จะต้องระวังประคองใจมิให้ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
มิฉะนั้น จะเป็นผลพาตนจมดิ่งอย่างแน่นอน
เนื่องจากเจ้ากรรมนายเวรจากอดีตชาติของเหล่าเวไนย์
ได้รับการเห็นพ้อจากฝ่ายอสูร
เขาจะไม่ติดตามทวงหนี้ชีวิต
หรือขอให้อุทิศบุญกุศลให้อีก
แต่เขาจะให้คู่กรณีรับผลกรรมจากการผิดเพี้ยนของจิตใจ
ทำให้ผู้นั้นเป็นกบฎต่อจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง
จากนั้นก็จะลามไปถึงบรรพชน 7 ชั้น
ลูกหลานอีก 9 ชั่วคนของเขา
ทำให้งานธรรมแตกแยกและทำลายล้างไปตามลำดับ
ศิษย์เอ๋ย !
จงมองดูความแตกแยกยุ่งเหยิงของอาณาจักรธรรมบางแห่งสิ
แล้วยังจะไม่รีบเตือนตน สำรวจตน สำนึกรู้ตนอีกหรือ?
คำปรารภ
หลายปีที่ผ่านมานี้ โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจที่ประเทศไต้หวันรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ใจคนละโมบโลภมาก คุณธรรมตกต่ำ สังคมเสื่อมโทรม สภาพการณ์ เช่นนี้มักปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ ผู้บำเพ็ญธรรมต้องเริ่มจากความทุกข์ยาก ประหยัด มัธยัสถ์ เคารพผู้อาวุโส เลื่อมใสเมธี แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความมั่งมี สะดวกสบาย กักขังตนเอง ให้ความสำคัญต่อเปลือกนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแข่งขันแบ่งขั้นสูงต่ำในการปฏิบัติเผยแพร่ธรรมปรากฎขึ้น ทำให้รู้สึกน่าหดหู่ใจเป็นยิ่งนัก
พิจารณาตามแต่ละกลุ่มแต่ละสายธรรมต่างก็มีความเจริญ กระนั้นยังก่อให้เกิดการปลูกฝังจิตใจที่เป็นอื่นสร้างจุดยืนใหม่ที่ไม่ยอมคล้อยตามผู้ใด เหล่านี้ใช่เป็นสภาพการณ์ของปลายธรรมกัปป์ฤาไม่? ส่วนอาณาจักรธรรมเรานี้ ได้มีความประสงค์เพื่อที่จะนำพาปัญญาชีพของเวไนย์เป็นสำคัญ จึงขอความกรุณาท่านอู๋เฉียนเหยินจากฮ่องกงมาเมตตา ณ ไต้หวันในหัวข้อ จะบำเพ็ญธรรมอย่างไรให้เสมอต้นเสมอปลายในปลายธรรมกัปป์ ซึ่งก็ได้เห็นท่านอู๋เฉียนเหยินมีความปราดเปรียว ฝีปากกล้า นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีศิลปแห่งการใช้วาทะเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมชั้นทุกคนต่างยอมรับว่ามีความกระจ่างแจ้งขึ้นในจิตใจ ไม่เพียงแต่ประจักษ์ถึงพระเมตตาของฟ้าเบื้องบนที่จุติธรรมลงมา และเหตุปัจจัยแห่งคุณวิเศษของการปกโปรดในวิถีอนุตตรธรรมเท่านั้น แต่ยังมีความกระจ่างถึงสภาพการณ์ปลายธรรมกัปป์ที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งยังให้ความกระจ่างถึงวิถีแห่งความเชื่อที่ถูกต้อง โดยเฉพาะด้านการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริงนั้นมันอยู่ที่ใจ กระนั้นท่านอู๋เฉียนเหยินยังเมตตาถึงคำทำนายของนักธรรมอาวุโสในอดีตว่า.. อนาคตของอาณาจักรธรรมจะเป็น พุทธะปฏิบัติพุทธกิจ มารดำเนินมารกิจ ทำให้ผู้น้อยทั้งหลายอยู่ในท่ามกลางความหวาดผวา สามารถประจักษ์ได้ว่านี่เป็นสภาพการณ์ธรรมชาติของฟ้าเบื้องบนที่สำแดงเพื่อการคัดเลือก ดังที่ว่า สับสนวุ่นวายเลือกเมธา
