วิถีอนุตตรธรรม
ความเป็นมาอนุตตรธรรม
บทที่ 2...สามสิ่งวิเศษ

"แก้ววิเศษ 3 ประการ"
แก้ววิเศษ สามดวง.................คู่กายเรา
เข้าวมานด่านสามเก้าทาง.........ต้องแสดง
นัยน์ตาศูนย์รวมจุด.....................ท่องสัจจคาถา
มืออุ้มเด็กน้อยพา.........................คืนแดนสุทธา



ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ธรรมมารดา พระบารมีธรรมของพระบรรมพจารย์ ด้วยความเมตตาของท่านั้น เหล่าเฉียนเหยิน และอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม นักธรรมอาวุโสทั้งหลาย ข้าพเจ้าผู้น้อยมีความยินดีที่ได้มาร่วมศึกษาสนทนากับท่านในเรื่องของ "สามสิ่งวิเศษ"

การได้รับถ่ายทอด "วิถีอนุตตรธรรม" เป็นความล้ำค่าสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิต เพราะทำให้เราได้รับสิ่งวิเศษ 3 อย่างคือ

1. มโนทวาร
2. สัจจคาถา
3. ลัญจกร

1. มโนทวาร

ก. "จุด" ที่อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมใช้นิ้วแต้มบนใบหน้าของเรา เรียกว่ "มโนทวาร" ซึ่งก็คือ ประตูที่จิตวิญญาณเข้าและออกจากร่างกาย ประตูนี้จะถูกปิดลงเมื่อวิญญาณได้เข้าสู่ร่างกายแล้ว ผู้เป็นพระวิสุทธิอาจารย์เท่านั้น ที่สามารถเปิด "ประตู" นี้ได้ ด้วยเหตุนี้เองบรรดานักปราชญ์ในสมัยก่อนจึงออกไปแสวงหาพระวิสุทธิอาจารย์เพื่อขอรับการเปิด "ประตู" อันเร้นลับนี้

ข. ณ จุดนี้ เป็นที่สถิตของจิตญาณด้วย จิตญาณนี้เป็นผู้ควบคุมความคิดและความรู้สึกของเรา เราสามารถสังเกตได้จากใบหน้า ขณะที่เราใช้ความคิดอย่างหนักหรือเมื่อได้รับความเจ็บปวด

ค. ในทางการแพทย์ จุดนี้เป็นจุดที่ห้ามแทงด้วยของแหลมคม เป็นผ่าตัดแม้แต่กระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยก็อาจถึงตายได้ เราทราบไหมว่า ทำไม?

ประตูอันเร้นลับนี้ไม่เคยถูกเปิดเผย แต่กล่าวแผงไว้ในภัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาต่างๆ ซึ่งความหมายที่แท้จริงของปริศนานี้ เราไม่สามารถเข้าใจได้เลย จนกว่าผู้นั้นจะได้รับการถ่ายทอด "วิถีอนุตตรธรรม" สามารถค้นพบหลักสัจจธรรม ให้เราลองมาพิจารณาดูจากพระคัมภีร์ของศาสนาทั้งหลาย

ก. พระศากยมุนีพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงเทศนาสั่งสอนอยู่ถึง 45 พรรษา เพื่ออธิบายหลักสัจจธรรมของชีวิต ครั้งหนึ่งในท่ามกลางที่ประชุมพระสงฆ์สาวก พระองค์ได้ชูดอกบัวในพระหัตถ์ขึ้น และตรัสว่า "เราตถาคต มีธรรมะอันยิ่งใหญ่ ซึ่งถูกซ่อนไว้ในตาของเราเอง สัจจธรรมอันหยั่งเห็นได้นี้ จะนำพาเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้ได้บรรลุธรรม"

ข. มีคำกล่าว
ว่า "อย่าเที่ยวค้นหา "พุทธะ" ไกลจากภูเขา ภูเขานี้อยู่ในตัวเรา เพื่อที่จะสำเร็จธรรมจงบำเพ็ญ ณ เชิงเขาอันมี "พุทธะ" สถิตอยู่"

"แดนสุขาวดีอยู่ไกลถึงสิบหมื่นแปดพันลี้ แต่เมื่อได้รับวิถีธรรมแล้วก็พลันปรากฏอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง"


