วิถีอนุตตรธรรม เผยแผ่โน้มนำชาวโลกครั้งนี้เพื่อฉุดช่วยมวลชีวี ด้วยเหตุปัจจัยใหญ่อันเป็นมหาวาระบุญ
พระอุตตรธรรมมารดาทรงเห็นความทุกข์ยากของชีวิตทั้งหลายในทะเลทุกข์ ต่างหลงห้วงโลกีย์จนลืมปณิธานใหญ่ที่เคยตั้งไว้ว่าจะนำพาใครๆ ให้หลุดพ้น อนิจจา พอเกิดกายก็หลงใหลชื่อ ลาภ หลงรูป รส สมบัติจนจิตเดิมแท้เสียหาย ต้องเกิดตายในทะเลทุกขืกันเรื่อยมาหกหมื่นปีไม่มีที่สิ้นสุด
บัดนี้ ถึงกำหนดกาลยุคสามกัปสุดท้ายฟ้าเบื้องบนโปรดประทานวิถีธรรม เป็นหนทางสะดวกง่ายดาย ใหุ้พุทธบุตรญาณเดิมที่มีบุญสัมพันธ์อยู่ให้ได้รับการฉุดช่วยและซาบซึ้งในสัจอนุตรวิถี
โปรดเกล้าฯ ให้ผู้บรรลุได้ในวิถีนี้แผ่คุณบารมีถึงบุพการีเจ็ดชั้นขึ้นไปอีกทั้งปกปักษืลุกหลานอีกเก้าชั้นให้พร้อมกันพ้นจากวัฏสงสาร
วิถีอนุตตรธรรมหนุนนำทั้งสามโลก
กำหนดกาลนี้ เทพฯ คน ผี จึงพร้อมพ้นจากเกิด ตาย ในสงสารวัฏ อีกทั้งได้ขึ้นไปบำเพ็ญวิสุทธบารมียังพุทธาลัย
สิบห้าค่ำ เดือนยี่ ปีขาล ณ พุทธสถานฉือเซิ่ง
===================================== มหาจักรวาล ล้ำลึก โอฬาร คู่กับกาลเวลาอันหาขอบเขตมิได้ คงอยู่เรื่อยมาและเรื่อยไป มิรู้ว่า...เริ่มต้นจากจุดใด เมื่อไร จะสิ้งสุดหยุดลง ณ ตรงไห ตะวันเดือนและดวงดาวพร่างพราวฟ้า อีกลมฝน หมอกเมฆ เหมือนเสกสรร ขุนเขา ลำธาร ละหานห้วย ดอกไม้แสนสวย ไพรพฤกษ์ต้นหญ้าสารพัน ใครหนอนั่นช่างปั้นแต่าง เติมสี มหัศจรรย์ที่รูปกายต่างเผ่าพันธุ์ถิ่นที่ ล้วนมีธรรมญาณดวงชีวี ท่านผู้หยั่งรู้กาลเวลามหาจักรวาล ช่วยบอกฉันเถิดว่า ผู้เสกสรรเป็นใครที่ไหนกัน ======================================
เมื่อเห็นแสงแดดเราจึงรู้ว่ามีดวงตะวัน เห็นคนจึงรู้ลักษณะสังขาร เห็นลูกหลานจึงรู้ว่าเขามีบรรพบุรุษ ดังนั้น เมื่อเห็นสรรพสิ่งที่เกิดท่ามกลางฟ้าดิน จึงพึงรู้ว่า มีพระผู้กำหนดหรือพระผู้สร้างฟ้าดินและสรรพสิ่ง ฉะนั้น เมื่อดื่มน้ำ เราจึงรำลึกถึงต้นกำเนิดแห่งน้ำ บัดนี้เรารู้แต่บรรพบุรุษเฉพาะตน แต่มิรู้บรรพบุรุษต้นกำเนิดของมนุษยชาติ เรารู้จักแต่พ่อแม่ที่ให้กำเนิดกายสังขาร แต่มิรู้ผู้ให้กำเนิดชีวิตวิตธรรมญาณ เมื่อไม่รู้ เราจึงต้องเวียนว่ายเกิดตายยึดเอาแต่สิ่งที่นัยน์ตามองเห็นเป็นของจริง ที่มองไม่เห็นก็ว่าไม่มี เฉกเช่นดั่งปลาที่อยู่ในน้ำจะเห็นแต่สัตว์น้ำด้วยกัน คนอยู่กับบรรยากาศของโลก ก็จะเห็นแต่วัตถุธาตุ คนจึงหลงระเริงอยู่กับความชาญฉลาดของตน จนพลาดจากนิพพานบ้านเดิมอันเป็นต้นกำเนิดของตน
=======================================
เป็นเรื่องยากที่จะให้คนเรายอมรับซาบซึ้งต่อสิ่งซึ่งนัยน์ตาไม่ได้เห็น หูไม่ได้ยิน จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รู้รสกายไม่ได้สัมผัส และจิตใจไม่ได้กำหนดรู้ ไม่ได้กำหนดรับไว้ได้จริงๆ โดย เฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์นี้
อนุตตรธรรมเจ้า เป็นพระนามที่เราไม่ได้กำหนดรู้มาก่อน ทั้งๆ ที่... พระองค์คือ พระแม่องค์ธรรม ของเราเป็นสายสัมพันธ์ชีวิตสนิทแท้ แต่เรามิได้กำหนดรับมาก่อนอีกทั้งยังทรงพระภาวะว่างเปล่า ปราศจากรูปลักษณ์สรรพสำเนียงใดๆ จึงเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้ในทันทีที่ได้รับรู้
