก็อุ้มเอ็งอยู่ได้ตั้งเก้าเดือนสิบเดือน ทำไมแก่ไม่เห็นจะบ่นทุกข์ทรมานหรือรำคาญเลย ไม่ว่าแม่เอ็งจะไปไหน จะทำอะไรเอ็งจะต้องติดท้องแม่เอ็งไปด้วยตลอดเวลา ตอนนั้นนะเอ็งลองคิดดูทีหรือว่าแม่เอ็งจะรำคาญ หรือทุกข์ทรมานแค่ไหน ตั้งสิบเดือนเชียวนะกำนัน หยุดนิ่งมองดูเขานิดหนึ่ง เมื่อเขาไม่พูดอะไรกำนันก็พูดต่อ แม่เอ็งลำบากลำบนเพราะเอ็งไม่รู้เท่าไหร่ เอ็งเคยคิดบ้างไหมในท้องสิบเดือน นะมันน้อยไปด้วยซ้ำ กว่าจะเลี้ยงเอ็งโตมานี่ แม่เอ็งต้องเสียข้าวเสียน้ำไปเท่าไหร่ กว่าเอ็งจะอ่านออกเขียนได้ เป็นผู้เป็นคนมากับเขาได้นี่ แม่เอ็งต้องเทียวรับเทียวส่งเอ็งไปโรงเรียนกี่ปีเสียแรง เสียเงินไปเท่าไรเอ็งคิดดูเอาเอง ข้ารู้มา แม่เอ็งน่ะลำบาก มากเพราะเอ็งคนเดียว แค่แกยืมเงินเอ็งมาแค่สองพันบาทเท่านั้น เอ็งจะเอาเป็นเอาตายกับแกทีเดียว เงินแค่นี้น่ะมันไม่คุ้มกับค่าเลี้ยงดูเอ็งมาปีเดียวเสียด้วยซ้ำ ถ้าแม่เอ็งแกเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากเอ็งนะ เอ็งเอ๋ยชีวิตนี้ทั้งชีวิตก็ทำใช้แกไม่หมดหรอก แต่แกก็ไม่เคยเรียกร้องเอาจากเอ็งเลยสักแดงเดียว แม้อยากจะได้ก็ขอยืมเอา แล้วเอ็งจะเอาไงกะแกอีกเล่า ถ้ายังอยากจะได้เงินจาก แม่เอ็งอีกก็อย่าไปเอากะแกเลยแกแก่แล้ว ข้าจะใช้ให้เอ็งเอาไหม เขายังนิ่งเหมือนเดิมกำนันก็เลยลำนำคำกลอนให้เขาฟังเรื่อยๆ รักใดเล่า รักแน่ เท่าแม่รัก ผูกสมัคร ลูกมั่น มิหวั่นไหว ห่วงใดเล่า เท่าห่วง ดังดวงใจ ที่แม่ให้ กับลูก อยู่ทุกครา ยามลูกชื่น แม่ขม ตรมหลายเท่า ยามลูกเศร้า แม่โศก วิโยคกว่า ยามลูกหาย แม่ห่วง คอยดวงตา ยามลูกมา แม่หมด ลดห่วงใย กำนันว่าอย่างไรเขาไม่รู้อีกแล้ว และเขาก็ไม่รู้ว่าก่อนลงจากบ้านกำนันนั้น เขาได้ลาหรือไหว้กำนันบ้างหรือเปล่ามารู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อตัวเอง โผเข้าอยู่ในอ้อมอกของแม่เสียแล้ว เรื่องนี้มันเหมือนกับเรื่องนิทาน แต่ก็เกิดขึ้นกับชีวิตจริงจึงอาจเป็นนิทานชีวิตก็ได้ และที่เล่านิทานเรื่องนี้มาก็มิได้ตั้งใจจะสอนให้รู้ว่าอะไรทั้งสิ้น *********************** บูชาพระในบ้าน พระพุทธรูปและพระเครื่ององค์เล็กๆ เราอุตส่าห์ไปเช่า ไปซื้อหามาด้วยราคาแพงๆ และทำที่ตั้งที่ประดิษฐานท่านไว้อย่างดีพร้อมบูชาด้วยดกไม้ธูปเทียนเป็นประจำวันแม้จะนอนก็กราบไหว้สวดมนต์ขอพรจากท่านก่อน จิตใจก็สบายนอนกลับด้วยความเป็นสุข ตื่นขึ้นมาก็แช่มชื่น หรือพระสงฆ์เราก็ให้ความเคารพกราบไหว้บูชาด้วยดี ถวายข้าวถวายน้ำและปัจจัยอื่น เพื่อให้ท่านมีกำลังทำกิจเพื่อดำรงพระศาสนา อันเป็นหน้าที่ของท่านสืบไปเราบูชาพระกันอย่างนี้ แต่อย่าลืมพระที่มีลมหายใจคือพ่อแม่เสีย ควรได้บูชาท่าบ้างตามสมควร ด้วยการเลี้ยงท่านทางร่างกาย คือให้ปัจจัยสี่ดูแลความทุกข์สุข ทำนองเอาตาดู เอาหูใส่ไม่วางเฉยเสียและด้วยการเลี้ยงจิตใจท่านคือพยายามทำตนให้ดีเชื่อฟังอยู่ในกรอบโอวาทคำเตือนเรื่องใดที่จะนำความเสียใจและกระทบกระเทือนใจมาสู่ท่านก็ละเว้นเสีย คำพูดคำจาที่จะพูดกับท่านต้องระวัง เพราะคนแก่ใจน้อย ต้องรักษาน้ำใจของท่านน้ำใจของท่านไว้ด้วยคำพูดที่นิ่มหู และฟังดูไม่กระทบกระทั่งท่านว่าเป็น คนล้าสมัยอยู่ไปก็เกะกะบ้าน อะไรทำนองนี้ แม้จะอยู่ห่างไกล ก็ส่งข่าว ถึงท่านบ้าง หรือหาโอกาสมาเยี่ยมเยียนท่านให้ท่านได้เห็นหน้าเห็นตาบ้างไม่ปล่อยทิ้งให้ท่านนอนคิดถึงเราเพียงลำพัง สำคัญต้องทำตัวให้สมควรให้ดีพอที่ท่านจะไว้วางใจแล้วมอบมรดกให้ เพราะพ่อแม่แม้จะรักลูกเท่าๆ กันก็ตามแต่เวลาจะให้มรดก ท่านต้องมองดูลูกแต่ละคนก่อนว่า มีนิสัยใจคออย่างไร ชอบประพฤติอย่างไรมีความดีพอที่จะรักามรดกที่จะมอบให้หรือไม่ มอบให้แล้วจะถูกผลาญหรือทำให้งอกเงยขึ้น หรืออย่างไรท่านต้องดูหมดดูอย่างรอบอบ พินิจพิเคราะห์ หากเห็นว่าลูกคนใดทำตัวไม่ค่อยดีถึงให้มรดกไปก็รักษาไว้ไม่ได้แน่ ท่านก็มักไม่ให้เหมือนกันกลับไปให้อีกคนหนึ่งที่เห็นว่าดี ลูกที่ไม่ได้รับมรดกก็มักจะโมเมเอาว่า พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากันมีความลำเอียง แต่หามองดูความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของตัวเองไม่ อย่างน้อยๆ ก็เคยทำผิดใจพ่อแม่มาบ้างละ ก็มีอยู่มิใช่น้อยเหมือนกันที่พ่อแม่ไม่ได้มองลูกให้ถ่องแม้ก่อน ที่จะมอบมรดกให้ไปให้คนที่ใกล้ชิด หรือเอาอกเอาใจกว่า หรือลูกที่ชอบประจบประแจงเป็นประจำ โดยที่ปกปิดความไม่ค่อยดี ของตนไว้ ไม่ให้ท่านเห็นท่านก็นึกว่าดีแล้ว แต่ที่ไหนได้ยังไม่ทันที่กระดูกพ่อแม่จะผุเลย ทรัพย์มรดกถูกผลาญจนหมดสิ้น! อย่างนี้เป็นความผิดของใคร? พูดถึงบูชาพระในบ้าน เคยเห็นมาไม่น้อย