ค. ในคัมภีร์คำสอนของท่านขงจื้อ ได้กล่าวไว้ว่า "ท่ามกลางคน 3 คนที่เดินมาด้วยกัน คนหนึ่งในนั้นคือ ครูของเรา"

ง. ทำไมพระโพธิสัตว์กวนอิม จึงทรงถือแจกัน พร้อมทั้งกิ่งหลิ่ว 2 กิ่ง? ผู้ที่ได้รับวิถีธรรมแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าใจปริศนาธรรมนี้

จ. พระเยซูตรัสว่า "จงเข้าทางประตูแคบ เพราะว่าประตูใหญ่และทางกว้างนำไปถึงความพินาศ และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก แต่ประตูที่เล็กและทางแคบซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นมีน้อยคนที่จะพบ".

(มัดธาย 7 : 13-14)

ประตูที่กว้าง ก็คือ กระหม่อม สะดือ หู ตา ปาก และจมูก
ส่วนประตูที่แคบ คือ มโนทวาร
ดังนั้น มีเพียงมโนทวารเท่านั้น ที่จะนำเราไปสู่ "ชีวิตนิรันดร"

"ผู้ใดติดตามเรา ผู้นั้นต้องปฏิเสธตัวเขาเอง"

"ผู้ใดมิได้แบกกางเขนของตนตามเรามา ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้"

(ลูกา 14 ; 27)

"ไม้กางเขน คืออะไร? เป็นสิ่งที่ผู้คนนำมาห้อยคอยนั่นใช่ไหม? ไม่ใช่! แต่เป็นไม้กางเขนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่อยู่ในตัวเรานี่เอง

"เขาได้ตรึงใจสองคนไว้ข้างขวาคนหนึ่ง ข้างซ้ายคนหึ่งพร้อมกับพระองค์ด้วย"

(มัดธาย 27:38)

ความหมายก็คือ ดวงตาทั้ง 2 ข้างเป็นเสมือนหัวหน้าโจร ซึ่งสามารถนำเราไปสู่ช่องทางทั้ง 6 เพราะมันชอบมองแต่ในสิ่งที่สวยงามน่าหลงไหล และก่อให้เกิดความอยากขึ้นในใจเรา

"เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครไปถึงพระบิดาได้โดยไม่ผ่านเรา" (โยฮัน 14:6) หากเรารับวิถีธรรมแล้ว เราจึงจะสามารถเข้าใจปริศนาธรรมต่างๆ เหล่านี้


2. สัจจคาถา

สิ่งวิเศษอย่างที่สอง คือ สัจจคาถา ซึ่งถ่ายทอดให้แก่เราโดยอาจารย์ผู้ถ่ายทอดเบิกธรรมบอกให้เราทราบและอธิบายถึงสิ่งสำคัญ 3 อย่าง คือ

1. นิพพาน
2. สวรรค์
3. โลกมนุษย์

1. นิพพาน เป็นสภาวะที่ไร้รูปลักษณ์ ไม่มีขอบเขต เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "แดนสุขาวดี" หรือ "บ้านเดิมของเรา"
2. สวรรค์ คือ โลกของจิตวิญญาณ อันเป็นสภาพ "กายทิพย์" เป็นสภาวะที่เปลี่ยนแปลงได้ ในชั้นนี้เป็นที่สถิตอยู่ของเทพ พรหม ทั้งหลาย
3. โลกมนุษย์ อยู่ในสภาพของวัตถุหยาบ ซึ่งหมายถึง โลกที่เราอาศัยอยู่นี่เอง จิตวิญญาณของเราได้ถือกำเนิดจาก "นิพพาน" จุติลงมาเพื่อทำหน้าที่ปกครองดูแลโลก

ในยุคแรกเริ่ม ผู้คนจะดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย มีจิตใจซื่อตรงและบริสุทธิ์จึงสามารถกลับสู่สภาวะเดิมคือ "นิพพาน" ได้เมื่อหมดวาระ

