วิถีอนุตตรธรรม
ความเป็นมาอนุตตรธรรม
บทที่ 1... การแนะนำ "อนุตตรธรรม"
"มหามิ่งมงคลกาลมาถึง
ปลายวาระ 3 มหันตภัยใหญ่
บัญชาเปิดประตูฟ้า
ถ่ายทอดวิถีธรรมสู่ครัวเรือน
เร่งตามหาผู้มีบุญ
กลับคืนเบื้องบน"
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ธรรมมารดา ด้วยพระบารมีธรรมของพระบรรพจารย์และท่านธรรมอธิการหัน ด้วยความเตตาของนักธรรมอาวุโสและนักปฏิบัติธรรมทุกท่าน ที่ให้ข้าพเจ้าผู้น้อย ได้มีโอกาสมากล่าวแนะนำสัจธรรมอันสูงสุดแก่ท่านทั้งหลาย ณ สถานธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้
เมื่อผู้ถึงโอกาสเหมาะหรือเป็นการบังเอิญที่เราได้มาชุมนุมกันที่นี่ แท้จริงแล้วเราล้วนมีบุญสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นเหตุให้เราได้มาพบกันในวันนี้
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสถึง ความทุกข์ 4 อย่างในชีวิต คือ
การเกิด แก่ เจ็บ และตาย
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาแล้ว สุดท้ายก็ต้องพบกับความตายในที่สุด
แต่ละคนมีช่วงระยะเวลาที่จะอยู่บนโลกนี้ไม่เท่ากัน วิถีชีวิตของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เราต่างก็รู้ดีว่าการเกิดของทารกตัวน้อยๆ นำมาซึ่งความดีอกดีใจแก่ทุกคนในครอบครัว แต่เมื่อความต้องมาพรากเขาไปในเวลาต่อมา ความโศกเศร้าย่อมเข้ามาแทนที่ความสุขทันที ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตในโลกโลกีย์ของคนเราหาเป็นชีวิตที่สุขสบายไม่ เราทั้งหลายต้องเผชิญกับโชคชะตาทั้งดีและร้ายมาโดยตลอด แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะการณ์ใด ทุกคนก็ต้องพยายามดำรงชีวิตอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด ป
ระการสำคัญก็คือ เราพึงรู้ไว้เสมอว่า การมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ของเราเป็นการมาอาศัยอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น และความสุขนิรันดรจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นได้พบ "ทาง" ซึ่งจะนำพาตนกลับคืนไปสู่ต้นกำเนิดของชีวิตนั่นก็คือ "นิพพาน"
อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสังคมของวิทยาศาสตร์อันเจริญก้าวหน้ามักไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ เขาทั้งหลายถูกบดบังโดยแสงสีอบายมุขต่างๆ ในโลกแห่งวัตถุ หลายคนเชื่อว่าเงินทให้โลกนี้ศิวิไลซ์ แต่เขาได้มองข้ามไปว่า ความศิวิไลซ์ในโลกนี้ไม่สามารถขจัดความทุกข์เข็ญ ความเกลียดและความมีทิฐิถือตัวของมนุษย์ได้ ตรงกันข้ามมันกลับเป็นอันตรายอย่างยิ่งที่ทำให้คนเหล่านั้นพากันต่อสู้แย่งชิงเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียง ความมั่งคั่ง และอำนาจ เขาทั้งหลาย จะใช้วิธีการอันเหี้ยมโหดและไร้ศีลธรรม ซึ่งสร้างความเดือนดร้อนเสียหายหรือแม้แต่ทำลายชีวิตผู้อื่น เพียงเพื่อตอบสนองกิเลส และความอยากของเขาเท่านั้น ผลที่เกิดตามมาทันทีก็คือ ความบาดหมางขัดแย้งซึ่งกันและกันจะถูกสะสมไว้ ความไม่สงบสุขค่อยๆ พอกพูนขึ้น จากบุคคลต่อบุคคลไปถึงครอบครัวต่อครอบครัว