ตอนท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านชอบอะไรไม่เคยหามาให้ บางทีก็ดุด่านว่าท่าน เอาว่าจู้จี้จกจิกอยากได้ร้อนก็เอาเย็นมาให้ อยากได้เย็นกลับเอาร้อนมาส่ง พอท่านสิ้นไปแล้วกลับได้คิดระลึกถึงท่านขึ้นมาจะทำบุญทำทานอะไรก็มักจะทำแต่สิ่งที่พ่อชอบแม่ชอบถวายพระ แล้วอุทิศไปให้กับชนิดนี้พ่อชอบ แกงชนิดนี้แม่ชอบ หวานชนิดโน้นเป็นของโปรดของพ่อ ของชนิดนี้แม่เคยอยากได้ อุตส่าห์ทำไปให้ ก็นับว่าดีแล้วไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่มาคิดในใจว่า ถ้าทำให้ท่านเสียตั้งแต่ท่านยังมีลมหายใจอยู่จะดีไม่น้อยนะ นี่ทำแล้ว นำไปบูชาท่านในบ้านเลย จะได้อานิสงส์ทันตาเห็น ส่วนบางคนนั้นตั้งอกตั้งใจ ทำบูชาท่าน อย่างนี้เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่และเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำอุทิศไปให้ท่านอีกเล่า เรียกว่านึกถึงท่านเมื่อไรก็ทำสิ่งที่ท่านชอบอุทิศส่งไปให้ท่าน คนเช่นนี้เราจะเห็นมีสักกี่คนกันเล่า! บูชาพระในบ้านนั้น แม้จะเปลืองทุกวัน แม้จะเป็นพระที่จู้จี้บ่นบ้างก็ควรจะทำ เพราะนอกจากเป็นหน้าที่แล้วยังเป็นการ เปลื้องหนี้น้ำนม หรือ เปลื้องหนี้ชีวิต ไปด้วย โอกาสที่จะทำได้เช่นนี้ก็มีเพียงชั่วระยะเวลาที่ท่านยังมีลมหายใจเท่านั้น อย่าได้คิดรังเกียจหรือเบื่อหน่ายที่จะเลี้ยงท่านเลย เงินทองและทรัพย์สิน ที่เรานำมาเลี้ยงท่านนั้น ถ้าจะว่ากันแล้วก็เป็นส่วนของท่านด้วยเหมือนกัน พ่อแม่น่ะทนลำบากเลี้ยงลูกให้โตมาได้เป็นเก้าคนสิบคน แล้วลูกตั้งเก้าคนสิบคนนั้นจะช่วยกันยอมลำบากเลี้ยงท่านเพียงสองคน ไม่ได้เชียวหรือ คนเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ได้ ท่านว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ คือ ไปแห่งหนตำบลใดไม่ตกอับจะทำมาหากินอะไร ก็จะเจริญงอกงาม จะค้าขายก็มีกำไร จะทำสวนทำไร่ ก็ผลิตดอกออกผลดี จะมีเงินมีทองก็เก็บรักษาไว้ได้ ไม่ร้อนเงินและเงินก็ไม่ร้อน เพราะมีคุณธรรมคือน้ำใจรู้คุณคนอยู่กับตัว คุณธรรมข้อนี้สามารถ เก็บความดี และทรัพย์สินเงินทองเข้าไว้ได้ เพราะเป็นคุณธรรมที่เย็นสนิท ธรรมดาความเย็นย่อมเก็บอะไรไว้ไม่ให้เสียไม่ให้เน่าได้ ไม่ว่าอาหาร ปลา เนื้อ ผัก ชนิดไหน หากเก็บไว้ในที่เย็นๆ จะอยู่ได้ไม่เน่าไม่เสีย และความเย็นนั้นใครๆ ก็ชอบ เช่น ชอบอยู่ในห้องเย็นๆ ชอบคำพูดเย็นๆ ชอบปลูกบ้านอยู่ในที่มีลมพัดเย็นๆ ชอบอยู่ตามริมน้ำลำคอลงที่มีน้ำเย็นๆ ดูจะชอบเย็นกันทั้งนั้น ไม่เฉพาะคนเท่านั้นที่ชอบเย็น ถึงต้นไม้และสัตว์ก็ชอบเย็นเช่นกัน อย่าว่าแต่สิ่งมีชีวิต เช่น คนหรือสัตว์ จะชอบเย็นเลยถึง สมบัติต่างๆ ก็ชอบอยู่ในที่เย็นๆ ชอบอยู่กับคนเย็นๆ เช่นกัน ใครเย็นมากสมบัติก็อยู่มากและอยู่นาน ใครเย็นน้อยสมบัติก็อยู่น้อย ใครไม่เย็นเลยสมบัติก็ไม่อยู่เลย ส่วนคนร้อน หากร้อนมากแม้จะมีสมบัติมาก สมบัตินั้นก็จะหนีออกไปเร็ว ถ้าร้อนน้อยก็ค่อยๆ หนีไปทีละน้อยๆ ชนิดที่ ถ้าร้อนเข้ามาทางหน้าบ้านสมบัติก็รีบหนีออกทางหลังบ้าน นั่นเชียว บูชาพระในบ้านให้ดีก็มีประโยชน์ ทอดทิ้งพระในบ้านก็มีโทษ ซึ่งบางครั้งอาจจะมาช้าไปหน่อยก็คงไม่ถึงกับนานเกินไปจึงมีสูตรสำเร็จไว้เตือนใจกันมาว่า ลูกคนใดทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ 1 ครั้ง ต่อไปตัวเองจะต้องเสียใจเพราะลูก 2 ครั้ง ลูกคนใดทำให้พ่อแม่ผิดหวัง 1 ครั้ง ต่อไปตัวเองจะต้องเสียใจเพราะลูก 2 ครั้ง ลูกคนใดทำให้พ่อแม่ผิดหวัง 1 ครั้ง ต่อไปจะต้องผิดหวังเพราะลูก 2 ครั้ง เพราะฉะนั้น หากลูคนใดทำให้พ่อแม่ผิดหวัง 10 ครั้ง ทำพ่อแม่ให้เสียใจ 10 ครั้ง หรือทำพ่อแม่ให้ต้องร้องไห้ 10 ครั้ง ต่อไปตัวเองจะต้องผิดหวัง เสียใจ หรือร้องไห้ เพราะลูกตัวเองกี่ครั้งลองคำนวณดูนัยตรงกันข้าม ลูกคนใดทำพ่อแม่ให้ได้รับความสมหวัง 1 ครั้ง ต่อไปตัวเองจะได้รับความสมหวังจากลูก 2 ครั้ง ลูกคนใดทำให้พ่อแม่ให้ได้รับความชื่นใจ 1 ครั้ง ต่อไปจะได้รับความชื่นใจจากลูก 2 ครั้ง ดังนั้น หากลูกคนใดทำพ่อแม่ให้ได้รับความสมหวังได้รับความชื่นใจ ได้รับความดีใจ 10 ครั้ง ต่อไปในชีวิต จะได้รับสิ่งนี้จากลูกของตนถึง 20 ครั้ง สูตรนี้จะใช้ได้หรือไม่ ก็เห็นจะต้องฝากท่านทั้งหลายไว้พิจารณาหรือ ทบทวนดูจากชีวิตที่ล่วงมาแล้ว อาจจริงหรือไม่จริงอาจใช้ได้หรือใช้ไม่ได้เท่าๆ กัน แต่ท่านก็วางเป็นสูตรไว้เช่นนี้ ************************ พระที่ถูกมองข้าม มีชนบทแห่งหนึ่งในประเทศจีน ตั้งอยู่เชิงเขาเป็นภูมิประเทศที่สงบ อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีลำธารใสไหลผ่านหมู่บ้าน