ผู้น้อยทั้งหลายต่างอยู่ท่ามกลางความปลาบปลื้มในพระกรุณาเป็นล้นพ้น ต่างคิดว่าสัมมาทิฐินี้พึงที่จะประกาศให้กว้างไกล เผยแพร่ไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เชื่อว่านหนังสือเล่มนี้จะเป็นโอสถทิพย์ที่จะช่วยอาณาจักรธรรมในปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งผู้อาวุโสยังกำชับหนักหนาว่า พวกเราบำเพ็ญธรรม ชั่วชีวิตนี้จงอย่าได้ตกสู่ การบำเพ็ญธรรมมีคะแนนลำดับชั้น อย่างไรก็ตามหลายปีมานี้ธรรมปรินายกหันก็มักจะเมตตากล่าวว่า ยุคสุดท้ายแล้ว บำเพ็ญบารมีภายในของตนเองเถิด จะเห็นได้ว่าความเมตตาของเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายล้วนเป็นหนึ่งเดียวทั้งสิ้น
จนบัดนี้เป็นกาลปลายศาร์ท หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ร่วมบำเพ็ญทั้งหลายมีความจริงใจในการบำเพ็ญปฏิบัติ ศรัทธาประจักษ์ถึงใจฟ้า เลียนแบบรอยเท้านักธรรมอาวุโสเสียสละความสุขในครอบครัว หน้าที่การงาน ชั่วชีวิตเคารพอาจารย์ เน้นหนักทางธรรม ปรากฎบารมีมีธรรมแห่งการบรรลุตนและบรรลุผู้อื่น จึงจะไม่พลาดโอกาสปัจจัยอันดีงามในยุคปกโปรดสามภพในครั้งนี้
บทที่ 1
ปัจจุบันพวกเรามักจะพูดเสมอว่า
เปลี่ยนแปลงนิสัยละอารมณ์
แล้วพวกเราทำได้ถึงแค่ไหน?
บำเพ็ญธรรมกันมามีทั้ง 1 ปี 20 ปี
นิสัยอารมณ์ยังคงเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า?
บางคนไม่เปลี่ยนแปลง กลับแย่ลงกว่าเดิม
เดินหน้าหนึ่งนิ้ว ถอยหลังหนึ่งฟุต
นี่ก็คือ การศึกษาแล้วไม่ทบทวนมิใช่หรือ?
ปัจจุบันพวกเราก้าวหน้าสู่สนามสอบ ข้าพเจ้าทราบดีว่าหลายท่านนั้นเป็นผู้ทรงความรู้ ชั้นประชุมนี้เรียกว่า ชั้นนักบรรยาย และนักบรรยายทั่วประเทศไต้หวันล้วนเข้าร่วมการประชุมนี้ มาจากทางภาคใต้ของไต้หวันก็มี ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเป็นส่วนมาก ส่วนตัวข้าพเจ้ายังไม่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ห้าด้วยซ้ำ เมื่อสักครู่พวกเราได้พูดคุยกันถึงปัญหานี้ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกมากมาย สภาวะของปฐมภูมิและทุติยภูมินั้นแตกต่างกัน ข้าพเจ้ายอมรับในคำพูดนี้ แต่ถ้าจะพูดกันไปแล้วเป็นยุคสมัยของพวกคุณ ยุคสมัยของพวกเรานั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ท่านฉีเฉียนเหยินได้จากไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อนข้าพเจ้าเคยมาครั้งหนึ่ง