ความขัดแย้งจะลุกลามและทวีความรุนแรงขึ้น จนกลายเป็นสงครามระหร่างประเทศต่อประเทศ ในที่สุดทั้งโลกก็จะร้อนระบุไปด้วยไฟสงครมมและการจราจล
ท่านมหาตมะคานธี ได้กล่าวไว้ว่า "หากต่างโต้ตอบกัน โด่ยใช้วิธีตาต่อตาแล้วละก็ คนทั้งโลกจะต้องตาบอดกันไปหมด (An eye for an eye makes the whole world blind)"
ในคำพูดนี้ ท่านหมายถึง หากมนุษย์ยังตัดสินปัญหาด้วยความรุนแรงจองเวรแก้แค้นซึ่งกันและกันอย่างไม่หยุดยั้ง โลกนี้ก็จะตกอยู่ในความมืดมนตลอดไป
ไม่ว่าจะเป้นความมั่งคั่งร่ำรวย ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศต่างๆ ล้วนไม่ยั่งยืน ย่อมจะต้องสูญสลายไปในที่สุด แต่ละชีวิตโลกนี้ยากที่จะคาดเดาได้ มันอาจจะสิ้นสุดลงอย่างกระทันหันเมื่อไรก็ได้
สิ่งที่น่าจดจำเอาไว้ก็คือ เราทั้งหลายเกิดมาในโลกนี้คือมือเปล่าและเราก็จะต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่สามารถเอาอะไรไปได้เช่นกัน ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะเล่าเรื่องจริงของ "ท่านลอร์ดอเล็กซานดร้า"
ผู้ซึ่งในสมัยหนึ่งท่านเป็นผู้มีอำจานวาสนาและร่ำรวยมาก ถึงกระนั้นท่านก็มีวันที่จะต้องจากโลกนี้ไปเหมือนกัน แต่ก่อนที่ท่านจะตาย ได้สั่งคนรับใช้ในเจาะฝาข้างโลงศพไว้ 4 ช่องเพื่อที่จะให้ขาทั้ง 2 ข้าง และแขนอีก 2 ข้าง ยื่นออกมาจากโลง ที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อจะบอกแก่ชาวโลกว่ายามเมื่อตัวท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านคือขุนนางผุ้ทรงอำนาจและร่ำรวยมั่งคั่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ครั้งความตายมาถึง ท่านก็ไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้เลยแม้แต่อย่างเดียว จริงหรือไม่ว่าเราทุกคนต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่มีอะไรติดตัวไปได้เลย แท้จริงแล้วยังมีสิ่งที่ไร้รูปลักษณ์ ซึ่งสามารถติดตามเราไปได้เมื่อตายไปแล้ว 2 สิ่ง นั่นก็คือ
ความดี และความชั่ว
ที่ตัวเราได้กระทำไว้นั่นเอง
วันนี้ทุกคนมาที่นี่เพื่อแสวงหา
"สัจจธรรม"
ของจักรวาลทั้งมวล สัจธรรมอันไม่ปรากฏรูปร่าง ไร้รูป ไร้เสียง ไร้กลิ้น ไม่มีใครสามารถวาดภาพเพื่ออธิบาย "สัจจธรรม" ให้เราได้เห็นอย่างไรก็ตาม หากโลกนี้ขาด "สัจจธรรม" นี้เสียแล้ว เมื่อนั้นก็จะไม่มีอะไรอุบัติขึ้นมาได้ สัจจธรรมของจักรวาลสามารถจำแนกออกได้อีกคือ
"ฟ้า"
ก็ต้องมีสัจจธรรมของฟ้า เช่น พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก ไม่จำเป็นที่จะต้องให้กรมอุตุนิยมวิทยามาบอกเรื่องนี้แก่เรา