ต้นไม้ทุกต้นใบสดเขียวขจี ในทุ่งนาก็สะพรั่งด้วยต้นข้าวที่ชูรวงเป็นสีทอง ตัดกับท้องฟ้าสีครามมองไปทางไหนก็ชื่นฉ่ำเจริญตา ชาวชนบทส่วนใหญ่มีอาชีพออกไปทำไร่ทำนา ผู้อยู่เรือนก็ปั่นฝ้ายทอผ้า ต่างมีความสุข มีฐานะมั่งคั่ง เหนือขึ้นไปบนยอดเขามีกุฏิพระภิกษุอยู่จำศีลภาวนา เชิงเขามีกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง เป็นที่อยู่ของสองแม่ลูก แม่นั้นแม้อายุจะย่างเข้าสู่วัยชรา แต่นางยังแข็งแรงพอที่จะรับจ้างเขาทำงานหาเลี้ยงลูกได้ บุตรของนางเป็นเด็กรุ่นหนุ่มใหญ่ ไม่เอาการเอางาน ดื้อด้านไม่เชื่อถ้อยฟังคำมารดา ไม่สนใจในความเหนื่อยยากของแม่ที่ตรากตรำทำงานหนัก เอาแต่เที่ยวเตร่เล่นสนุก ถึงกระนั้นนางก็รักเขา อย่างสุดสวาทขาดใจ คอยเอาอกเอาใจมิให้อนาทร วันหนึ่งเขาแลเห็นเพื่อนกราบพระพุทธรูป ก็นึกในใจว่าการที่เพื่อนของเขามีฐานะดี คงเป็นเพราะหมั่นกราบไหว้พระ เย็นวันนั้นเขาขึ้นไปบนเขา เข้าไปมนัสการขอพระพุทธรูปจากพระภิกษุที่พำนักอยู่บนยอดเขา เพื่อเอาไปไว้บูชาที่เรือน หวังจะได้มั่งคั่งเหมือนคนทั้งหลาย พระภิกษุได้ฟังก็กล่าวว่า ฟังก่อน เหม็ง เจ้าจะแก้บนด้วยการกราบไหว้พระนั้นไม่สำเร็จดอก ป่วยการเปล่าในเมื่อที่เรือนของเจ้าก็มีพระอยู่แล้ว จงเคารพบูชาท่านเถิดเจ้าจะจำเริญ เหม็งได้ฟังก็ฉงน อุทานว่า ที่บ้านของกระผมไม่เคยมีพระสักองค์ กระผมยากจนหนักหนา จึงอยากได้ไปไว้บูชากับเขาบ้าง พระภิกษุยังคงยืนกรานว่า กลับไปเถิดเหม็ง พระเฝ้ารออยู่ที่บ้านแล้ว กลับถึงบ้านคืนนี้ เมื่อเจ้าเคาะประตูท่านจะออกมาเปิดรับเจ้าอย่างรีบร้อน ผลีผลามเสียจนใส่รองเท้ากลับข้าง เสื้อที่สวมก็กลับด้านนอกอยู่ข้างใจ เหม็งได้ฟังดังนั้นก็สนเท่ห์ยิ่งนัก นมัสการลาพระภิกษุรีบกลับฝ่าลมหนาวและละอองน้ำค้างมาตลอดทาง กว่าจะถึงบ้านก็เปียกโชกไปทั้งตัว ทันทีที่เขาเคาะประตูกระท่อม ผู้ที่เปิดประตูรับเขา ก็คือมารดาของเขานั่นเอง เหม็งสังเกตเห็นนางสวมรองเท้ากลับข้าง เสื้อที่ใส่ก็กลับ พอเห็นลูกชาย นายก็เอ่ยขึ้นว่า เหม็ง...ลูกหายไปไหนมา แม่เป็นห่วงกลัวลูกจะไปเป็นอันตราย แม่ตั้งตาคอยตั้งแต่หัวค่ำจนดึกอ้าว นั่น...ลูกเปียกปอนไปหมดทั้งตัว ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียแล้วไปผิงไฟที่หน้าเตา เจ้าหิวไหม แม่จะไปเอาข้าวมาให้กิน กระแสเสียงที่หลั่งออกมานั้นนุ่มนวลนัก เปี่ยมด้วยความรัก ความห่วงใย ความเมตตาปราณีที่บริสุทธิ์ใจ เขาหวลระลึกถึงคำของพระภิกษุบนยอดเขา ก็ประจักษ์แจ่มแจ้งในบัดนั้นเองว่า มีพระอยู่ใกล้ตัวมาแต่อ้อนแต่ออก แต่เขาเองละเลยไม่เคยคิดเอาใจใส่ แม่เท่านั้นที่จะเสียสละให้ลูกได้ ทั้งชีวิตและเลือดเนื้อ มุ่งหวังแต่จะให้ลูกมีความสุขความเจริญ แม่เป็นผู้มีแต่ให้ ไม่หวังสิ่งตอบแทนตัวกูนี่สิ มีแต่จะรับเอาท่าเดียว นับแต่นั้นมา เขาก็บำเพ็ญตนอยู่ในโอวาท เทิดทูนเคารพบูชามารดาของเขาเหนือสิ่งใดๆ ในโลก **************************** ตอนหนึ่งของพระธรรมเทศนาพิเศษ เรื่องพระคุณแม่ ของ พระดุษฎี เมธังกุโร สวนโมกขพลาราม อุปการะที่แม่มีต่อลูก 5 ประการ แม่ของเราทั้งหลายท่านทำหน้าที่อะไรบ้าง 1. เริ่มตั้งแต่คอยตักเอนห้ามปรามเราไม่ให้ทำความชั่ว ไม่มีแม่คนไหนที่สอนให้ลูกทำความชั่ว ยกเว้นแต่แม่คนนั้นมีความหลงผิด มีความเห็นผิด มีความเห็นแก่ตัว เป็นแม่ที่ไม่มีธรรมะ ไม่มีสามัญสำนึกแต่ ถ้าเป็นแม่โดยแท้จริงทั่วไปแล้ว แม่ทุกคน จะต้องห้ามปรามป้องกันลูกจากการทำความชั่ว 2. อุดหนุนส่งเสริมให้กำลังใจและสอนลูกให้ทำแต่ความดี 3. แม่ใช้วิชาความรู้ซึ่งจะเป็นทรัพย์เลี้ยงตัวตลอดชีวิต เมื่อเราต้องการความช่วยเหลือ แม่ก็ให้เราทุกอย่าง 4. เมื่อเราโตขึ้น แม่ก็ให้อนาคต ช่วยหาคู่ครองหรือหาครอบครัวที่อบอุ่นแก่เรา และ 5. เมื่อถึงคราวอันสมควรท่านก็มอบทรัพย์มรดกให้อีกแม่ทำหน้าที่มากถึงขนาดนี้ เราก็ต้องทำหน้าที่ตอบแทนให้สมกัน ลูกมีหน้าที่ปฏิการะ 5 ประการ หน้าที่ของลูกที่ตอบแทนแม่ก็มีอยู่ 5 ประการ ตั้งใจฟังให้ดี 1. ท่านเลี้ยงเรา เราเลี้ยงท่านตอบ การเลี้ยงก็มี 2 อย่าง คือ เลี้ยงกาย กับ เลี้ยงใจ เลี้ยงกาย ก็คือการหาเลี้ยงด้วยอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคให้กับท่าน ให้ท่านมีความสะดวกสบาย พ่อแม่มีความสำคัญถึงขนาดที่พระพุทธเจ้าอนุญาตว่า ภิกษุสามเณร บิณฑบาตเลี้ยงพ่อแม่ได้ แต่ไม่ให้เลี้ยงคนอื่น ถ้าตนเองยังไม่ได้ฉันเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาศรัทธาของญาติโยมที่นำมาทำบุญ คือญาติโยมเขาตั้งใจถวายพระถวายเณร เพื่อบำรุงพระศาสนา ถ้าเราให้กับคนอื่นกินก่อน เขาอาจจะเสียใจและเสื่อมศรัทธา