ท่านฉีเฉียนเหยินมาเชิญให้ข้าพเจ้าและทุกคนผูกบุญสัมพันธ์กันด้วยท่าทีที่จริงใจ นั่นเป็นการมาครั้งแรกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากล่าวกับท่านฉีเฉียนเหยินว่าพวกเราล้วนเป็นพี่น้องกัน นั่นเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทุกคนข้าพเจ้าพบกับท่านฉีเฉียนเหยินที่โรงเรียนเทียนจินจงชู่ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันในชั้นขมากรรม ที่ไต้หวันนั้นต่างกัน ขอบเขตระหว่างบุคคลขีดกั้นกันอย่างชัดเจน บางครั้งถึงกับไม่มีการไปมาหาสู่ซึ่งกัน สภาพเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน ซึ่งค่านิยมเดียวกันในตอนนั้นคือ ทุกคนมีความสมานฉันท์ปรองดองกัน
ท่านฉีเฉียนเหยินทราบว่าข้าพเจ้าอยู่ที่ฮ่องกง ส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็รู้ว่าท่านฉีเฉียนเหยินอยู่ที่ไต้หวัน ต่างฝ่ายต่างมีกันและกันในจิตใจ แต่โอกาสที่จะได้พบหน้ามีไม่มากนัก ข้าพเจ้าพูดว่าพวกเราคือพี่น้องกันก็เพราะว่า พวกเรานั้นอยู่ในธรรมสถานเต้าเต๋อถัน ผู้อาวุโสของพวกคุณอยู่ในธรรมสถานถงชิงถัน ส่วนตัวข้าพเจ้าอยู่ในธรรมสถานชิงอี้ถั นอกจากถงชิงถันและชิงอี้ถันแล้วยังมีธรรมถานอีกหลายแห่งที่ขึ้นตรงกับธรรมสถานเต้าเต๋อถันในเมืองเทียนจิน โดยมีผู้อาวุโสชุนสีคุนเป็นผู้นำของธรรมสถานเต้าเต๋อถัน ภายหลังจึงเปลี่ยนให้ผู้อาวุโสหยังก้วนฉู่มาเป็นผู้นำ ส่วนง่านธรรมกิจที่มณฑลหัวเป่ยเจริญรุ่งเรืองเร็วมาก ต่างคนต่างยืนหยัดขึ้นมาให้ผู้อาวุโสได้ชื่นชม เริ่มจากธรรมสถานเต้าเต๋อถันแล้วแผ่ขยายออกไปอีกสิบกว่าแห่ง ฉะนั้น ความสัมพันธ์ของทุกคนจึงเปรียบเสมือนพี่น้องกัน ท่านฉีเฉียนเหยินกล่าวว่า มิใช่แค่ลูกพี่ลูกน้อง แต่เป็นพี่น้องร่วมอุทร เพราะว่าทุกคนล้วนมาจากธรรมสถานเต้าเต๋อถัน เมื่อกล่าวถึงตรงนี้แล้วความสัมพันธ์ของทุกคนนั้นมีความใกล้ชิดกันมาก
ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า ทุกท่านปฏิบัติงานธรรมกิจบำเพ็ญขัดเกลา ดำเนินงานธรรมได้ไม่เลวทีเดียว เมื่อสักครู่ข้าพเจ้าพูดว่า ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยของพวกคุณอนาคตของธรรมกิจก็ขึ้นอยู่กับทุกคน ไม่ใช่อาศัยผู้อาวุโสฝ่ายเดียว ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างการจัดการแข่งขันกีฬาฮิโรชิมาเกมส์ ซึ่งมีการแข่งขันมากมาย เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ปิงปองและกรีฑา กีฬาแต่ละประเภทย่อมมีโค้ช นักกีฬาทุกคนต้องให้ความร่วมมือกับโค้ช ตรงนี้มีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ โค้ชย่อมมีฝีมือเหนือกว่านักกีฬาตำแหน่งสูงกว่านักกีฬา แต่ว่าโค้ชเองกล้าที่จะลงสนามหรือไม่? ไม่กล้า เพราะแก่แล้ว ได้แต่ให้คำแนะนำอยู่ข้างสนาม โค้ชคนนี้เริ่มต้นจากการออกกำลัง ฝึกฝนทีละเล็กละน้อยจนสามารถโดดเด่นออกมา จึงอาศัยประสบการณ์มาเป็นโค้ช มิใช่อาศัยฝีมือเทคนิค พูดเช่นนี้ ทุกคนคงเข้าใจแล้ว
