บทนำอนุตตรธรรมและศาสนาแตกต่างกันอย่างไร? ข้าพเจ้าเชื่อว่าคำถามนี้คงจะติดอยู่ในใจของผู้ที่ได้รับ "วิถีธรรม" ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้ที่รับวิถีธรรมแล้ว ควรทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างอนุตตระรรมและศาสนา เราทั้งหลายทราบแล้วว่า "อนุตตรธรรม" หมายถึง "หนทาง" หรือ "วิถีทาง" ที่ทุกสิ่งในโลกต้องดำเนินต่อไปอนุตตรธรรม คือ บ่อเกิดและอวสารของสรรพสิ่งในจักรวาลอนุตตรธรรมนี้ สูงส่งที่สุด แต่ดูเรียบง่ายที่สุดอนุตตรธรรม ไร้รูป ไร้รส ไร้เสียง แต่ไม่มีวันหมดสิ้นในตัวมนุษย์ "สัจจธรรม" ที่ให้เราสัมผัสได้ก็คือ "มโนธรรม" ได้แก่ ความสามารถแยกแยะระหว่างความถูกและความผิด ดีและชั่วเป็นต้น สัจจธรรมที่อยู่ในตัวมนุษย์เป็นพลังซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ แต่สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตเติบโตและพัฒนาจนถึงที่สุด ฉะนั้นอนุตตรธรรมจึงดำรงรักษาและสัมพันธ์กับทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเพื่อที่มนุษย์จะบรรลุถึงจุดสูงสุด มนุษย์ต้องนำเอา "จิตพุทธะดั้งเดิม" ออกมาใช้ ได้แก่ ความเมตตากรุณา ความเห็นอกเห็นใจกัน ความสัตย์ซื่อ ฯลฯ แท้จริงแล้วคุณธรรมความดีเหล่านี้ ตราตรึงอยู่ในตัวคนเรามาโดยธรรมชาติ ซึ่งก็คือ "สัจจธรรม" อันเป็น "ราก" ของทุกศาสนาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ศาสนาเกิดขึ้นจากการเทศนาสั่งสอนหลักธรรมของบรรดาพระศาสดาผู้เป็นบรมครูแห่งปราชญ์และอริยะทั้งหลาย ได้แก่ พระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ ท่านนบีมุฮัมมัด ท่านเหลาจื้อ ท่านขงจื้อ เป็นต้นทุกพระองค์เปรียบเสมือน "มงคลประทีป" ที่ส่องแสงสว่างนำทางแก่มนุษย์ทั้งหลาย ให้ได้รู้จักศีลธรรมจรรยาและทรงแนะวิธีค้นหาสัจจธรรม ที่มีอยู่ในตัวเองให้พบปัจจุบันชาวโลกก็ยังคงมีโอกาสได้รู้จักศาสนาใหญ่ๆ ของพระบรมศาสดาทั้ง 5 พระองค์ ได้แก่
เนื่องจากอำนาจอิทธิพลของโลกวัตถุเข้าครอบงำ ความมีเมตตากรุณาอันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ที่มีในตัวมนุษย์ก็ลบเลือนหายไป สิ่งไม่ดีต่างๆ ได้แก่ความละโมภ อยากร่ำรวยไม่รู้จักพอ ความอยากมีชื่อเสียง อยากมีอำนาจ ฯลฯ ก็เริ่มเข้ามาครอบงำความคิดของคนเรา มนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงโลกที่เคยมีแต่ความสุขให้กลายเป็นโลกแห่งการย่ำยีเข่นฆ่าประหัตประหารซึ่งกันและกันด้วยเหตุนี้พระอริยะเจ้าทั้งหลายในอดีต หลังจากที่ทรงค้นพบ "สัจจธรรม" ที่เป็นรากเหง้าของ "จิตวิญญาณ" เมื่อได้บรรลุธรรมแล้วพระศาสดาทั้งหลายก็ต่างเทศนาสั่งสอน ปลุกจิตวิญญาณชาวโลกให้ตื่นขึ้นจากความเสื่อมทราม หลงงมงายอยู่ในสิ่งเลวร้ายทั้งหลายที่พวกเราได้กระทำ
คุณสัมพันธ์ 5 ได้แก่
คุณธรรม 8 คือ
พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเกี่ยวกับ "อริยสัจจ์ 4" และ "อริยมรรค 8"อริยสัจจ์ 4 ได้แก่1. ชีวิต คือ ทุกข์2. ความโลภ โกรธ หลง เป็นเหตุแห่งทุกข์3. การขจัดความโลภ โกรธ หลง จะนำไปสู่การสิ้นทุกข์4. อริยมรรคมีองค์ 8 จะเป็นหนทางให้หลุดพ้นจากความทุกข์อริยมรรค 8 ได้แก่
ในคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ สอนถึงพระบัญญัติ 10 ประการศาสนาอิสลาม สอนหลักธรรมตามพระคัมภีร์อัลกุรอานพระบัญญัติ 2 ข้อที่ถือเป็นพระบัญญัติล้ำค่าของชาวคริตได้แก่ข้อแรก กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจะต้องรักพระเจ้าของท่านจนหมดหัวใจ ด้วยจิตใจและวิญญาณทั้งหมด"ข้อที่สอง กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจะต้องรักเพื่อนบ้านและทุกชีวิตเหมือนกับที่ท่านรักตัวของท่านเอง" ท่านเหลาจื้อได้สอนผู้คน ให้ดำเนินชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติที่สุด โดยรู้จักพอใจถ่อมตน สงบ เยือกเย็นและเอื้ออาทรซึ่งกันและกันถึงแม้ว่าพระอริยะและนักปราชญ์ทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในที่ซึ่งแตกต่างกันบนโลก แต่ทุกๆ ท่านก็สามารถค้นพบ "หลักธรรม" ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ในคำสอนของพระศาสดาทั้งหลาย แม้จะใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันอันเนื่องมาจากเพื่อความเหมาะสมกับกาลเวลาภูมิประเทศและพื้นฐานจิตใจของผู้คนในสมัยนั้นๆ แต่คำสอนของทุกพระองค์ล้วนนำพาผู้คนให้มุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกันคือ สามารถเข้าถึง "พระเจ้า" (สัจจธรรมอันสูงสุด)ลำธารน้อยใหญ่ทั้งหลายที่แยกมาจากแม่น้ำสายเดียวกัน อาจมีจุดเริ่มต้นและเกิดขึ้นในเวลาที่ต่างกัน มีชื่อเรียกต่างกันออกไป แต่ก็ยังคงบรรจุน้ำที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและได้รับคุณประโยชน์คือ "น้ำ" ไม่ใช่ "ชื่อ" ของแม่น้ำลำธารทั้งหลายบรรดานักปราชญ์และพระอริยะทั้งหลายผู้จาก "แดนนิพพาน" ลงมาจุติในโลกมนุษยื ก็เพื่อประทานคำชี้แนะและบอกถึงความจำเป็นที่มนุษย์ทุกคนจะต้องค้นหา "รากเดิม" และ "สัจจธรรมอันสูงสุด" เพื่อจะได้กลับคืนสู่ "นิพพาน" โดยพร้อมเพรียงกันทั้งหมดในเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากทุกๆ คนต้องร่วมใจกัน ปฏิบัติภาระกิจของตนๆ โดยอาศัยหลักสัจจธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เลิกเห็นแก่ตัว ละทิ้งความคิดที่ไม่ดีและกิเลสต่างๆ ให้ได้ความลับของ "อนุตตรธรรม" ถูกซ่อนเร้นไว้ในพระคัมภีร์พระสูตรต่างๆ เพื่อรอการเปิดเผยเมื่อเวลามาถึง ในพระสูตรของพุทธศาสนาบทหนึ่งได้กล่าวว่า ครั้งนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงถือดอกบัวไว้ในมือแล้วชูขึ้นตรงหน้าพระพักตร์พระสงฆ์สาวกทั้งหลายที่มาประชุมกันต่างฉงนสงสัยเป็นอย่างมาก มีเพียงพระมหากัสสปะเท่านั้นที่รู้ถึงปริศนาซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดง ท่านจึงยิ้มออกมาเป็นการรับรู้พุทธประสงค์พระบรมศาสดาจึงเปล่งธรรมกถาขึ้นว่า"ตถาคตมีธรรมอันซ่อนอยู่ภายในดวงตา "นิพพาน" สถิตอยู่ในใจของทุกคน สัจจธรรมนี้ไร้รูปลักษณ์และไม่สามารถบอกกล่าวเป็นคำพูด ตถาคตได้ถ่ายทอดสัจจธรรมอันสูงสุดนี้ให้แก่พระมหากัสสปะแล้ว"จากเรื่องราวในพระสูตรนี้ เราพึงรู้ไว้ว่าสัจจธรรมสูงสุดไม่มีรูปลักษณ์ให้เราเห็นได้หรือเขียนอธิบายได้ แต่ละคนจะสัมผัสได้ด้วย จิตที่บำเพ็ญมาดีแล้วทั้งนั้นท่านขงจื้อได้กล่าวว่า "ได้รับรู้วิถีธรรมในตอนเช้า เย็นตายไม่ห่วงเลย" ดังนั้นนับว่าเราทั้งหลายโชคดีมากและเป็นวาสนาสูงส่งที่ได้มีโอกาสรับรู้ "วิถีธรรม" นี้ เพราะคุณงามความดีและบุญกุศลทั้งของบรรพบุรุษและของตัวเราองที่ได้สร้างสมไว้ในอดีตชาตินั่นเอง
สรุปเราสามารถกล่าวได้ว่า ศาสนาทุกศาสนาได้ตระเตรียมจิตวิญญาณของเรา ให้พร้อมที่จะได้รับ "วิถีอนุตตรธรรม" อันเป็นเส้นทางเดินในช่วงสุดท้ายของการบำเพ็ญธรรมเพื่อกลับคือ "สภาวะเดิมแท้" คือ "นิพพาน" เหตุนี้เองที่ทำให้เราทั้งหลายได้รับรู้วิถีแห่ง "อนุตตรธรรม" อยู่ในขณะนี้
****************************