แต่ว่าถ้าให้กับพ่อแม่ก่อนนี้ท่านอนุญาต แสดงว่าการเลี้ยงดูพ่อแม่นี้เป็นการกระทำที่ดีที่ท่านยกย่องและเห็นความสำคัญ มีเรื่องเล่าในคัมภีร์ว่า ในครั้งพุทธกาลมีชายคนหนึ่งเป็นลูกคนเดียวของเศรษฐีชราตายาย เกิดความศรัทธาอยากจะไปบวชแต่พ่อแม่ซึ่งแก่แล้วก็ไม่อยากให้บวช เพราะว่าเป็นลูกชายคนเดียวที่จะสืบทอดสกุล เมื่อพ่อแม่ไม่อนุญาต ลูกชายก็อดข้าวอดน้ำประท้วยหมายใจจะให้พ่อแม่ทนไม่ได้ เมื่อพ่อแม่เห็นลูกลำบากเจียนจะตายเสียเปล่า ในที่สุดพ่อแม่ก็ต้องยอมอนุญาตให้ลูกบวช เมื่อบวชแล้วพระลูกชายก็ไปอยู่ที่ไกล เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม พ่อแม่ซึ่งแก่แล้วไม่มีคนดูแลบ้านช่อง เมื่อคนหยิบฉวยขโมยเอาของไป พ่อแม่ที่ไม่สามารถปกป้องได้ และในที่สุดเศรษฐีทั้ง 2 คนนี้ ก็ยากจนลง จนต้องไปขอทานเขากิน เวลาผ่านไปหลายปี ลูกซึ่งไปปฏิบัติธรรมแล้วยังไม่บรรลุธรรมเสียที คือทั้งไม่ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่แล้วก็ไม่บรรลุธรรมเสียที คือทั้งไม่ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่แล้วก็ไม่บรรลุธรรมด้วย ครั้นเดินทางกลับไปที่บ้านเกิดเมืองนอน จึงพบว่าพ่อแม่ของท่านล้มละลายไปแล้ว มีคนช่วงชิงทรัพย์สมบัติหมด วันหนึ่งไปพบพ่อแม่ขณะบิณฑบาต ลูกนั้นจำพ่อแม่ไม่ค่อยได้ แต่แม่จำลูกได้ พระลูกชายได้รู้สำนึกเสียใจ ตั้งใจว่าต่อไปนี้บิณฑบาตมาก็มาเลี้ยงพ่อแม่ก่อน ตัวเองยอมอด อาหารก็หายาก ด้วยการทำอย่างนี้ท่านก็เลยผ่ายผอม คนที่ไม่รู้ก็ตำหนิว่า ทำไมท่านไม่ฉันเสียก่อนจึงให้คนอื่น ทั้งนี้ก็เพราะว่า ท่านมีความห่วงใยพ่อแม่ พ่อแม่ทุกข์ยากลำบากจึงต้องเลี้ยงพ่อแม่ก่อนเลี้ยงตัวเอง พระพุทธเจ้าจึงประทานอนุญาติพิเศษว่า พระภิกษุเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ ไม่ปรับอาบัติ นี้เราจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงยอมรับนับถือการกระทำที่เป็นความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ และท่านยังสรรเสริญว่า มาตาปิตุอุปฏฐานํ เอตมมงคล มุตตมํ แปลว่า การเลี้ยงดูมารดา บิดาเป็นคุณธรรมอันสูงส่ง เป็นมงคลอันสูงสุด ทำชีวิตให้ก้าวหน้า และเป็นสัปปุริสบัญญัติ คือเป็นเครื่องหมายกำหนดแสดงการกระทำของคนดี นอกจากเลี้ยงกายแล้วเราก็ต้อง เลี้ยงใจ ท่านด้วย คือ ช่วยให้ท่านมีความสุขใจ อย่างสามเณรไม่มีเงินทองให้พ่อแม่ แต่ก็สามารถเลี้ยงใจของพ่อแม่ คือบำรุงน้ำใจของท่านให้ท่านมีความชื่นใจ มีความพอใจ มีความภูมิใจในตัวเรา การเป็นคนว่านอนสอนง่าย ก็ช่วยทำให้ท่านสบายใจ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องทุกข์ใจนี้คือการเลี้ยงน้ำใจของท่าน เป็นการเลี้ยงดูตอบแทนท่านที่ท่านเหนื่อยยากในการเลี้ยงเรามา
2. ช่วยทำกิจของท่าน เรารู้ว่าพ่อแม่นั้นมีความหวังดีกับเรา ในตอนที่เราเป็นเด็กท่านก็อยากให้เราศึกษาให้ดี เราจะได้ช่วยตัวเองได้ในภายหน้า เราก็ต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน อย่าทำให้ท่านผิดหวัง แต่เราจะเอาแต่เรียนอย่างเดียวอย่างสุขสบาย โดยไม่ช่วยทำงาน แบ่งเบาภาระท่านเลย ก็ไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นหน้าที่อย่างหนึ่งคือต้องช่วยงานท่านด้วย เราเป็นเด็ก เราก็ช่วยงานบางอย่างได้ เช่น ช่วยงานบ้าน เราอาจจะบอกว่าเรารักแม่ แต่เราก็ไปเที่ยว ไปเล่น ใช้เงินเปลือง อย่างนี้ก็ไม่ชื่อว่าเป็นคนที่รักท่านจริง ถ้าเรารักท่านเราต้องช่วยทำงานบ้านบ้าง ให้ท่านเบาภาระลงไป แม้การที่เราช่วยประหยัดเงินก็เท่ากับเป็นการช่วยให้ท่านไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยไปในตัว เพราะถ้าเราไม่ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่จำเป็น ท่านก็ ไม่ต้องเหนื่อยหาเงินมาให้เราใช้ การมัธยัสถ์ประหยัดอดออมมีค่าเท่ากับการช่วยพ่อแม่หาเงิน ทำให้มีเงินเหลือเก็บ มากขึ้นและถ้าเราสามารถจะช่วยเลี้ยงน้อง ช่วยทำงานบ้านได้ คุณธรรมความดี เหล่านี้ก็จะติดตัวเราไป ทำให้เราเป็นคนขยัน ไม่ดูดายถ้าเราเป็นคนมีความเพียร มีความรับผิดชอบตั้งแต่เด็กโต ขึ้นเราจะได้ดี เพราะเรามีนิสัยที่เราฝึกฝนมาดี ตั้งแต่อยู่ที่บ้าน ด้วยการแบ่งเบาภาระพ่อแม่อย่างนี้ เราก็จะมีชีวิตที่มีความสุข ความเจริญมากขึ้น ฉะนั้นให้เราพยายามช่วยตัวเองให้มากๆ ซักผ้าเอง กวาดบ้านถูบ้าน รดน้ำต้นไม้และช่วยงานอาชีพของท่านได้ เพื่อเราจะเบียดเบียนพ่อแม่น้อยลง ถ้าเรารู้จักพึ่งตัวเอง ช่วยตัวเองมากเท่าไร ทำให้เป็นภาระกับพ่อแม่น้อยลง แม้จะไม่ได้ช่วยโดยตรงแต่ก็เป็นการช่วยโดยอ้อม คือช่วยให้ท่านไม่ต้องเสียเวลาเสียเงิน