วิถีอนุตตรธรรม
ความเป็นมาอนุตตรธรรม
บทที่ 4...ประโยชน์ของการแสวงหา "อนุตตรธรรม"

"มนุษย์ในโลก ล้วนดิ้นรนไข่วคว้า
เพียงเพื่อลาภ สักการะ ชื่อเสียงจอมปลอม
อันเปรียบดัง ฝุ่นธุลี ลมพันดก็จางหาย
โลกเหมือนเวทีกว้าง ปิดฉากก็สิ้นสูญ
ความอยู่ไม่น่าปลื้ม ความตายไม่น่าหวั่น
หมดรักก็หมดทุกข์ จิตใจย่อมเป็นสุข
สงบชั่วนิรันดร์"



ในขั้นพื้นฐาน วิถีอนุตตรธรรมคือ หลักสัจจะของจักรวาลซึ่งครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้อมรอบตัวเรา หลักสัจจะนี้เป็นผู้ก่อกำเนิดสรรพสิ่งในจักรวาร ในตัวของมนุษย์ "สัจจะ" นี้คือ "มโนธรรมสำนึกดั้งเดิม" หรือตัวจริงแท้ภายในของสิ่งที่มีชีวิตทุกรูปแบบ (พลังชีวิต) มโนธรรมสำนึกดั้งเดิมเป็น "เส้นทาง" ที่จะนำเรากลับสู่ "บ้านเดิม" (ถิ่นกำเนิดหมายถึงแดนนิพพาน) แม้ว่าสัจจธรรมนี้ไร้รูปลักษณ์แต่ก็มีอยู่ เกิดขึ้นและซึมซาบอยู่ในทั่วทุกอณูของจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล

ชีวิตทุกรูปแบบต่างก็มี "พุทธะภาวะ" แฝงเร้นอยู่ในตัวตนที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นคนพาลหรือบัณฑิต "ปุถุชน" หรือ "พระพุทธะ" แต่เนื่องจาก "จิต" ที่หลงใหลในวัตถุภายนอกและมัวเมาในกิเลสต่างๆ มนุษย์ได้กระทำบาปมากมายจนเป็นเหตุให้ต้องตกอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิด ไม่สามารถหลุดพ้นเป็นอิสระไปได้

ดังนั้น "วิถีอนุตตรธรรม" จึงถูกถ่ายทอดสู่ปุถุชนที่อยู่ในครัวเรือนอันเป็นเวลาสุดท้ายของธรรมกาลด้วยจุดมุ่งหมายหลักคือ ฉุดช่วยคนดีมีเมตตาให้พ้นจากมหันตภัยใหญ่ทั้งหลาย ดังที่ท่านเม่งจื้อได้เคยกล่าวว่า "โลกที่กำลังจมลง จะถูกกอบกู้ขึ้นโดยธรรม"

วิถีธรรมช่วยให้คนเรารู้ว่า แท้จริงแล้ว "เราเป็นใคร?" และเราควรจะเดินไปในทิศทางไหน เพื่อจะกลับคืนสู่ "ต้นกำเนิด" ของเรา หลังจากที่ทุกคนรับรู้วิถีธรรมแล้วและมาศึกษาให้เข้าใจ ก็จะเกิดคุณประโยชน์ในหลายๆ ด้าน อันจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาความคิดที่ดีแก่ชีวิต และปรับปรุงความสัมพันธ์อันดีต่อทุกคนในครอบครัวและสังคม ในขั้นสูงขึ้นไปจะช่วยกระดับจิตใจให้เข้าถึงแก่นแท้ของชีวิตและรู้แจ้งในสรรพสิ่ง สามารถคลายความยึดติดในตัวตน สิ่งต่างๆ ที่เราเรียนรู้ในวิถีธรรมจะนำเราไปสู่ "ทางแห่งแสงสว่าง" ฉะนั้นเราจะต้องลงมือศึกษาไปตามขั้นตอนแต่ละขั้นเพื่อให้เห็นคุณค่า แล้วเริ่มตักตวงเอาคุณประโยชน์อันล้ำค่าจากการบำเพ็ญธรรม