สัจจธรรมของโลกคือ ภูมิศาสตร์ ธรณีศาสตร์ สัจจธรรมของแผ่นดิน ก็คือเราปลูกพืชชนิดใดลงไป เราก็ต้องได้รับผลของพืชชนิดนั้นแน่นอน หากเราปลูกมะละกอก็ย่อมได้ผลมะละกอไม่ใช่ทุเรียน ในหลักของโลกวัตถุ เช่น พัดลมสามารถทำงานได้โดยอาศัยกระแสไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เราทั้งหลายมักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า
"กฏของธรรมชาติ"
มนุษย์เองก็มี
"กฏ"
ที่ต้องปฏิบัติ นั่นคือ มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตอยู่ด้วย
"มโนธรรม"
ของปัญหามีอยู่ว่า เราได้ปฏิบัติตามมโนธรรมที่เที่ยงแท้ของเราหรือเปล่า? คำตอบก็คือ
"ไม่"
ทุกวันนี้ เรามักทำอะไรตาม
"อารมณ์"
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสลดในอย่างยิ่ง เรพาะเจ้าอารมณ์ตัวนี้เและ เป็นเครื่องปิดกั้นระหว่างมนุษย์กับความสุขนิรันดร อารมณ์ในที่นี้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ
"ใจ"
ท่านเม่งจื้อได้กล่าวว่า
"การศึกษาที่แท้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการค้นหา "ใจ" ที่เราได้ทำหายไป
บางครั้งท่านพูดว่า
"ถ้าเราลืม "ใจ" ของเราเมื่อนั้นแหละมันจะร่อนเร่และทอดทิ้งตัวเราไปในยามที่เราต้องการ ฉะนั้นเราจึงไม่อาจสัมผัสรู้ได้เลยว่ามันทำงานอย่างไร และมีอะไรบ้างที่ตัวเราสร้างสมเข้าไว้ใน "ใจ" ของเรา"
อะไรคือ
"ใจ"
ที่ท่านนักปราชญ์เม่งจื้อ ได้พยายามอธิบายชี้แจง มันเป็น
"หัวใจ"
อันที่อยู่ในหน้าอกด้านซ้ายนี้หรือ? ข้าพเจ้ายืนยันได้เลยว่า "
ไม่ใช่แน่นอน"
เพราะหัวใจนี้แปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ความโปรดปราน ทิฐิ และอื่นๆ วิชาการทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูงในปัจจุบันนี้ สามารถผ่าตัดเปลี่ยนแปลงทำการแก้ไข หากหัวใจของคนเกิดล้มเหลว แต่
"หัวใจ"
ที่ไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งท่านเม่งจื้อได้กล่าวถึง คืออะไร? และอยู่ที่ไหน?
"ใจ" ที่ท่านเม่งจื้อพูดถึงก็คือ
"มโนธรรมสำนึกในตัวเรา" "มโนธรรม"
นี้เป็นตัวจริงแท้ซึ่งก็คือ
"ดวงจิตธรรมญาณ"
ที่เกิดจาก
"พระองค์ธรรมมารดา"
ดวงจิตธรรมญาณที่อยู่ในร่างกายของเราไม่มีอะไรทำลายได้ และคงอยู่ตลอดกาล ส่วนร่างกายของเราคือ ของปลอมอันเกิดขึ้นจากบิดามารดา เมื่อคนเราตายแล้วจิตญาณที่สถิตอยู่ในกายก็จำต้องออกจากร่างกายนี้ ร่างของคนที่ตายแล้วก็จะแตกสลายไป ตามหลักของชาวพุทธร่างกาย ประกอบขึ้นด้วยธาตุ 4 อย่าง ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ธาตุดิน
ก็คือ เนื้อ หลัง โครงกระดูก และของข้นแข็ง
ธาตุน้ำ
ก็คือ ของเหลวทุกชนิดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ซึ่งมีอยู่ถึง 70-75%
ธาตุลม
ก็คือ ระบบการหายใจ
ธาตุไฟ