เสียทองกับเรา อันนี้ก็เป็นธรรมะที่เราปฏิบัติได้ ในฐานะที่เราเป็น ลูกและยังเป็นเด็กอยู่ คือตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและช่วยท่านทำงาน 3. ดำรงวงค์สกุลของท่านไว้ คือเราต้องมีความรักสามัคคีในหมู่พี่น้อย กลมเกลียวกันแล้ววงศ์สกุลจะตั้งมั่นแน่นแฟ้น เหมือนเชือกหลายเส้นฟั่นรวมกันก็เหนียวแน่นแข็งแรง และต้องรักษาเกียรติความภาคภูมิใจของท่านไว้ วงศ์สกุลของพ่อแม่จะมีสิ่งที่ภาคภูมิใจอยู่ พ่อแม่อาจจะไม่ใช่เป็นคนร่ำรวย อาจจะไม่ได้มีตระกูลสูง เป็นขุนนางหรือเจ้าฟ้าเจ้านายอะไร แต่ถ้าวงศ์สกุลของเรามีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความเสียสละ ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม ก็เป็นที่ยอมรับนับถือ เราก็ต้องรักษาเกียรติคุณของวงศ์สกุลของเราไว้ คือ ไม่ประพฤติตนให้เสื่อมเสีย อันนี้ก็เป็นทางหนึ่งที่เราจะสามารถช่วยให้วงศ์สกุลของท่านไว้ให้ดำรงมั่น ทั้งบริวาร ศักดิ์ศรี และ เกียรติยศ ยศนี้มีอยู่ 3 อย่าง คือ 1. ยศที่เกิดจากการแต่งตั้ง เพราะมีความรู้ความสามารถดี ทำหน้าที่สำเร็จ ผู้ใหญ่ควรไว้วางใจ เรียกว่าอิสริยยศ 2. ยศที่เกิดจากการมีคุณธรรม เช่น มีความซื่อสัตย์ สุจริตและความเสียสละ เป็นที่ยกย่องปรากฏเรียกว่า เกียรติยศ และ 3. ยศที่เกิดจากการที่เรามีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความสมัครสมานสามัคคี มีบริษัทบริวารเพื่อนบ้านเพื่อนฝูงดีเรียกว่า บริวารยศ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นความดีของวงศ์สกุล เป็นสิ่งที่เราควรจะรักษาไว้ ลูกคนใดทำให้วงศ์สกุลเจริญมากขึ้นท่าน เรียกว่า อภิชาตบุตร ลูกคนใดรักษาวงศ์สกุลไว้ได้เสมอพ่อแม่ เป็น อนุชาตบุตร ส่วนลูกที่เสื่อมทรามต่ำลงมากกว่าพ่อแม่ เป็นอวชาตบุตร เราจะต้องทำให้วงศ์สกุลเจริญมากขึ้นอย่างพระพุทธเจ้าเป็นต้น 4. ประพฤติตนให้สมควรแก่การรับทรัพย์มรดก คือ เราจะต้องประพฤติตนให้เป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ มีความคิดความอ่าน ให้ท่านไว้วางใจว่า เราสามารถรักษาทรัพย์มรดกของท่านได้ เราก็ต้องเตรียมตัวฝึกฝนอบรมตน การมาบวชเณรนี้ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งสำหรับการที่เราจะเป็นผู้ใหญ่ที่เหมาะสม ที่จะดูแลและรับทรัพย์มรดกของท่าน เราเป็นทายาทถ้าเราไม่เตรียมตัวไว้ ก็จะรักษาทรัพย์มรดกที่ท่านหามาด้วยความเหนื่อยยากไม่ได้ และไม่เพียงแต่รักษาไว้เท่านั้น แต่เราต้องหมั่นทำให้เพิ่มพูนมากขึ้น ตลอดจนรู้จักใช้ทรัพย์นั้นให้เป็นประโยชน์กับส่วนรวม ทำให้โภคทรัพย์ คือ ทรัพย์ภายนอกกลายเป็น อริยทรัพย์ คือทรัพย์ภายในที่ดีแท้ คือเป็นบุญกุศลซึ่งยังประโยชน์และความสุขที่ยิ่งขึ้นไปในทางธรรม 5. ทำบุญกุศลอุทิศให้ เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ในประการสุดท้ายท่านจึงสอนว่า นอกจากที่เราพยายามตอบแทนท่านในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ เช่น เลี้ยงดูท่านบ้างช่วยงานท่านบ้าง ทำให้ท่านชื่นใจ ภูมิใจในตัวของเรา ไว้วางใจเราว่าจะรักษาทรัพย์มรดกและปกครองสืบทอดวงศ์สกุลของท่านได้ เมื่อท่านล่วงลับดับไป เราก็ทำประโยชน์ ทำบุญกุศลอุทิศให้กับท่านบุญกุศลที่เราอุทิศให้กับท่านนั้น ทำได้ตั้งแต่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งดีกว่ารอตอนท่านตายไปแล้วจึงทำ บางคนไปคิดได้เอาตอน ที่ท่านจากไปแล้ว การทำบุญอย่างนั้นมีประโยชน์กับท่านน้อย แต่ถ้าเรารู้จักทำตั้งแต่ท่านยังไม่ตายจะดีกว่า เพราะนำความสุข ใจให้กับท่าน ความสุขความสบายใจก็เป็นบุญกุศลในจิตใจของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นให้เราพยายามทำให้ครบทุกขั้นตอนอย่างที่ว่านี้ ลูกทำความดีเป็นการประกาศ ความดีของพ่อแม่ด้วย ถ้าหากว่าพ่อแม่เป็นผู้ที่มีความดี เราประกาศความดีของพ่อแม่ด้วยการทำตัวเป็นคนดี ด้วยการยกย่องท่าน หรือว่าทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม การทำอย่างนี้เป็นการประกาศความดีของท่านที่จากไป ในฐานะที่ท่านเสียสละเลี้ยงดูอุ้มชูเรามา แล้วเป็นการประกาศความดีของเราด้วย ว่าเป็นคนกตัญญูกตเวทีไม่ลืมพระคุณของท่าน และการกระทำนั้นๆ ก็เป็นประโยชน์กับส่วนรวม การมาบวชเณรบวชพระ ปฏิบัติขัดเกลาจิตใจตนเองนี้ ก็เป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง เป็นประโยชน์กับตัวเณรเอง เป็นประโยชน์กับพ่อแม่ เป็นประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติ และเป็นประโยชน์กับพระศาสนาด้วย ถือเป็นหน้าที่ที่ลูกทุกคนควรจะทบทวนตนเองดูว่า