สิ่งแรกสุดก่อนอื่นใดทั้งสิ้นเราต้องขอรับวิถีธรรมด้วยความจริงใจ ท่านทั้งหลายคงจำกันได้ถึงวันที่เรามาขอรับวิถีธรรม เวลานั้นมีพิธีเพื่อขอจารึกชื่อของเราไว้เบื้องบน เราจึงได้พบ "หนทาง" ที่จะกลับคืนสู่ "บ้านเดิม" อันเป็นที่ที่เราเป็นเจ้าของ เมื่อนั้นเราจึงจะพูดได้อย่างโล่งใจว่าเราได้ค้นพบ "หนทางสู่ความเป็นนิรันดร์คือแดนนิพพาน" ณ ที่นั้นเราจะพบกับความสงบสุขชั่วนิรันดร คนที่ได้รับวิถีธรรมก็เท่ากับมีโอกาสเปิดเส้นทางให้ชีวิตของตนได้ก้าวไปสู่สิ่งที่ดีงาม คงยังจำกันได้ว่า ในวันแรกที่ก้าวเข้ามาในสถานธรรม หลายคนอาจรู้สึกเคอะเขินต่อการต้อนรับที่เต็มไปด้วยไมตรีจิตและสุภาพอ่อนโยน ทำไมเราจึงรู้สึกอย่างนั้น? อาจเป็นเพราะเราต่างเคยชินต่อการแสดงออกที่หยาบกระด้างและแล้งน้ำใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหลังที่เราได้รับวิถีธรรมและได้รับความเมตตาจากนักธรรมอาวุโสทั้งหลาย มันจึงง่ายขึ้นสำหรับเราที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งไม่ดีต่งๆ จนบังเกิดแต่สิ่งที่ดีงามขึ้นแทน สำหรับผู้ที่มีแต่สิ่งที่ดีอยู่ในตัวแล้ว ความดีเหล่านั้นก็จะยิ่งเพิ่มพูนทวีมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นอยู่ แท้จริงแล้วหากเราอยู่ในสถานที่ซึ่งแวดล้อมไปด้วยการพร่ำอบรมบ่มนิสัย ก็จะช่วยให้อุปนิสัยใจคอของเราเพียบพร้อมไปด้วยศีลธรรมจรรยา

หลังจากที่เราได้รับการถ่ายทอดเบิกธรรมแล้วขั้นต่อมาเราต้องศึกษา "วิถีแห่งอนุตตรธรรม" ให้เข้าใจ การเรียนรู้ไม่มีคำว่า "จบสิ้น" ตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่ (ชีวิตคือการเรียนรู้) ตั้งแต่โบราณกาลผู้คนต่างศึกษาเพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาความรู้ และพร้อมกับปรับปรุงบุคคลิกภาพอุปนิสัยใจคมให้สูงขึ้นไป ดังที่ท่านเม่งจื้อได้กล่าวไว้ว่า "จุดประสงค์อันเดียวของการเรียนรู้ คือติดตามจิตที่หลงออกนอกทางไป" นั่นหมายถึง "การศึกษาก็เพื่อค้นหาสัจจธรรม สามารถแยกแยะความดี-ชั่วละความยึกติดในตัวตน ขจัดความขัดแย้งในตัวเอง สามารถอยู่อย่างกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ"

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เล่าเรียนศึกษาก็เพื่อหาเลี้ยงชีพ เพื่อไขว่คว้าหาเกียรติยศชื่อเสียงจนหลงลืมไปว่า การเรียนรู้ก็เพื่อความเป็นคนดีมีศีลธรรมด้วย การศึกษาเรียนรู้แต่เรื่องภายนอกอย่างเดียวยังไม่ใช่การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ "ความรู้ต้องคู่กับคุณธรรม" ซึ่งหมายความว่าความรู้ทางโลกเพียงด้านเดียวยังไม่เพียงพอ เราจะต้องมีคุณธรรม จริยะธรรม ศีลธรรมด้วย เพื่อให้เราสามารถนำเอาความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร เราต้องใช้คุณธรรมขจัดความรู้สึกนึกคิดอุปนิสัยที่ไม่ดีในตัวเอง โดยการพิจารณาทบทวนใคร่ครวญมองดูความคิด คำพูด และการกระทำของเราตลอดเวลา การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่คนที่ใกล้ชิดได้ โดยการศึกษาเรียนรู้ที่ถูกต้องจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจ "แก่นแท้ของชีวิต" เห็นถึงธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิตซึ่งจะช่วยปลดปล่อยจิตใจของเราจากความว้าวุ่นสับสนในปัญหาต่างๆ อันเกิดจาก "ความหลง"