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป คนเราก็เริ่มที่จะแสวงหาอำนาจ เกียรติยศ ชื่อเสียงและความสะดวกสบายทางด้านวัตถุ ในการเสาะแสวงหาสิ่งเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ส่วนตน เขาจึงได้กระทำบาป เป็นเหตุให้นรกอุบัติขึ้นเพื่อลงโทษทัณฑ์คนเลว จิตวิญญาณจึงต้องผ่านออกไปสู่ทางหนึ่งใน 6 ช่องของเวียนว่ายตายเกิด ได้แก่

1. ไปเกิดเป็น มนุษย์ผู้มั่งคั่งร่ำรวย มีอำนาจวาสนา
2. ไปเกิดเป็น มนุษย์ธรรมดาๆ หาเช้ากินค่ำ
3. ไปเกิดเป็น สัตว์ตั้งท้องที่ออกลูกเป็นตัว
4. ไปเกิดเป็น สัตว์ที่เกิดออกจากไข่
5. ไปเกิดเป็น สัตว์ที่อยู่ในน้ำ
6. ไปเกิดเป็น สัตว์จำพวกแมลง

กรรมที่เราได้กระทำมาในอดีต จะเป็นตัวกำหนดโทษทัณฑ์ในนรกและนำเราไปสู่ 1 ใน 6 ช่องทางเวียนว่ายเพื่อเกิดใหม่ กรรมดีจะนำพาเราให้ไปสู่ภพภูมิ สภาพความเป็นอยู่ที่ดี และกรรมชั่วจะนำไปสู่สภาพที่ทุกข์ยากลำบาก

ผู้ที่บำเพ็ญดีในช่วยชีวิตของเขา แต่ไม่มีโอกาสได้รับ "วิถีธรรม" เมื่อตายจากโลกมนุษย์ไปเขาก็จะได้อยู่ในแดนสวรรค์ ดวงวิญญาณจะพำนักอยู่ที่นั่นชั่วระยะเวลาหนึ่ง ขึ้นอยู่กับกุศลผลบุญที่เขาได้สร้างสมไว้ เมื่อหมดสิ้นแรงแห่งบุญกุศลของตนแล้ว ก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ฉะนั้นเขาจึงยังต้องเวียนว่ายตายเกิด

"วัฎฎะสงสาร" อันหมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ จะดำเนินไปอย่างไม่มีสิ้นสุด ดวงวิญญาณจะเปลี่ยนจากภพหนึ่งสู่อีกภพหนึ่ง ขึ้นอยู่กับแรงกรรมที่ตนได้กระทำไว้ จนกระทั่งผู้นั้นจะประสบโอกาสได้รับ "การถ่ายทอดวิถีธรรม" ค้นพบหาทางกลับสู่ "นิพพาน"

พระศรีอาริยเมตไตรย หรือ พระพุทธะผู้ทรงพระสรวล ซึ่งจะอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ทรงตั้งพระปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกมนุษย์ อันเป็นทะเลทุกข์นี้ ให้กลายเป็น "โลกแห่งสันติสุข"

"เมตไตรย" มีความหมายที่แท้จริงว่า "เมตตาที่เปี่ยมด้วยความรัก" ในการบำเพ็ญตนสู่ความหลุดพ้น เราต้องนำเอา "จิตแห่งเมตตา" ออกมาใช้ในชีวิตประจำวัน เราต้องเผยแพร่ วิถีธรรมไปทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้บรรดาพี่น้องร่วมโลกของเราทั้งหลาย ได้มีโอกาสกลับคืนสู่นิพพาน โดยพร้อมเพรียงกัน และหากทุกคนรับวิถีธรรมแล้วบำเพ็ญอย่างจริงจัง เราก็จะสามารถแปรเปลี่ยน "โลกอันเป็นทะเลทุกข์" ให้กลายเป็น "สวรรค์บนพื้นพิภพ" ได้

3. ลัญจกร

ลัญจกร คือ เครื่องหมายของตราประทับอันล้ำค่า ที่พระองค์ธรรมมารดาประทานให้เรา เพื่อเป็นหลักฐานว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดสัจจธรรมอันสูงส่งนี้