เราทำหน้าที่เหล่านี้ครบหรือยัง ถ้าเราทำครบเราก็จะมีความภาคภูมิใจ ว่าเราได้ทำประโยชน์แก่ทุกฝ่าย การทำความดี ต้องทำจริงและทำให้ตลอด การตั้งใจศึกษาเล่าเรียนฝึกฝนอบรมนี้เป็นเรื่องสำคัญมีนิทานจีนเล่าว่า แม่บางคนอยากให้ลูกได้ดี แต่ลูกไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการศึกษา เรียนๆ ขาดๆ ไม่ตั้งใจทำให้ตลอดรอดฝั่ง แม่ทอผ้าไหมอยู่ ผ้าไหมนี้มีราคาแพง และกว่าจะได้สักผืนต้องใช้เวลาและแรงงานมาก วันหนึ่งลูกไม่เชื่อคำแนะนำของแม่ แม่ต้องการสอนให้ลูกรู้สึกสำนึกตัวจึงต้องตัดใจเอามีดมาฟันผ้าที่ทอค้างอยู่ขาดกลางผ้าทอมาตั้งนานแม่ฟันขาดสะบั้น เลยใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ไม่มีราคา ลูกเห็นก็ตกใจและสงสัย ถามแม่ว่าทำไมแม่ฟันฟ้าทิ้งอย่างนั้น มันใช้ประโยชน์ไม่ได้ กว่าแม่จะปั่นด้ายขึ้นมา เสียเวลาเลี้ยงไหม แล้วทอตั้งเท่าไรไม่เสียดายหรือ แม่บอกว่าเสียเท่านี้ไม่เท่าไรหรอกลูก แต่ถ้าลูกไม่ตั้งใจเรียนลูกจะเสียอนาคตตลอดชีวิตหรือตลอดชาติเลย การที่ลูกไม่ตั้งใจเรียน เรียนครึ่งๆ กลางๆ ทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ครบจนตลอด ก็เหมือนกับผ้าผืนนี้ มันทอไม่ตลอดรอดฝั่ง ไม่สำเร็จเสร็จสิ้น มันก็ไม่มีประโยชน์ ใช้การอะไรไม่ได้ ลูกก็สะเทือนใจได้คิดขึ้นมา ต่อจากนั้นก็ตั้งใจว่า จะศึกษาเล่าเรียนให้ดี แล้วในที่สุด ลูกคนนี้ก็เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของจีน ท่านมีชื่อว่า เม่งจื้อ ชีวิตท่านมีเกียรติคุณ มีชื่อเสียงมาก เป็นที่นับหน้าถือตาขึ้นมาได้นี้ก็เพราะแม่ อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของแม่ที่รักลูกและสอนลูกถูกวิธีจนลูกได้ดี เพราะมีความพากเพียรพยายาม ทำตามความปรารถนาดีของแม่ มีตัวอย่างเช่นนี้เล่าให้ฟังมากมาย เช่น โจรองคุลีมาล ซึ่งถูกอาจารย์หลอกให้ฆ่าคนมากมายเอานิ้วมือมาร้อยเป็นมาลัย พระราชาจะยกกองทัพมาปราบและฆ่าให้ตาย ฝ่ายแม่เมื่อได้ยินข่าวก็เป็นห่วงลูก กลัวจะถูกเขาเข่าฆ่าก็อุตส่าห์เสี่ยงตายมาเตือนภัยให้ลูกหนี ถ้าองคุลีมาลเจอแม่คงจำไม่ได้ และคงจะฆ่าแม่ตายเอานิ้วมือไปให้อาจารย์ แต่แม่ก็ไม่กลัวพระพุทธเจ้าทรงเกรงว่าองคุลีมาลจะทำบาปหยาบช้าใหญ่หลวง คือ ฆ่าแม่ของตนเอง จึงเสด็จไปโปรดองคุลีมาล ให้กลับใจและกลายเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา นี่ก็เป็นเรื่องที่แสดงความรักห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูก จนไม่คิดรักตัวกลัวตายอีกเรื่องหนึ่ง ลูกที่เชื่อฟังคือลูกที่ประเสริฐที่สุด พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ลูกทั้งหลายมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ว่านอนสอนง่าย มีความเชื่อฟังพ่อแม่ ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านบอกว่า บุตรที่ประเสริฐที่สุดคือบุตรที่เชื่อฟัง พ่อแม่มีแต่ความหวังดีคอยแนะนำตักเตือนเราไม่ให้ผิดพลาด ถ้าเราเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่เกเรเหลวไหล ไม่เอาแต่ใจตัวเอง ชีวิตของเราจะปลอดภัย แล้วก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ พรที่เราเคยเจริญให้แก่ญาติโยม ที่ถวายบิณฑบาตทุกวัน จำได้ไหม มีอยู่ตอนหนึ่ง อภิวาทนสีลิสส นิจจํ วุฑฒาปจายิโน จตตาโร ธมมา วฑฒนติ อายุวณโณ สํ พลํ แปลว่า พร 4 ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญ แก่ผู้มีปกติอ่อนน้อม มีปกติไหว้กราบผู้ใหญ่อยู่เป็นนิจ คนที่เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ เชื่อฟังพ่อแม่แล้วย่อมจะเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ นั้นเพราะอะไร เพราะว่าคนที่ไม่ดื้อด้านนั้น ผู้ใหญ่ท่านเอ็นดูสั่งสอน จึงได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง พี่เลี้ยงก็ดี ครูบาอาจารย์ก็ดี พ่อแม่ก็ดี เป็นกัลยาณมิตรของเรา เป็นคนที่หวังดี คอยให้คำตักเตือนเรา เพราะฉะนั้นเราต้องเชื่อฟังและปฏิบัติ และผลดีนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง แล้วก็จะทำให้ท่านเบาใจ ทำให้ท่านชื่นใจและมีความสุขที่ความปรารถนาดีของท่านได้รับการตอบสนอง ท่านเห็นเรามีความสุขก็มีความสุขด้วยทุกครั้งไป เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราทำในใจว่า เราจะเชื่อฟังพ่อแม่ อย่าให้พ่อแม่เสียใจ เราจะทำอะไร คิดถึงพ่แม่อยู่เรื่อยๆ ว่าทำแล้ว ท่านจะเสียใจหรือไม่ เราก็จะไม่ตกไปในความเสื่อม ไม่ตกไปในความทุกข์เดือดร้อน พ่อแม่ก็จะตามรักษาเรา เป็นเทวดาคอยคุ้มครองเราอย่างนี้ เป็นพระพรหมและเป็นพระอรหันต์ของเราตลอดจนเป็นครูที่คอยเตือนเรา