หลังจากได้ศึกษาวิถีธรรมจนเข้าใจดีแล้ว เราต้องลงมือฝึกปฏิบัติด้วย นั่นหมายถึง
"ขั้นฝึกฝนปฏิบัติตามหลักของวิถีอนุตตรธรรม"
หลักปฏิบัติสำคัญ 3 ประการได้แก่

1. ละเว้นจากการทำบาปทั้งปวง
2. ทำแต่ความดี สร้างสมบุญกุศล
3. ฉุดช่วยตนเองและผู้อื่นให้เป็นคนดีพร้อมมีคุณธรรมสมบูรณ์

มีคำกล่าวว่า "ด้วยการฝึกฝนปฏิบัติอยู่เสมอจะทำให้เกิดความสมบูรณ์พร้อม" (Practice makes Perfect) คนบางคนเกิดมาสวยงามและเฉลียวฉลาด ในขณะที่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น การที่คนเราจะประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย "ความขยัน" ด้วย ดังนั้นเราจึงต้องนำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นมาปฏิบัติตามอย่างบรรดานักปราชญ์ในอดีตที่ได้กระทำคือ "การเรียนรู้และการปฏิบัติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน" ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าคำพูดของใครจะยิ่งใหญ่แค่ไหน สวยงามเพียงใด การกระทำของเขาเท่านั้นจะเป็นเครื่องตัดสิน สมกับคำพูดที่ว่า "การกระทำย่อมก้องกังวานไปไกลกว่าคำพูด" (Acting speaks louder than words) ฉะนั้นการศึกษาและการปฏิบัติต้องควบคู่กันไปเสมอ ท่านลองคิดดูซิว่า ถ้าเราเอาแต่กินๆ เข้าไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีการย่อย อะไรจะเกิดขึ้น? มันย่อมจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่ร่างกายแน่นอน เช่นเดียวกันกับคนที่มุ่งจะเรียนรู้เพียงอย่างเดียวแต่ไม่เคยที่จะนำเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ เขาก็ไม่แตกต่างกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย

ฉะนั้นการลงมือปฏิบัติในหนทางของ "อนุตตรธรรม" เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะมันจะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเราได้ บางคนเชื่อว่า ชีวิตคือพรหมลิขิต ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงมันได้เขาจึงไม่ยอมทำอะไร ปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไร้จุดหมาย ในขณะที่มีบางคนเชื่อว่า "ชีวิตอยู่ในกำมือของเราและเราจะลิขิตให้มันเป็นอย่างไรก็ได้" มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้แน่นอนที่เราจะใช้ความพากเพียรพยายามในการพลิกผันเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนเอง ถ้าเรารู้จักบำเพ็ญตัวเองสร้างสมความดีอยู่เสมอ ก็จะสามารถลบล้างบาปกรรมในอดีตและคุ้มครองป้องกันเราให้พ้นจากเคราะห์ร้ายได้อย่างแน่นอน

สำหรับชาวพุทธทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วย "กฎแห่งกรรม" อันเป็นกฎของเหตุและผลไม่ว่าอะไรก็ตามที่เราเคยทำไว้ในอดีต จะส่งผลมาถึงเราในปัจจุบัน และอะไรที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนี้ จะส่งผลแก่เราในอนาคตข้างหน้า หากเราไม่อยากประสบเคราะห์กรรมต่างๆ อย่ากจะป้องกันเหตุการร์ร้ายๆ ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา เราก็จะต้องทำแต่ในสิ่งที่ดีบำเพ็ญธรรมอย่างตั้งใจ นอกจากนี้แล้วการรู้จักสำนึกในความผิดบาปของตนและปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดอยู่เสมอเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้ที่บำเพ็ญธรรม มีเรื่องๆ หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการบำเพ็ญธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาและทำลายเคราะห์กรรมลงไปได้