ก็คือ อุณหภูมิของร่างกาย เป็นต้น
ย้อนกลับมาพูดถึง
"ใจ" ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (จิตเดิมแท้)
อีกครั้ง มันคือสิ่งที่บรรดานักปราชญ์และพระพุทธะทั้งหลายในอดีตต่างเสาะแสวงหาก่อนที่ท่านจะได้บรรลุธรรมในที่สุด อันที่จริงเหล่าพุทธะและอริยะทั้งหลายครั้งหนึ่งท่านก็เคยเป็นเหมือนข้าพเจ้าและท่านทั้งหลายที่มีความอยาก ความรู้สึก แต่ท่านเหล่านั้นได้มองเห็นว่าชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนไม่คุ้มค่าที่จะยึดติด ดังนั้น ท่านจึงพากันสละความมั่งคั่ง ทิ้งยศฐาบรรดาศักดิ์และครอบครัว ออกไปค้นหาพระวิสุทธิอาจารย์ผู้เป็นบรมครู เพื่อขอรับการถ่ายทอดสัจจธรรมอันยิ่งใหญ่ ซึ่งในอดีต "วิถีแห่งสัจจธรรม" ยังถือเป็นความลับ จะถ่ายทอดให้ก็แต่เฉพาะผู้ที่บำเพ็ญมามากจนถึงระดับหนึ่งเท่านั้น ผู้แสวงหาสัจจธรรมในเวลานั้นล้วนมีความตั้งใจมุ่งมั่นแม้กระทั่งจะต้องตายด้วยความหิว หรืออาจจะต้องกลายเป็นอาหารของสัตว์ป่า แต่ความมุ่งหวังที่จะบรรลุธรรมให้ได้นั้น ไม่เคยตายจากใจของท่านเลย
ลองมาเปรียบเทียบระหว่างตัวเรากับผู้บำเพ็ญในอดีต เราโชคดีมากแค่ไหนที่ได้มีโอกาสพบวิถีธรรมอันสูงส่ง เหตุที่อนุตตรธรรมได้จุติสู่โลกนั้นมีเหตุผลมากมายในอุบัติกาลครั้งนี้
ประการแรก
คนในสมัยนี้ร้อยเล่ห์เพทุบายมากกว่าคนในสมัยก่อน เขาจะสนองความอยากของตนอย่างไร้ศีลธรรม เขาได้กระทำสิ่งที่เป็นบาปกรรมชั่วร้ายอย่างมากมาย ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดมหันตภัยขึ้นบนพื้นพิภพ อย่างไรก็ตามคนดีอีกมากก็ยังคงมีปะปนกัน จึงเป็นเหตุให้พระองค์ธรรมมารดาทรงมีพระเมตตาโปรดประทาน
"วิถีอนุตตรธรรม"
นี้จุติลงมาถ่ายทอด เพื่อฉุดช่วยให้สาธุชนคนดีทั้งหลายพ้นจากมหันตภัยใหญ่ แทนที่จะต้องถูกทำลายย่อยยับไปพร้อมๆ กับคนชั่วและความเลวร้ายทั้งหลายที่เขาได้กระทำ
ประการที่สอง
เหตุผลที่สำคัญ ก็เนื่องจากแรงกรรมของเราในอดีต ที่ทุกคนในที่นี้ได้เคยร่วมบุญสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งมาก่อน และบรรพบุรุษของเราได้สร้างสมคุณความดีและและกุศลผลกุศลผลบุญได้ว จึงส่งผลตกทอดลงมา ทำให้เราทั้งหลายมีโอกาสรับ
"วิถีอนุตตรธรรม
" นี้
ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้เรามาพบกันในเวลานี้ ทุกคนต้องไม่ลืมผู้ที่แนะนำเรามา เพราะอาจารย์ผู้แนะนำนี่เอง เราจึงได้พบ
"วิถีอนุตตรธรรม"
อันสูงส่ง
ข้าพเจ้าขอกล่าวไว้เพียงเท่านี้ หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง หรือกล่าวได้ไม่ชัดเจนขอพระองค์ธรรมมารดาโปรดเมตตาประทานอภัยและขอให้ผุ้อาวุโสโปรดชี้แนะข้าพเจ้าผู้น้อยด้วย ขอให้ท่านทั้งหลายจงรักษาโอกาสอันล้ำค่า เพื่อขอรับการถ่ายทอด
"วิถีอนุตตรธรรม"
แล้วนำไปปฏิบัติจนสัมฤทธิ์ผลในที่สุด
**************************