คอยสอนเราในเรื่องที่จำเป็นกับชีวิตอะไรเป็นความดีท่านก็สอน อะไรเป็นความชั่วท่านก็ห้ามแต่ปัญหา คือเราไม่ค่อยฟัง บางทีเขาด่าว่าเป็นลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอนอย่างนี้เป็นการด่านพ่อแม่เราอย่างร้ายแรง ที่จริงนั้นท่านสั่งสอนแต่เราไม่จำ ก็เท่ากับว่าเราทำให้พ่อแม่ถูกด่า เราก็เป็นคนที่เลวร้ายไปหลายเท่า คือทำให้ท่านเสียใจด้วย ทำให้ท่านถูกตำหนิด้วย แล้วเราก็ไม่มีความสุขความเจริญ เพราะฉะนั้นการที่เราตั้งใจว่าจะเป็นลูกที่ดีมีความเชื่อฟังท่าน จึงเป็นพรอันประเสริฐ เราให้พรแก่ญาติโยม ก็ต้องเตือนตัวเราอย่างนี้ว่า พ่อแม่นั้นเป็นผู้มีพระคุณ และเป็นคนที่หวังดีกับเราท่านจึงพยายามแนะนำสั่งสอนและตักเตือนเราเท่าที่ท่านจะสามารถให้ได้ เราจึงควรเป็นบุตรที่เชื่อฟัง ถ้าเราทำอย่างนี้ก็จะเป็นการตอบแทนบุญคุณของท่านในขั้นต้น การมาบวชเป็นโอกาสให้พ่อแม่ได้ใกล้ชิดธรรมะ ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราสามารถจะพัฒนาตนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เช่น ว่าพวกเราตั้งใจมาบวชเป็นสามเณร เพื่อศึกษาฝึกฝนตนเอง ระหว่างเราอยู่ในผ้าเหลือง ท่านนึกคิดถึงเราบ่อย แม่พระตนนี้รักลูกมาก เมื่อลูกไปบวช 3 เดือนก็ตาม บวช 1 เดือนก็ตาม ก็มีใจคิดถึงลูกที่อยู่วัด กลัวจะเงียบเหงาว้าเหว่ แม่ก็ตั้งใจถือศีลเป็นเพื่อนลูกไม่กินข้าวเย็น ไปวัดฟังธรรมเป็นเพื่อนลูก ให้ลูกได้เห็นหน้าบ่อยๆ ลูกจะได้มีกำลังใจ อาศัยการที่เราบวชนี้แหละ ทำให้พ่อแม่ได้มาปฏิบัติธรรมได้ทำบุญทำทาน เช่นได้ใส่บาตร เพราะรู้ว่าลูกสามเณรอยู่ได้ เพราะมีคนทำบุญใส่บาตร ตัวเองก็ทำบุญใส่บาตรด้วย จะได้เป็นการบำรุงเลี้ยงลูกพระ ลูกเณร หรือบำรุงเลี้ยงพระศาสนาโดยทั่วไปก็ได้ ไม่ได้เจาะจงที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง พอเรามาบวชแม่ก็อยากใส่บาตร อยากทำบุญให้ทานอยากจะรักษาศีลเป็นเพื่อนเรา พอเข้าวัดฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เจริญภาวนาให้เกิดปัญญาขึ้นมา จิตใจก็สบาย นี่ก็เพราะเรามาบวช จึงทำให้พ่อแม่ได้เข้าวัดมาเยี่ยมเราเป็นเพื่อนเรา พอเราสึกไป ถ้าพ่อแม่ไม่มาวัดเสียเลยก็ไม่ค่อยดี เพราะตอนท่านมาวัด ท่านก็คุ้นเคยกับพระอาจารย์ที่วัดแล้ว พอท่านคุ้นเคย ท่านก็มาเยี่ยมพระอาจารย์ที่วัดได้บ่อยๆ ในการที่เรามาบวชก็ทำให้ท่านเป็นญาติกับพระศาสนา เป็นทายกทายิกาคอยช่วยเหลือ และเป็นมิตรใกล้ชิดกับทางวัด กับพระอาจารย์การบวชของเราจึงนับว่าเป็นประโยชน์มาก คือทำให้พ่อแม่ได้ใกล้ชิด พระศาสนา ได้เจริญในทางธรรม การทำให้พ่อแม่เข้าถึงธรรม เป็นการตอบแทนคุณอย่างสูงสุด ยิ่งถ้าหากเราตั้งใจปฎิบัติพัฒนาตน จนกระทั่งมีความรู้ มีความสามารถไปแนะนำสั่งสอนท่านได้ด้วยแล้ว ลองคิดดูว่าท่านจะชื่นใจมากขนาดไหน เมื่อลูกของท่านมีความรู้ความสามารถแนะนำท่านได้ ท่านก็ดีใจ เราก็เป็นผู้ที่ตอบแทนพระคุณของท่านทำให้ ท่านซึ่งไม่ศรัทธา ศิล จาคะและปัญญา ได้เกิดมีศรัทธา ศิล จาคะและปัญญาขึ้นมา ท่านก็จะได้รับความสุขทางธรรมะ เพราะท่านได้มีฝึกฝนตนเองเช่นเดียวกับเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้นใครที่บวชมาแล้ว ถ้าสามารถบวชตลอดไปได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก แม่บางคนก่อนสิ้นใจได้ขอร้องลูกว่า ขอให้บวชตลอดชีวิต เพราะถ้าบวชแล้วแม่จะสบายใจ ไม่ต้องห่วงลูกคนนี้ และก็จะทำประโยชน์ได้มาก แม่ก็ได้บุญมาก อย่างท่านเจ้าคุณพระอุปชฌาย์ของหลวงพี่ ท่านเป็นลูกคนเดียว และแม่ขอร้องไว้ก่อนตาบว่าอย่าสึกเลย บวชตลอดไปดีกว่า ท่านก็บวชให้แม่ ท่านเป็นลูกคนเดียว พ่อถึงกับร้องไห้อยากให้สึก แต่ท่านก็รักแม่มาก ท่านจึงยังคงอยู่ในพระศาสนามาจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเหตุทำประโยชน์ได้มากมาย ช่วยสร้างวัด พัฒนาท้องถิ่น ช่วยบริหารกิจการพระศาสนา ช่วยให้การอบรมสั่งสอนกุลบุตร กุลธิดาและประชาชนเป็นจำนวนมาก นี่เพราะท่านรักแม่ และแม่เป็นกำลังใจให้มั่นคงในพระพุทธศาสนา ทีนี้ถ้าหากว่าใครจะต้องสึกไปทำหน้าที่ในบ้านในครอบครัวก็ขอให้เราทำหน้าที่ให้ดี ในฐานะที่เราผ่านการอบรมสามเณรมาแล้ว เราเป็นลูกก็ทำหน้าที่ของลูกให้พร้อม เราเป็นพี่ก็ช่วยเลี้ยงน้องเอื้อเฟื้อเกื้อกูลน้อง เพื่อแบ่งเบาภาระพ่อแม่ ถ้าเราเป็นน้องเรา ก็มีความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียว และเชื่อฟังพี่เพื่อให้ พ่อแม่สบายใจ ลูกอกตัญญูสู้ไม้เท้าก็ไม่ได้ อย่าให้พ่อแม่มีความทุกข์ ถ้าใครทำให้พ่อแม่มีความทุกข์น้ำตาตก