ใครคือฉัน ฉันคือใคร แต่ใดมา รูปกายา มาจากแม่ และพ่อฉัน แต่ดวงจิต ชีวิตแท้ ธรรมญาณ ที่บงการ สังขารกาย แต่ใดมา
โลกวิทยาการล้ำยุคในปัจจุบัน นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่ามีพระเป็นเจ้าหรือพระผู้สร้าง ไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนถึงกับคิดว่ามนุษย์เองเป็นจอมบงการสร้างสรรค์ แม้แต่พลังงานจากแสงอาทิตย์ นิวเคลียร์ ปิโตรเลียม น้ำ ไฟ ฯลฯ ซึ่งมนุษย์เพียงแต่อาศัยความมีอยู่เป็นอยู่แล้วของ สิ่งเหล่านั้นมาเสริมสร้างดัดแปลงใช้งาน และตั้งชื่อให้กับสิ่งเหล่านั้น เมื่อเรียกขานกันนานๆ เข้าก็เลยเหมาเอาว่าเป็นผลงานจากมันสมองอันชาญฉลาดของมนุษย์ทั้งหมด
โครงสร้างระบบสมองของมนุษย์ มีเส้นประสาทน้อยใหญ่ ซับซ้อนโยงใยละเีอียดยิบ มีคุณสมบัติ และประสิทธิภาพอันวิเศษแยบยลอย่างมหัศจรรย์ยิ่งกว่าโครงสร้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์มากมายนัก เส้นสายโยงใยในเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นผลงานที่เกิดจากประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทสมองอันวิเศษแยบยลของมนุษย์ เรียกง่ายๆ ว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา
แต่สมองของมนุษย์ที่ประกอบด้วยเส้นประสาทซับซ้อน โยงใยยิ่งกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์อีกมากมายนักนั้น จะเกิดขึ้นได้โดยไม่มีผู้สร้างสรรค์ได้หรืออย่างไรกัน?
คำตอบในเรื่องนี้เรามักจะหลับหูหลับตาโยนกลองไปว่า
มันเป็นเองตามธรรมชาติ
จึงต้องถามต่อไปอีกว่า ธรรมชาติคืออะไร?
ห้าพันกว่าปีก่อน อัจฉริยมหาบุรุษท่านหนึ่งคือ พระอริยเจ้าฝูซี ผู้สร้างสัญลักษณ์โป๊ยก้วย อันเป็นเครื่องหมายคำนวณการของศาสตร์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำนั้น ได้ถือกำเนิดขึ้นในใจกลางแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลและสงบเงียบ
พระอริยเจ้าฝูซีเฝ้าพิจารณาปรากฏการณ์ของธรรมชาติอยู่ชั่วชีวิตทั้งตะวันเดือน น้ำ ไฟ ลม ฝน เมฆ หมอก...
พระองค์เฝ้้าพิจารณาดูการก่อเกิด การคงอยู่ การสูญหลายของสรรพสิ่งและของสรรพชีวิต
พระองค์เฝ้าพิจารณาดูฤดูกาลที่ผันเปลี่ยนเวียนไปตามครรลองของธรรมชาติอันแยบลยล้ำลึก
จนในที่สุด ความคุ้นเคยและความเข้าใจอย่างละเอียด ประณีตที่เกิดจากปัญญาญาณบริสุทธิ์ลุ่มลึกอันไม่ถูกจำกัด ขอบเขตของพระองค์ได้ผสมผสานกลมกลืน จนเป็นธาตุแท้ เนื้อเดียวกันกับธรรมชาติ และเป็นธาตุแท้เนื้อเดียวกันกับสรรพชีวิต....