บัดนี้ท่านฉีเฉียนเหยินสิ้นบุญแล้ว อาจารย์ถ่ายทอดธรรมทุกท่านย่อมเปรียบเสมือนโค้ช การบุกเบิกธรรมกิจในช่วงแรกอาจจะสู้ทุกคนไม่ได้ แต่พวกเขาล้วนเคยทำไว้แล้วในอดีต เพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้สังขารไม่เอื้ออำนวย การบุกเบิกต่อไปต้องอาศัยทุกคน ส่วนพวกเขานั้นก็คอยให้คำแนะนำอยู่เบื้องหลัง พูดในทางกลับกันคือพวกเขามีประสบการณ์มากมายที่จะถ่ายทอดให้แก่ทุกคนส่วนการทำงานที่แท้จริงต้องพึ่งพาทุกคน ทุกคนเป็นเสมือนนักกีฬาที่อยู่ในสนามต้องกระทำอย่างสุดชีวิต พวกเขาคอยสอนประสบการณ์ทุกอย่างให้แก่ทุกคน ครั้งหนึ่งที่เมืองเทียนจินในที่แห่งนั้นมีอยู่ร้อยกว่าคน พระอาจารย์กล่าววาจาถามทุกคนว่า พวกเจ้ารู้หรือไม่? ทุกคนไม่รู้ว่าพระอาจารย์ถามหมายถึงอะไร และก็ไม่กล้าซักถามรอจนกว่าพระอาจารย์จะพูด พระอาจารย์ถามทุกคนว่า ในมัชฌิมาสามัญมีห้าประโยคคือ ทรงความรู้ ซักถาม ไตร่ตรอง วิจารณญาณ ปฏิบัติ เพียงพอหรือไม่? ทุกคนพูดว่าคงจะพอแล้ว พระอาจารย์กล่าว่า อะไรที่ว่าคงจะหรือไม่คงจะ เพียงพอก็เพียงพอ ไม่เพียงพอก็ไม่เพียงพอ ทุกคนไม่กล้าที่พูดอะไรอีก นิ่งเงียบไปเสียนาน พระอาจารย์จึงกล่าวขึ้นว่า ไม่เพียงพอ ยังต้องเพิ่มอีกสองสิ่งคือ พหูสูตและทรรศนะกว้างไกล ไม่สามารถหลับหูหลับตาดำเนินปฏิบัติ ตอนนี้จะต้องเปิดตาดำเนินปฏิบัติ อาศัยสิ่งใดเล่า? ทรรศนะกว้างไกลและพหูสูต แล้วจะไปหาสองสิ่งนี้ได้จากไหน? จากตัวผู้อาวุโสของพวกเจ้า พวกเขามีประสบการณ์ พวกเขาคือโค้ชของเหล่ากีฬา หมั่นฟังคำชี้แนะและคอยรับความเมตตาจากพวกเขา ในอนาคตพวกจ้าก็จะไม่เดินผิดทาง
จะเล่าเรื่องให้ทุกคนฟัง เมื่อฟังแล้วก็จะเข้าใจในยุคสมัยของกษัตริย์เฉียนหลง ดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีคนๆ หนึ่งนามว่า หวังเอ๋อเสี่ย มีชื่อเสียงมาก ปัจจุบันนี้ยังมีร่องรอยของเขาหลงเหลืออยู่ทางทิศใต้ของเมืองเลิ่นหยางมีภูเขาเซียนซัน บนเขาเซียนซันมีวัดหลงเฉวียน ภายในวัดมีสถานศึกษาหวังเอ๋อเสี่ย มีครั้งหนึ่งเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานในการสอบไล่จากกษัตริย์เฉียนหลงและถูกส่งตัวไปเป็นประธานคุมสอบที่เมืองเจียงหนาน (อำเภอจื่อซูและหังเอ้อโจวของเจียงหนาน) ที่ซูโจว หังโจวนี้นิยมใช้สำนวนคำกลอนกันถ้วนหน้า