มีเรื่องเล่าดังนี้ :
กาลครั้งหนึ่งมีผู้บำเพ็ญธรรมท่านหนึ่งนามว่า ชิว ฉาง ชุน ท่านได้ศึกษา "วิถีธรรม" ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่มจากท่านอาจารย์ วัง ชุง หยาง ท่านเป็นผู้มีความกระตือรือร้นที่จะศึกษา "อนุตตรธรรม" อยู่ตลอดเวลา ต่อมาเมื่ออาจารย์ของท่านได้จากไปแล้ว ท่านก็ยังคงมุ่มมั่นบำเพ็ญต่อไปด้วยความขยันขันแข็ง

ในชีวิตการบำเพ็ญธรรมของท่านประสบแต่ความทุกข์ยากลำบากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านต้องอดอยากหิวโหยจนแทบเอาชีวิตไม่รอดนับครั้งไม่ถ้วน ถึงกระนั้นท่านก็ยังมุมานะที่จะบำเพ็ญต่อไป

วันหนึ่งหลังจากที่ท่านได้รับบริจาคอาหารกลางวันมาแล้ว เตรียมจะรับประทาน ก็มีชายชราคนหนึ่งตรงเข้ามาแย่งเอาอาหารของท่านไปเสียครึ่งหนึ่ง ท่าน ชิวฉางชุน รู้สึกประหลาดใจมากจึงได้เอ่ยปากถามขึ้น

ชายชราคนนั้นได้ตอบว่า "ข้าเป็นหมอดูมาหลายปี เพียงแต่เห็นท่าทางอากับกิริยาก็สามารถหยั่งรู้โชคชะตาของคนๆ นั้นได้ เมื่อข้ามองดูท่าน ก็รู้ว่าท่านต้องประสบเคราะห์กรรมจากการรอดอยากและสุดท้ายจะต้องตายด้วยความหิวโหย ถ้าข้าปล่อยให้ท่ากินอิ่มในมือนี้ ท่านจะต้องอดไปอีกหลายมือ ดังนั้ข้าจึงคิดว่ามันจะดีกว่าถ้าท่านให้กินแต่น้อยๆ เพื่อจะได้มีกินไปทุกๆ มื้อ"

ท่านชิวฉางชุน แปลกใจมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะคำพูดทั้งหมดล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวท่านตลอดมา

ชายชราผู้นั้นชี้แจงให้ท่านฟังว่า ชีวิตคือพรหมลิขิต ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ และยักยกตัวอย่าง 2 เรื่องว่า มีจักรพรรดิ์องค์หนึ่งซึ่งเสวยสุขมาตลอดแต่สุดท้ายกลับต้องมาสิ้นพระชนม์อยู่ในพระราชวังด้วยความหิว เพราะเกิดเหตุจราจลขึ้นในบ้านเมือง อีกเรื่องหนึ่ง มีเสนาบดี ที่มั่งคั่งร่ำรวยแต่ต่อมาท่านได้ถูกคนที่อิจฉาริษยาในความร่ำรวย ใส่ร้ายป้ายสีว่าตัวท่านเป็นผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง สุดท้ายต้องถูกจับไปขังและตายในคุกนั่นเอง

เมื่อท่านชิวฉางชุนได้ยินดังนั้นแล้วก็เกิดความท้อแท้ใจและเลิกบำเพ็ญะรรม คอยแต่ก้มหน้ารับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นอย่างเดียว จากนั้นท่านกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายตลอดมา จนกระทั่งถึงกับพยายามฆ่าตัวตายโดยการอดอาหารเพื่อจบชีวิตตัวเองเสีย แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะทุกครั้งจะต้องมีคนมาช่วยเอาไว้ได้ทันเวลาเสมอ

ความสิ้นหวังในชีวิตก็เพิ่มมากขึ้นๆ จนในที่สุดท่านตัดสินใจ ปลึกตัวหลบเข้าไปอยู่ในป่าแล้วล่ามตัวเองไว้กับต้นไม้เพื่อจะได้ตายสมใจ แต่แล้วในขณะนั้นเทพเจ้า ไห่ ไป่ จิน เชิน ผู้พิทักษ์ความดีได้รู้ถึงกรรมดีที่ท่านได้เคยบำเพ็ญสะสมไว้ จึงจำแลงกายลงมาช่วยชีวิตเอาไว้และชี้แนะหนทางให้ท่านชิวฉางชุนได้รู้ว่าการบำเพ็ญธรรมด้วยความตั้งใจในอดีตที่ผ่านมา ได้พลิกผันเปลี่ยนแปลงโชคชะตาที่ท่านจะต้องตายด้วยความอดอย่ากให้หมดสิ้นไปแล้ว และอธิบายว่าคำทำนายของหมอดูนั้นใช้ได้เฉพาะกับปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่รู้จักบำเพ็ญธรรมเลยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่จิตใจไม่ดีเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทมุ่งร้าย โชคชะตาของเขาก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะฉะนั้นชะตาชีวิตของคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จะเป็นไปในทางดีหรือเลวขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาเอง

ท่านชิวฉางชุนจึงเกิดความเข้าใจกระจ่างแจ้ง และรู้ตัวว่าได้ทำผิดพลาดอย่างมหันต์จนเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง ตั้งแต่นั้นมาท่านจึงบำเพ็ญธรรมอย่างขยันขันแข็งและแน่วแน่มั่นคงไม่แปรเปลี่ยน จนสามารถบรรลุธรรมกลายเป็นนักบุญองค์สำคัญ มีพระนามอันร่ำลือมาจนถึงทุกวันนี้

เราเห็นหรือยังว่า การบำเพ็ญธรรมสามารถอำนวยคุณประโยชน์ให้แก่ชีวิตของเราทั้งหลาย หากเราทำด้วยความตั้งใจจริงก็ไม่มีคำว่ "ผิดหวัง" กล่าวได้ว่าทุกคนเป็นผุ้ที่โชคดีอย่างหาที่เปรียบมิได้ที่มีโอกาสบำเพ็ญตนเพื่อชดใช้หนี้สินบาปกรรมขแงเราโดยอาศัยการสร้างความดีสะสมไว้ ทั้งนี้ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ธรรมมารดานั่นเอง

เราทุกคนจดจำไว้เสมอว่า การบำเพ็ญธรรมจะช่วยปกป้องคุ้มครองให้ตัวเราปลอดภัยไปจนชั่วชีวิต เราต้องมีความเชื่อมั่นอยู่ตลอดเวลาว่า พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดและพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือเราให้บำเพ็ญธรรมไปได้จนถึงที่สุด เหตุนี้เราจึงควรรู้จักสำนึกและตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่แทนที่จะเรียกร้องสิ่งตอบแทนจากการบำเพ็ญธรรม

"ขั้นสุดท้ายในการบำเพ็ญธรรม" ก็คือ การบรรลุถึงสัจจธรรมสูงสุดที่เราเรียกว่า "ตรัสรู้" หมายถึง "การรู้แจ้งในตัวตนที่แท้จริง" การรู้แจ้ง ก็คือ "การกลับคืนสู่สภาวะธรรมดั้งเดิมแห่งความเป็นพุทธะ" ธรรมชาติแท้จริงภายใน "จิตใจ" ของมนุษย์มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมไปด้วยความดีงาม ความรัก ความเมตตากรุณา ความสงบเยือกเย็นและสุขุมคัมภีรภาพ

แต่ทำไมมนุษย์จึงไม่สามารถนำเอา "จิตพุทธะ" ดั่งเดิมแท้จริงออกมาได้ สาเหตุก็เพราะคนพากันละโมบโลภมาก ริษยาอาฆาตโกรธเกลียดและเต็มไปด้วยความงมงาย

"โลภ" คือ ความอยากได้ในทุกๆ สิ่งจนนำไปสู่ความขุ่นเคืองใจเมื่อไม่ได้สมกับที่ตั้งใจ แม้แม้ว่าจะได้มาแล้วก็หลงยึดติดในสิ่งทั้งหลายจนเกิดความวิตกกังวล กลัวที่จะต้องสูญเสียมันไปในวันใดวันหนึ่ง

"ความโกรธ" เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้ามาขัดแย้งกับความต้องการที่เราหวังไว้ เมื่อนั้นจะทำให้จิตใจเกิดความขุ่นเคือง รำคาญ โมโห อิจฉาริษยา และนำไปสู่การตอบโต้แก้แค้นสร้างความทุกข์ให้กับทั้งสองฝ่าย

"ความหลง" คือ ไม่รู้เท่าทันในความจริง ไม่รู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายทั้วปวงไม่จีรังยั่งยืน พากันลุ่มหลงยินดีในโลกียสุขอันจะนำมาซึ่งความทุกข์ใจและความยุ่งยากลำบากต่างๆ