การเรียนรู้พระองค์จากคัมภีร์ที่จารึกไว้ จึงกลับกลายเป็นข้อสงสัยที่หลายคนคิดว่า "เป็นเีพียงคำอ้างอิง"
หลายคนที่ตั้งข้อสงสัยแล้วจึงยืนดูอยู่ห่างๆ และบ้างเดินผ่านไป
จะมีแต่คนที่ได้รับวิธีธรรมแล้วเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ที่อยากจะรู้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และอีกจำนวนหนึ่งที่สื่อถึงพระองค์ได้เองหลังจากได้รับวิถีธรรมแล้ว
กับพระแม่องค์ธรรม เราเหมือนลูกกำพร้าที่พลัดพรากจากแม่ผู้ให้กำเนิดกายเนื้อมานานนักหนาแล้ว
เด็กกำพร้ามากมายในโลกนี้ไม่เคยรู้จักผู้ให้กำเนิดเขามาก่อนแลย แต่เขายังโชคดีที่ได้รับรู้ว่า "ลูกจะต้องถือกำเนิดจากพ่อ แม่" เพราะเขาเคยเห็นตัวตน พ่อแม่ ของคนโน้น คนนั้น คนนี้ แต่เขาไม่อาจซาบซึ้งต่อความสนิทชิดเชื้อที่พ่อแม่ลูกเขามีต่อกันได้ และแม้แต่...หากวันหนึ่งเมื่อมีใครมาพูด กับเขาว่า... ลูกเอ๋ย ฉันนี่แหละแม่แท้ๆ ของเธอ แม่ผู้นั้นยืนอยู่ตรงหน้า น้ำตานอง ยื่นมือมาหา... คนรอบข้างที่รู้ความเป็นจริงต่างก็ช่วยกันยืนยันว่า "นี่แหละแม่ของเธอจริงๆ"
ขณะนั้น ลูกกำพร้าบางคนขุ่นใจเพราะไม่เชื่อ บางคนถอยห่างออกไป มองดู "แม่" อย่างลังเลสงสัย บางคนพาตัวเข้าไปให้กอด แต่ความรู้สึกนั้นยังเหินห่างเสียนี่กระไร
แต่หลายคนซาบซึ้งตื้นตัน ดีใจที่ได้พบ แม่
เหตุการณ์อย่างนี้ไม่ต่างกับที่เราเริ่มรู้จักพระแม่องค์ธรรมของเรา
สายสัมพันธ์อันเป็นชีพจรสายเดียวกันเป็นสิ่งวิเศษแยบยล และมหัศจรรย์ยิ่งนัก
จากประสบการณ์จริงของผู้มีจิตประณีต หลังจากได้รับวิถีธรรม ได้สื่อสายสัมพันธ์กับพระแม่องค์ธรรมหลายราย ได้สารภาพว่า
ขณะคุกเข่าลงรับวิถีธรรม ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้อะไรเลย แต่จิตสำนึกซาบซึ้งตื้นต้นขึ้นมาทันที ประหนึ่งได้พบแม่ที่พลัดพรากจากกันไปนาน
หลายคนน้ำตาซึมทุกครั้ง เมื่อนึกถึง "พระแม่องค์ธรรม" หลายคนบอกว่า
"แม้จะเพิ่งรู้จัก แต่ฉันก็รักพระแม่องค์ธรรมเหลือเกิน...."
อะไรหรือที่ทำให้เขาเหล่านั้น ซาบซึ้งได้ถึงเพียงนี้ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักพระองค์มาก่อน อีกทั้งไม่มีอะไรแสดงให้เขาได้รู้ ได้เห็น ความมีอยู่ของพระองค์....
คำตอบก็คือ "ชีวิตจิตญาณอันเป็นภาคเล็กๆ ที่สถิตอยู่ในญาณทวารของเขานั่นเองที่สัมผัสรับรู้ได้"
คำอธิบายในหนังสือ "คุณวิเศษแห่งวิถีอนุตตรธรรม" เล่มนี้ไม่อาจแจกแจงแสดงความเกี่ยวกับ พระแม่องค์ธรรมได้ทั้งหมดหรอก
แต่ถึงแม้จะอธิบายได้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่านี้ ก็ไม่อาจทำให้ผู้ที่ได้แต่อ่านผ่านไปเกิดความเข้าใจและซาบซึ้งถึงพระองคืได้อย่างแท้จริง นอกจาก
เมื่อใดที่ชีวิตจิตญาณอันเป็นภาคเล็กๆ จากพระองค์ที่ สถิตอยู่ในเขาผู้นั้นเริ่มเข้าถึงพระแม่องค์ธรรม ประหนึ่งลูกที่วิ่งเข้าไปซุกอกแม่ด้วยจิตสำนึกของความเป็นลูกและ
เมื่อนั้นเอง... ที่เขาจะเลิกลังเลสงสัยในพระองค์และ
เมื่อนั้นเอง... ที่เขาจะสะอื้นไห้รำพันว่า
แม่จ๋า! ลูกรักแม่เหลือเกิน
**************************************
กลับไปข้างบนโปรดคลิก