ผู้เข้าสอบต่างพากันสืบดูว่าใครเป็นผู้คุมสอบในปีนี้? มีคนบอกว่าเป็นคนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือทุกคนดูถูกคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นอารยธรรมยัไม่ก้าวหน้า ในตอนเย็น หวังเอ๋อเลี่ยสวมชุดลำลองเข้าไปตรวจตราในสถานที่สอบ ในตอนนั้นผู้เข้าสอบจะต้องนอนพักอยู่ในสถานที่สอบจะออกมาภายนอกไม่ได้ อีกทั้งยังได้ยินเสียงคนพูดอีกว่า คนอีสานจะไปรู้อะไร? ก็รู้แต่ว่า ศึกษาหมั่นทบทวน เป็นแค่คำพูดในวากยบทเพียงประโยคเดียว พอถึงวันที่สองซึ่งเป็นวันสอบจริง มีการสอบสามแบบ แบบที่หนึ่ง คือการเขียนกาพย์กลอน แบบที่สอบคือโครงฉันท์ แบบที่สามคือบทกลอน กาพย์กลอนนั้นจะคล้ายกับการเขียนความเรียง โคลองฉันท์คือการต่อโคลอง บทกลอนคือกลอนห้ากลอนเจ็ด การสอบแบบที่หนึ่ง หวังเอ๋อเสี่ยตั้งหัวข้อว่า ศึกษาหมั่นทบทวน ทุกคนเบิ่งตากว้าง ทำไมจึงเป็นคำพูดที่ดูถูกเขาไปเมื่อวานตอนเย็น หัวข้อนี้ไม่ใช่ง่ายเลย มันช่างเลื่อนลอยไม่มีเนื้อหาสาระใดที่จะบรรยายออกมาได้ ทุกคนต่างก็พยายามเค้นคำพูดเขียนจนจบการสอบแบบที่สองคือต่อโคลง หัวข้อก็คือ ศึกษาหมั่นทบทวน คราวนี้ทุกคนตกตะลึง จะเขียนอย่างไรดีเล่า ผู้เข้าสอบครึ่งหนึ่งถอนตัวไม่สามารถทำข้อสอบได้ การสอบแบบที่สามคือบทกลอน หัวข้อยังคงเป็น ศึกษาหมั่นทบทวน ในการสอบแบบที่สามนี้ ไม่มีใครส่งกระดาษสอบเลย การสอบครั้งนั้นจึงไม่มีใครสอบผ่าน ล้วนสอบตกทั้งสิ้น
ภายหลัง กษัตริย์เฉียนหลงมีรับสั่งให้หวังเอ๋อเสี่ยเข้าเฝ้า ทรางตรัสว่า ทุกครั้งที่มีการสอบมักจะคัดเลือกผู้มีความสามารถออกมาได้ แต่ทำไมคราวนี้ท่านไม่สามารถเลือกใครออกมาได้แม้แต่คนเดียว? หวังเอ๋อเสี่ยตอบว่า พวกเขาตอบคำถามไม่ได้ กษัตริย์เฉียนหลงทรงถามว่า ท่านตั้งหัวข้ออะไร? เขาตอบว่า การสอบสามแบบล้วนใช้หัวข้อ ศึกษาหมั่นทบทวน กษัตริย์เฉียนหลงทรงถามว่า ไม่มีหัวข้ออื่นให้ตั้งอีกแล้วหรือ เปลี่ยนหัวข้อบ้างสิ เขาตอบว่า ไม่อาจเปลี่ยนได้ กษัตริย์เฉียนหลงทรงถามว่า ทำไมถึงเปลี่ยนไม่ได้? เขาตอบว่า ตั้งดำเนินธรรม เดินหน้าหนึ่งนิ้ว ถอยหลังหนึ่งฟุต ศึกษาแล้วไม่ทบทวนได้อย่างไร? ความหมายคือชี้ให้รู้ว่าพวกเราเจริญเติบโต ก้าวเข้าสู่สังคม มีครอบครัวแล้ว จะต้องรู้ว่าควรเป็นคนอย่างไร ดำเนินอยู่ในมนุษยธรรม ศีลธรรมอย่างไร เป็นสุภาพชนที่สง่าผ่าเผย แต่ตัวข้าพเจ้าอาจจะเดินหน้าหนึ่งนิ้วถอยหลังหนึ่งฟุตก็ได้
