การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของกายสังขารและปรากฏการณ์บางอย่างของโลกวิญญาณ ที่คนเราสัมผัสรับรู้ได้ทั้ง โดยตรงหรือโดยทางอ้อมเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเชื่ออย่างแน่ชัดว่า ชีวิตมีสองสภาวะคือ
ชีวิตกายสังขาร ซึ่งมีวันเสื่อมสลายกลายกับเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไปอย่างเดิม
และชีิวิตจิตญาณซึ่งจะยังคงเป็นอยู่เรื่อยไปไม่ดับสูญ
สัจธรรมนี้ทุกศาสนาเห็นพ้องต้องกัน พิธีกรรม เซ่นไหว้ หรือทำบุยอุทิศส่วนกุศลได้แก่ดวงวิญญาณของผู้ตายจึงมีอยู่ในเกือบทุกศาสนา
บัดนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับความเชื่อนี้และเรียกชีวิตจิตญาณที่ไม่ดับสูญนี้ว่า พลังงาน
ความเชื่อในเรื่องนี้ จารึกอยู่ในอริยประวัติของพระอริยเจ้าฝูซี และพระองค์ต่อๆ มาไม่ขาดสาย เ่ช่น เสินหนง, เซวียนเอวี๋ยน, เหยา, ซุ่น, อวี่, ทัง, อุ๋น, อู่, โจวกง, จนถึง ท่าน ขงจื้อ, เอี๋ยนหุย, เจิงจื้อ, เมิ่งจื้อ...
ยุคสมัยในแต่ละพระองค์ดังกล่าวแม้จะห่างกันร้อยปีพ้นปี แต่จิตญาณอันวิสุทธิ์ที่ทุกพระองคืเข้าถึงอนุตตรภาวะนั้นตรงต่อกัน ธรรมวจนะที่แสดงไว้ในคัมภีร์ต่างๆ จึงตรงต่อกันว่า
ทุกชีวิตจิตญาณมาจากอนุตตรพระเป็นเจ้า
หลักบานอ้างอิงจากคัมภีร์ต่างๆ เช่น
"ฟ้าเบื้องบนให้กำเนิดชาวโลกมากมาย ไม่เพียงแต่มีรูปกายยังให้หลักสัจธรรมประจำใจ ชาวโลกจึงมีสัญชาตญาณรักคุณธรรมความดีงาม"
(สัจธรรมประจำใจเป็นธาตุแท้ของ ธรรมญาณ)
"ฉันจะอุบัติมาหรือไม่ เป็นไปด้วยฟ้าประกาศิต"
"ชีวิตคือสิ่งซึ่งฟ้าประทานมา ดังฟ้าประกาศิต"
"ประกาศิตฟ้าเรียกว่า สัจธรรม" หรืออีกนัยหนึ่งคือ "ชีวิตอมตะจากฟ้าเรียกว่า ธรรมญาณ"
"ฟ้ายิ่งใหญ่ไกลกว้าง เรียกได้ว่าพ่อ เรียกได้ว่าแม่"
ศาสนาพุทธได้แสดงให้เห้นอนุตตรพระเป็นเจ้าว่า "พระ-องค์ธรรมชาติ"
ศาสนาคริสต์เทิดทูนสรรเสริญอนุตตรพระเป็นเจ้าว่า "พระผู้สร้าง พระบิดา"
ศาสนาอิสลามเทิดทูนสรรเสริญว่า "พระอัลเลาะห์"
ชาวจีนในศาสนาพุทธ ศาสนาปราชญ์ขงจื้อ ศาสนาเต๋า เหลาจื้อเทิดทูนสรรเสริญ อนุตตรพระเป็นเจ้าว่าเหลาหมู่ หวงหมู่ ฯลฯ คือ พระแม่องค์ธรรม "พระธรรมมารดา"
**************************************
กลับไปข้างบนโปรดคลิก