ฉะนั้น เมื่อใดที่คนเราขจัดความขุ่นมัวออกไปเสียได้ เราก็จะสามารถสันผัสกับ "พุทธะจิต" ที่สงบเยือกเย็นในตัวของเราเอง หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด สามารถฉุดช่วยบรรพบุรุษและลูกหลานให้กลับสู่นิพพานได้ในเวลาที่ "สำเร็จธรรม"

การหลุดพ้นจากเวียนว่ายตายเกิด
การหลุดพ้นจากเวียนว่ายตายเกิดคือ การที่เราสามารถปลดปล่อยตัวเองจากการที่ต้องไปเกิดใน "อบายภูมิทั้ง 6" ได้แก่
1. เทวโลก เป็นสถานที่ที่บรรดาเทพพรหมทั้งหลายสถิตอยู่ คนที่ทำความดีเอาไว้ ขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์มาตลอด แต่ไม่ได้รับรู้วิถีธรรมก็จะจุติอยู่ในชั้นนี้

2. โลกอสูร มีลักษณะกึ่งเทพ กึ่งมนุษย์คือ คนที่ตอนมีชีวิตทำแต่ความดีแต่ไม่สามารถขจัดความเห็นแก่ตัวยังมีความอิจฉาริษยา จึงไม่เกิดในแดนมารได้เสวยทิพยสมบัติเช่นกัน

3. มนุษย์ภูมิ เป็นที่อยู่ของคนทั้งหลายไม่ว่าจะร่ำรวย ยากจน สูงศักดิ์หรือต่ำต้อย

4. เดรัจฉานภูมิ ได้แก่ สถานที่เกิดของสัตว์ 4 ประเภทคือ

ก. สัตว์ที่กำเนิดในครรภ์ เช่น ม้า วัว ควาย หมู
ข. สัตว์ที่เกิดในไข่ เช่น นก เป็ด ไก่
ค. สัตว์ที่เกิดในที่อับชี้นในน้ำ เช่น ปู ปลา กุ้ง หอย
ง. สัตว์จำพวกแมลง เช่น ผึ้ง มด แมลงต่างๆ

5. เปรตภูมิ เป็นที่อยู่ของสัตว์ผู้ห่างไกลจากความสุขได้รับความทุกข์ ทรมานหิวกระหายอย่างแสนสาหัส เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาได้กระทำแต่สิ่งที่ไม่ดี

6. นรกภูมิ เป็นที่ที่จิตวิญญาณของคนต้องไปเกิดรับทุกข์ทรมานมากเนื่องจากได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้าย ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์

อบายภูมิทั้ง 6 ดังกล่าวนี้ไม่ใช่ที่อยู่อันถาวรของดวงวิญญาณ จิตวิญญาณจะต้องไปเกิดอยู่ในภพภูมิใดก็ขึ้นอยู่กับ "กรรม" หรือ "การกระทำของแต่ละคน" เราจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานมาก หากต้องไปเกิดในภพภูมิที่อยู่ต่ำลงไป เช่นไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปตร เป็นฝีนรกเป็นต้น ถ้าไปเกิดในภูมิที่สูงขึ้นไปได้แก่เป็น เทพ พรหม แม้จะได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์แต่ในที่สุดก็ต้องกลับลงมาในโลกมนุษย์อีก เมื่อผลบุญหมดสิ้นแล้ว คนที่เกิดในโลกมนุษย์ก็ต้องประสบกับความทุข์ทั้งหลายอันได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องพลัดพรากจากของรัก ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่สามารถสมหวังในสิ่งที่ตนปรารถนา มีความอยากในกิเลสตัณหา รักหลงไม่รู้จักพอ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นเหตุให้คนเรา "ทุกข์" ทั้งทางกายและทางจิตใจ

โลกนี้แม้จะมีความสุขอยู่บ้างแต่ก็ไม่จีรังยั่งยืน ทั้งนี้ก็เพราะ สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนต้องผันแปรเปลี่ยนเป็นอื่นอยู่ตลอดเวลา การยึดติดในสิ่งทั้งหลายทั้งปวดเป็นทุกข์ ในที่สุดเราก็ต้องพลัดพรากสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักไปอย่างแน่นอน

ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องแสวงหาทางพ้นทุกข์ เป็นอมตุไม่เกิดไม่ตายให้ได้ เราเคยรู้สึกแปลกใจไหมว่า ทำไมพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสามารถสละราชสมบัติ ละทิ้งโลกีย์สุขทั้งหลายออกไปค้นหาสัจจธรรมเพื่อหาทางพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

เมื่อเราได้รับการถ่ายทอดวิถีธรรมแล้วทุกคนจะต้องมีความมั่นใจว่า ถ้าหากเราบำเพ็ญด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง "วิถีอนุตตรธรรม" นี้จะนำเราไปสู่หนทางแห่งความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างแน่นอน

ฉุดช่วยบรรพบุรุษและลูกหลานให้กลับสู่นิพพาน

ในยามที่บิดามารดาของเรยังมีชีวิตอยู่ เราจะต้องทำหน้าที่ของลูกที่พึงปฏิบัติต่อพ่อแม่ให้ดีที่สุด แต่หากท่านได้จากโลกนี้ไปแล้วผู้เป็นลูกหลานจะต้องพยายามจนสุดความสามารถเพื่อช่วยให้ท่านพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในปรโลก วิธีที่เราทุกคนสามารถทำได้ก็คือ หลังจากที่เรารับวิถีธรรมแล้วควรตั้งใจปฏิบัติธรรมด้วยความพากเพียร นำเอา "วิถีธรรม" อันสูงส่งนี้เผยแพร่ออกไป เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขของคนทั้งหลาย เมื่อนั้นดวงวิญญาณบรรพบุรุษของเราที่ล่วงลับไปแล้วไม่ว่าจะอยู่ในภพใด ภูมิใด ก็จะมีส่วนในกุศลผลบุญที่ลูกหลานได้กระทำ เราทุกคนผู้เป็นลูกหลานนับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่สามารถสร้างบุญกุศลช่วยเหลือท่านได้

เหตุนี้ขอให้เราทั้งหลายระลึกถึงพระเมตตาของเบื้องบนที่มีต่อพวกเรา ในพระพุทธศาสนามีเรื่องราวที่เล่าขานกันมากก็คือ เรื่องที่ "พระโมคคัลลานะลงไปฉุดช่วยมารดาของท่านออกจากนรกภูมิ" เรื่องมีดังนี้ :

วันหนึ่ง พระโมคคัลลานะผู้เป็นสาวกเบื้องซ้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั่งสมาธิถอนจิตญาตออกไป พบว่ามารดาของท่านได้ไปเกิดอยู่ในนรกต้องได้รับแต่ความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก เมื่อท่านกลับมาแล้วจึงรีบเข้าเฝ้าพระศาสดาเพื่อทูลขอพระเมตตาของพระองค์ พระพุทธองค์จึงทรงแนะให้ท่านสร้างกุศลด้วยการบริจาคทานช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยความจริงใจ ด้วยบุญบารมีที่ท่านได้สร้างกุศลทานต่างๆ จึงสามารถฉุดช่วยมารดาและดวงวิญญาณอีกมากมายให้พ้นจากนรก

ด้วยเหตุนี้การบริจาคทานสร้างกุศลเพื่อช่วยให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว พ้นจากความทุกข์ทรมานในนรกนึงเป็นที่นิยมปฏิบัติกันในประเทศจีนและอีกหลายๆ ประเทศในทวีปเอเชีย

เราควรจดจำไว้ว่า การบำเพ็ญธรรมย่อมบังเกิดคุณประโยชน์ทั้งต่อตนเองต่อญาติพี่น้องและต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอย่างมากมาย ทุกคนควรถือเอาโอกาสนี้ทำแต่ความดีบริจาคทานสร้างกุศลให้คุ้มค่ากับเวลาที่มีเหลืออยู่ไม่มาก เพื่อประโยชน์สุขของตนเองและเวไนยสัตว์ทั้งหลาย

สรุป
ผู้ที่ได้รับวิถีธรรมแล้วตั้งใจบำเพ็ญอย่างจริงจังเป็นคนโชคดีที่สุด การบำเพ็ญ "วิถีอนุตตรธรรม" สร้างประโยชน์สุขต่อตัวเองและคนรอบข้างจริงๆ ฉะนั้นเราทุกคนควรทุ่มเทกำลังกายกำลังใจจนสุดความสามารถเพื่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นในสังคม และทำให้โลกนี้บังเกิดสันติสุข


**************************