ปัจจุบันพวกเรามักจะพูดเสมอว่า เปลี่ยนแปลงนิสัยละอารมรณ์ แล้วพวกเราทำได้ถึงแค่ไหน? บำเพ็ญธรรมกันมามีทั้ง 1 ปี 20 ปี นิสัยอารมณ์ยังคงเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า? บางคนไม่เปลี่ยนแปลง กลับแย่ลงกว่าเดิม เดินหน้าหนึ่งนิ้ว ถอยหลังหนึ่งฟุต นี่ก็คือการศึกษาแล้วไม่ทบทวนมิใช่หรือ? เมื่อกษัตริย์เฉียนหลงสดังฟังแล้วทรงตรัสว่า ถูกต้อง จึงทรงถามอีกว่า แล้วทำไมแบบที่สองยังใช้หัวข้อว่า ศึกษาหมั่นทบทวนอีก เขาตอบว่า รักชาติเป็นห่วงราษฎร ทุกข์ยากแต่ไร้วิธีการ ศึกษาแล้วไม่หมั่นทบทวนได้อย่างไร? ประเทศชาติเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องรักต้องปกครองประเทศประชาชนมีความทุกข์เข็ญนานาที่จะต้องช่วยพวกเขาแก้ไข จะต้องปกครองโดยกุศลโลบาย แต่ว่าไม่มีวิธีการที่เห็นผลทันตา ดังนั้น ศึกษาต้องหมั่นทบทวน หากไม่ทำเช่นนี้ จะอยู่รอดไหม? กษัตริย์เฉียนหลงพยักหน้าแล้วทรงถามต่อว่า แล้วทำไมแบบที่สามยังคงเป็นหัวข้อศึกษาหมั่นทบทวนอีก? เขาตอบว่า ขัดเกลาจิตบรรลุชะตายังไม่รู้ทางลงสิ้นสุด ศึกษาแล้วไม่ทบทวนได้อย่างไร? พวกเราล้วนมีชะตาชีวิตที่ยังไม่สิ้นสุด กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มลงมืออย่างไร? พวกเราจะต้องศึกษาตลอดจนเสาะหาอาจารย์ ศึกษาร่ำเรียนจนช่ำชองเพื่อแก้ไขปัญหา สุดท้ายของชีวิตเราจำเป็นต้องขัดเกลาจิตบรรลุชะตาเฉกเช่นเดียวกับที่พวกเราพูดว่า หลุดพ้นจากการเกิดดับซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ หากศึกษาแล้วไม่ทบทวนจะได้หรือ? หัวข้อ ศึกษาหมั่นทบทวน ทำให้ผู้ที่มีความสามารถทั่วเจียงหนานพากันสอบตกหมด ภายหลังจึงมีคำพูดว่า หวังเอ๋อเสี่ยเหนือคน
บทที่ 2
สมควรที่จะยอมรับว่าเป็น
ปลายธรรมกัปป์หรือไม่?
นี่คือปัญหาที่จะต้องรู้และเข้าใจอย่างชัดเจน
หากไม่ยอมรับปัญหาก็ไม่สามารถ
คลี่คลายคำตอบได้ หากไม่ยอมรับ
เช่นนั้นแล้วทำไมต้องเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้?
ในนี้ย่อมมีความนัย
วันนี้มาพูดถึงหัวข้อ จะบำเพ็ญธรรมอย่างไรให้เสมอต้นเสมอปลายในปลายธรรมกัปป์? วันนี้ทุกคนก็มาศึกษากัน ข้าพเจ้าไม่กล้ากล่าวว่ามาบรรยายให้ทุกคนฟัง อาจเป็นเพราะทุกคนมีความเข้าใจมากกว่าข้าพเจ้า เพราะอาณาจักรธรรมในไต้หวันนั้นยิ่งใหญ่ มีหลายอย่างที่เหนือกว่าฮ่องกง แต่การพูดอย่างตรงไปตรงมาก็มีหลายรูปแบบ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มีรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย เรื่องราวเช่นนี้เป็นปรากฎการณ์ของปลายธรรมกัปป์หรือ ? อาณาจักรธรรมของพวกเราสมควรที่จะยอมรับว่าเป็นปลายธรรมกัปป์หรือไม่ ? นี่คือปัญหาที่หนึ่งจะต้องรู้เข้าใจอย่างชัดเจน หากพวกเราไม่ยอมรับว่านี่คือสภาพปลายธรรมกัปป์ ถ้าเช่นนั้นปัญหาก็ไม่สามารถคลี่คลายหาคำตอบได้ หากว่าไม่ยอมรับ เช่นนั้นแล้วทำไมต้องเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ? ในนี้ย่อมมีความนัย