คนโบราณท่านว่าจะตกนรกชั้นอเวจี แต่พ่อแม่ท่านรักเราแม้เราจะทำให้ท่านขมขื่น ท่านก็กล้ำกลืนให้อภัย พยายามจะไม่น้ำตาตก เพราะรู้ว่าถ้าน้ำตาตกแล้วลูกจะต้องทุกข์ร้อนอยู่ในนรก เพราะฉะนั้น ถ้าเรารักและเห็นใจพ่อแม่ เราก็ต้องทำให้พ่อแม่สบายใจ ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน ถ้าลูกเป็นอย่างนี้ก็เป็นลูกที่ทำบุญกุศลแก่ท่านมาก แต่ถ้าลูกคนไหนทำให้พ่อแม่เดือดร้อนอยู่เรื่อยๆ เกเรและเนรคุณ อย่างนี้มีค่าเท่าไม้เท้าสักอันก็ไม่ได้ ไม้เท้าดีกว่าลูกหลานที่อกตัญญูเป็นไหนๆ เพราะมีลูกก็มีแต่เรื่องร้อนใจ จะพึ่งไม่ได้ แต่ว่าไม้เท้านี้ยังพึ่งได้ในเวลาที่เดินทางไปไหนมาไหน และไม่ทำให้ท่านทุกข์ใจ เพราะฉะนั้นชีวิตของเราเกิดมาแล้วชาติหนึ่ง ก็ต้องทำคุณค่าให้สมกับที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา มีพ่อและแม่คอยสั่งสอนอบรมจิตใจ แต่ถ้าเราไม่ฝึกฝนตนเอง และไม่มีธรรมะคุณค่าของเราก็จะด้อยน้อยกว่าสัตว์เลี้ยง น้อยกว่าสิ่งของต่างๆ เสียอีก เพราะสัตว์เลี้ยงและสิ่งของไม่เคยทำให้ท่านน้ำตาตก มีแต่จะเป็นประโยชน์แก่ท่าน นี้ก็เป็นข้อคิดที่อยากจะฝากให้พวกเราได้พิจารณากัน บางครั้งแม่ปากร้าย แต่ใจแม่ดีเสมอ ความหวังดีของแม่นี้มีมาก พรรณนาได้ไม่รู้จักจบสิ้น บางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าแม่ของเรานี่ดุ แม่ของเรานี่พูดไม่ดี ไม่เป็นที่พอใจเรา แต่ขอให้ดูลึกซึ้ง ว่าในใจแม่นั้นมีแต่ความรักเรา บางทีแม่ก็มีความทุกข์บีบคั้น ทำให้อารมณ์ไม่ดี เพราะว่าแม่มีปัญหาทำให้พูดจาไม่ดีบ้างเราต้องเข้าใจสถานการณ์ของแม่ และถ้าเราเข้าใจเราก็จะมีความรัก ความเห็นใจ และให้อภัยแม่ได้เหมือนอย่างที่แม่ให้อภัยเราเสมอมา เคยมีเรื่องเล่าในคัมภีร์ว่า ลูกคนหนึ่งชอบหนีแม่ไปเที่ยวในป่า การป่าในป่านี้มันอันตราย เพราะว่าอาจจะไปพบงู พบเสือ ซึ่งแม่ก็เป็นห่วงไม่อยากให้ไป แล้วถ้าหากลูกอยู่บ้านก็ได้ช่วยงาน ได้ศึกษาเล่าเรียน การที่ลูกไปเที่ยวนี้ทำให้แม่ไม่สบายใจ แต่ห้ามปรามแล้ว ลูกก็ดื้อ ไม่เชื่อฟัง แม่ก็โกรธ (ที่จริงแม่ไม่ควรโกรธหรือไม่ต้องโกรธก็ได้) แต่ก็โกรธนี่ก็เพราะหวังดี ก็เลยบอกว่า ถ้าเองไปเที่ยวป่าขอให้ไปเจอควายป่า ทีนี้คนโบราณเขาถือว่า คนที่มีความดีมีศีลธรรมและมีวาจาสัจนั้นจะมีวาจาสิทธิ์ พูดอะไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อลูคนนี้หนีไปเที่ยวป่าก็เลยเจอควายป่าตรงเข้ามาจะขวิดรู้สึกกลัวมาก แต่ก็นึกในใจว่า ควายป่านี้คงจะมาเพราะแม่แช่งเรา เมื่อตอนก่อนมาว่า ถ้ามาเที่ยวป่าให้ไปเจอควายป่า ก็เลยอธิษฐานจิตว่า ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ในใจแท้จริงของแม่ปรารถนา ขออย่าให้เป็นไปตามที่แม่พูด แต่ให้เป็นไปอย่างที่แม่คิด อธิษฐานอย่างนี้ ควายป่าก็หายไป นี้หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า แม้บางครั้งแม่จะดุจะด่าเรา แต่ในใจแม่ไม่ได้คิดประทุษร้าย ไม่ได้เกลียดชังหรือจะทำอันตรายลูก ควายป่าที่เห็นเป็นควายป่าที่สอนลูกให้ตกใจได้บทเรียน ให้รู้ว่าการไม่เชื่อฟังแม่มีผลร้ายอย่างไร แกก็เลยได้คิดสำนึกผิดแล้วรีบกลับบ้าน แม่ก็ดีใจ พอรู้ว่าลูกเจออันตรายไปเจอควายป่าที่ตัวเองแท้ๆ เป็นคนสั่งไปด้วยวาจาสิทธิ์ ก็เคืองแค้นควายป่าว่าจะมาทำอันตรายลูก เป็นอย่างนั้นไป แทนที่จะสาสมใจ นี่แสดงว่าความรักลูกของแม่เหนือสิ่งอื่นใด เพราะลูกเหมือนแก้วตาดวงใจของแม่นั่นเอง
รักแม่ต้องช่วยให้ท่านพ้นทุกข์ ความรักผูกพันห่วงใยของแม่นี้ บางทีถ้ามีมากเกินไปก็กลายเป็นปัญหาเหมือนกัน คือทำให้แม่เป็นทุกข์และต้องน้ำตาตกการทำให้พ่อแม่น้ำตาตกนี้มี 2 อย่าง คืออย่างหนึ่งเพราะลูกเห็นแก่ตัวชั่วช้า อย่างนี้ไม่ควรกระทำ แต่บางกรณีที่ลูกหวังดี หวังประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เพื่อช่วยให้ท่านได้สิ่งที่ดีกว่า อย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะออกบวช ทั้งที่พระราชบิดาและพระประยูรญาติไพร่ฟ้ามีน้ำตานองหน้า แต่ท่านก็ออกแสวงหาสัจธรรมเพื่อมาช่วยคนเหล่านั้น และมวลมนุษยชาติให้พ้นทุกข์ อย่างนี้ไม่เหมือนกัน เพราะไม่ได้ตามใจกิเลสสของตน จึงขอให้สามเณรเข้าใจให้ถูกต้อง การที่เรามาบวชฝึกฝนอบรมตน และทำประดยชน์แก่พระศาสนา และสังคมเป็นของดีที่พ่อแม่ควรอนุโมทนาและพลอยยินดีกับทั้งช่วยเหลือเกื้อกูลให้ลูกไปในทางสุขทางเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำ ในครั้งพุทธกาลมีเรื่องเล่าว่า พระกุมารกัสสป ซึ่งเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ท่านเห็นแม่มีความผูกผันห่วงใยท่านมากเกินไป แม้