เมื่อถึงจุดจุดนี้ จึงไม่มีความลับของธรรมชาติสำหรับพระองค์ท่านอีกต่อไป
เพราะพระองค์ได้ถูกกลืนหายเข้าไปร่วมอยู่ในธรรมชาติทั้งหมด และธรรมชาติทั้งหมดก็ร่วมอยู่ในพระองค์
เรียกง่ายๆ ว่าธาตุแท้ของธรรมชาติกับธาตุแท้ของพระองค์ คือหนึ่งเดียวกันนั่นเอง
จากนั้น พระองค์จึงได้ไขความลับของธรรมชาติเร่ิมด้วยการขีดเส้น_ เป็นสัญลักษณ์ของฟ้า และขีดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขีดเขียนของมนุษยชาติในกาลต่อมา จนกระทั่งวิวัฒนาการไปถึงการสร้างอักษรจีนอันซับซ้อนวิจตรงดงาม และอักษรยันต์อันศักดิ์สิทธิ์
ความหมายประการหนึ่งในการไขความลับของธรรมชาตินั้น พระองค์ได้บอกให้เรารู้จุดเริ่มต้นที่มาของชีวิต และความเป็นธรรมชาติของชีวิตอย่างง่ายๆ ว่า
เหนือศีรษะของเราขึ้นไปเป็นโลกของฟ้า อันเป็นที่มาของชีวิตและสรรพสิ่ง
สัญลักษณ์หนึ่งขีดแรกจากห้าพันกว่าปีก่อน ประวัติศาสตร์จีนให้ความสำคัญไว้ว่า หนึ่งขีดเบิกฟ้า
หนึ่งขีดเบิกฟ้า เป็นจุดเริ่มต้นอันหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นหลังเกิดความคิดที่จะพิจารณาค้นหาความเป้นไปของธรรมชาติที่ล้ำลึกยิ่งขึ้นไปอีก จนเกิดเข้าใจในสัจธรรมของฟ้าดิน และเรื่อยไปจนกระทั่งรู้จักที่จะค้นหาสัจธรรมของสรรพสิ่งและรู้จักที่จะค้นหาสัจธรรมของสรรพสิ่ง และรู้จักที่จะค้นหาสัจธรรมของชีวิตเพื่อให้รู้ชัดกันอย่างแท้จริง
ความลับที่พระอริยเจ้าฝูซีได้ไขไว้ว่า เหนือศีรษะของเราขึ้นไป เป็นโลกของฟ้าอันเป็นที่มาชีวิตและสรรพสิ่ง
ความเชื่อเช่นนี้เกิดขึ้นเอง ในความรู้สึกนึกคิดของคนทุกชาติทุกศาสนาด้วยเช่นกัน
หลายพันปีก่อนผุ้คนที่อาศัยอยู่ในแต่ละภาคพื้นของโลก ยังไม่อาจสื่อสารหรือไปหาสู่บอกเล่าอะไรให้แก่กันได้เลย
จึงกล่าวได้ว่า ความเชื่อนี้เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เอง มิใช่เกิดจากได้รับอิทธิพลความเชื่อจากพระอริยเจ้าฝูซีโดยตรง
ทุกมิติภาวะล้วนมีจุดศูนย์กลางเป็นหัวใจ เป็นแกนนำ เป็นตัวยืนที่ควบคุมบงการบังคับ เป็นหลักของมิติภาวะนั้น ในทางโลก เราจะเห็นศูนย์กลางที่เป็นหลักให้แก่ภาวะแวดล้อมต่างๆ ได้ เช่น หัวหน้าครอบครัว ประธานบริษัทผู้ปกครองท้องถิ่น ผู้ปกครองบ้านเมือง... เช่นเดียวกัน
เมื่อมีโลกของฟ้าก็จะต้องมีผู้ปกครองเป็นใหญ่อยู่บนฟ้า
เมื่อฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล จนมิอาจประมาณขอบเขตได้ อีกทั้งสามารถก่อเกิดสรรพสิ่ง และแสดงปรากฏการณ์อันวิเศษ ยิ่งได้หลากหลายเช่นนี้ ศูนย์กลางที่เป็นหลัก หรือเรียกง่ายๆ ว่า ผู้เป็นใหญ่ในชั้นฟ้าก็น่าจะเป็นผู้ทรงมหิธานุภาพอันมิอาจประมาณได้
**************************************
กลับไปข้างบนโปรดคลิก