ก่อนอื่นเรามาพิจารณาในเรื่องการยอมรับหรือไม่ยอมรับว่า ปัจจุบันนี้เป็นปลายธรรมกัปป์สุดท้ายเสียก่อนข้าพเจ้าเพียงแค่ขอกล่าวตามหน้าประวัติศาสตร์ที่กำหนดไว้กับทุกท่าน
ประวัติวิถีอนุตตรธรรมมิใช่จะยาวนาน เพียงแค่ไม่กี่สิบปีเท่านั้นเอง แต่ทว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย เมื่อสักครู่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์มีขั้นตอนที่ล้ำค่าอยู่ในตัวของผู้อาวุโสเอง ผู้อาวุโสเข้าใจ แต่ผู้น้อยไม่เข้าใจ โดยเฉพาะพวกคุณทั้งหลายที่อยู่ในไต้หวัน วิถีอนุตตรธรรมนั้นเริ่มต้นในจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่หลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเชื่อฟังคำพูดของผู้อาวุโสหากผู้อาวุโสไม่พูด เราก็ไม่เข้าใจ พูดมากหน่อยก็เข้าใจ พูดน้อยหน่อยเราก็เข้าใจน้อยหน่อย ถ้าหากผู้อาวุโสจากไป อยากจะรู้ว่าทำไม่ได้ เมื่อท่านฉีเฉียนเหยินจากไปแล้ว มีเรื่องราวมากมายที่ท่านคิดจะพูดก็ไม่อาจจะกระทำได้ พวกเธอคิดจะขอคำชี้แนะก็ไม่อาจทำได้แล้ว ตรงนี้ขอให้ทุกท่านเข้าใจคำว่า ปัจจัย (บุญสัมพันธ์) ถนอมพุทธปัจจัย ถนอมกุศลปัจจัย
ปัจจุบันนี้ เราบำเพ็ญธรรมด้วยกันอยู่ในทุติยภูมิร้อยปีให้หลัง เมื่อเรากลับไปอยู่ข้างพระวรกายองค์ธรรมมารดา ไม่มีกายสังขารนี้แล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นสภาวะของจิตญาณ ตอนนี้เราไม่อาจที่จะพูดอะไรได้มากกว่านี้ อันที่จริงแล้วปฐมภูมิเป็นอย่างไรนั้น เราไม่อาจรู้ สิ่งที่คุณคาดคิด สิ่งที่คุณพูด ล้วนเป็นของปลอม ลักษณ์แท้นั้นเป็นอย่างไร คุณก็ไม่อาจรู้ไดตลอดไป
วิสุทธิเกษตรแห่งแดนปัจฉิมในพุทธศาสนา ที่ได้กล่าวถึงนั้น มีบุปผาเอย ต้นไม้เอย พระตำหนักเอย นั่นเป็นกุศลโลบายในการชักนำให้ผู้คนเปลี่ยนจากร้ายเป็นดี สามพันกว่าปีมาแล้ว ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าสุขาวดีแดนปัจฉิมนั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าจะต้องรู้ให้ได้นั่นมิใช่สุขาวดีแล้ว เธอควรที่จะละทิ้งออกห่างจากมันคนเขาชอบห้องหับเช่นนี้ เสื้อผ้าเช่นนี้ ดวงตาได้สัมผัสกับสิ่งที่มีรูปมีลักษณ์เหล่านี้ แต่ไม่สามารถมองสิ่งที่ไร้รูป ไร้ลักษณ์ โลกแห่งปฐมภูมิจะมีความเร้นลับอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องรอให้เราละทิ้งกายเนื้อนี้ จึงจะสามารถเข้าใจถึงลักษณ์แท้ได้ ตอนนี้เรายังเป็นมนุษย์ บำเพ็ญธรรมด้วยกันต้องถนอม ปัจจัย ที่ได้บังเกิดขึ้น คนอยู่ กิจเรื่องราวอยู่ คนม้วย กิจเรื่องราวก็มอด มิฉะนั้นแล้วปัจจัยเกิดปัจจัยดับ นับได้ว่าเป็นโลกธาตุที่อนิจจัง
ท่านฉีเฉียนเหยินจากไปแล้ว เมื่อเหตุปัจจัยอันนี้ดับลง เราก็ไม่สามารถฟังท่านมาเมตตาสอนสั่งได้อีก อ$