ลัญจกร ของยุคสีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของ "ใบบัว" ในเวลานั้น ผู้บำเพ็ญธรรม จะสวดภาวนาโดยใช้มือซ้ายข้างเดียวยกขึ้นไว้ที่กลางหน้าอก ใบบัวสีเขียวแสดงถึง "เวลาแห่งความรุ่งเรืองพุทธะจิต"

ในช่วยเวลาของยุคสีแดง ผู้บำเพ็ญธรรมจะสวดภาวนาโดยการพนมมือทั้งสองข้างขึ้นไว้ ระหว่างหน้าอก และก้มกราบลงโดยการแบมือออก เป็นเสมือน "ดอกบัวที่เบ่งบาน" ถือเป็นเครื่องหมายตราประทับของยุคดอกบัวสีแดง ดอกบัวแสดงถึง "ความเบ่งบานของพุทธะจิต"

ลัญจกร ของยุคสีขาว เป็นเครื่องหมายของ "รากบัวสีขาว" ผู้บำเพ็ญจึงภาวนากราบไหว้ โดยการใช้มือซ้ายโอบมือขาวและอุ้มไว้ที่หน้าอก ซึ่งแสดงถึง "เวลาแห่งการเก็บเกี่ยวพุทธะจิต"

โดยการวางนิ้วของเราลงใน ตำแหน่งเริ่มต้นและสุดท้ายของ 12 ราศีในจักรวาล ซึ่งในความหมายภาษาจีน หมายถึง "เด็ก"

พระเจ้าทรงตรัสว่า "เราคือ อาละฟา และโอเมฆา เราเป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย เราเป็นจุดเริ่มต้นและสุดท้าย" (วิวรณ์ 22:13)

อธิบาย : อาละฟา และโอเมฆา คือ อักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายในภาษากรีกโบราณ พระวจนะในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ หมายถึง พระเจ้าผู้ก่อให้เกิดสรรพสิ่ง พระองค์คือผู้ที่ไม่มีใคระหยั่งรู้ ไม่มีการกำเนิดและการสิ้นสุดในพระเจ้า พระองค์เป็นอยู่ดังที่เป็นอยู่เช่นนั้นชั่วนิจนิรันดร์ ไม่มีอะไรที่จะเหนือไปกว่านี้แล้ว

ดังนั้น เมื่อเราอุ้มลัญจรในมือแล้วระลึกถึงพระจิตของพระเจ้าในตัวเรานี่คือการเตือนให้เราประสานจิตญาณของเรา รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ธรรมมารดาและดำรงอยู่ในความสงบเยือกเย็นของพระองค์

พระเยซู ได้ตรัสว่า "เรากล่าแก่ท่านทั้งหลายตามจริงว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเย็นเหมือนเด็กๆ ท่านจะเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย" (มัดธาย 18 : 3)

ท่านเม่งจื้อครั้งหนึ่ง ไม่กล่าวไว้ว่า "ชนทั้งหลายพึงรักษาไว้ซึ่งความไร้เดียงสาของเด็ก"

คำพูดเหล่านี้เตือนเราว่า พวกเราทั้งหลายคือ ลูก ของพระองค์ธรรมมารดาและเราจะต้องกลับคืนสู่พระองค์ เราจะต้องย้อนกลับไปมองดูการกระทำของเราเสมอเพื่อที่จะกลับไปสู่ความไร้เดียงสา และความไม่เห็นแก่ต้วของเด็กน้อย

สรุป :
สามสิ่งวิเศษ ควรจะทบทวนทุกวัน โดยกำหนดจิตไว้ที่มโนทวาร และเตือนตัวเราให้ระลึกถึงความหมายของ 3 สิ่งวิเศษนี้ไว้เสมอ

3 สิ่งวิเศษ สามารถช่วยให้เราพ้นจามหันตภัย ในยามที่ตกอยู่ในอันตรายจงอุ้มลัญจรไว้ที่หน้าอก กำหนดจิตไว้ที่มโนทวาร และท่องสัจจคาถาในใจ 3 ครั้ง

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าผู้น้อยขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้โปรดเมตตาประทานอภัยและขอกราบอภัย ที่ข้าพเจ้าผู้น้อยไม่สามารถกล่าวพรรณาให้ชัดเจน เป็นด้วยความรู้อันจำกัดของข้าพเจ้านั่นเอง


****************************