วิถีอนุตตรธรรม
ความเป็นมาอนุตตรธรรม
บทที่ 6...วัตถุประสงค์ของ "อนุตตรธรรม"

"ดวงปัญญา"

ดวงแก้วธรรมในหัวใจ สุกใสส่องโลกีย์
ก้าวเดินในกรอบธรรม ปัญญาเสมอเดือนตะวัน
ส่องสว่างสู่ฟ้า ดั่งดอกเหมยทานทน
หนาวเย็นคงชูช่อ กลางน้ำแข็งกลีบเกสรแกร่ง
   
เพลงดวงปัญญา โอวาทท่านหันต้าเซียน

วัตถุประสงค์ของอนุตตรธรรม
ทุก
สิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ต่างก็มีเหตุผลอยู่ในตัวของมันเองทั้งสิ้น สรรพสิ่งทั้งหลายและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่พบเห็นบนโลกนี้ ล้วนมี "พลังธรรมชาติ" ที่ไม่สามารถมองเห็น ซึ่งนำไปสู่วิถีทางที่ต้องดำเนินไปเช่นนั่นเองอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง พลังธรรมชาติอันเป็น "วิถี" หรือ "เส้นทาง" นี้ในภาษาจีนกลางเรียนว่า "เต้า" "เต้า" หรือ "วิถีทาง" คือความเป็นเหตุเป็นผลของธรรมชาติที่ต้องดำเนินไป และไม่มีผู้ใดจะเปลี่ยนแปลงได้

คำว่า "เต้า" เทียบเคียงกับภาษาไทยคือ "สัจจธรรม" สัจจธรรมคือพลังอำนาจผู้ก่อเกิดและควบคุมสรรพสิ่งในจักรวาล ยกตัวอย่างเช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ต่างๆ มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบ หลักและกฎเกณฑ์การเคลื่อนที่ของเทหวัตถุในจักรวาลเราเรียกว่า "ดาราศาสตร์" การเกิดขึ้นของแผ่นดิน ภูเขา แม่น้ำ ก็มีหลักและกฎเกณฑ์เฉพาะตัว ซึ่งเราเรียกว่า "ภูมิศาสตร์"

ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แขนงใดในโลก ทั้งชีววิทยา เคมี ฟิสิกซ์ และอื่นๆ ล้วนแต่เป็นหลักกฎเกณฑ์ที่ "สัจจธรรม" กำหนดไว้ให้กับธรรมชาติทั้งสิ้นโดยมีมนุษย์เป็นผู้ค้นพบ

สำหรับหลักสัจจธรรมที่ครอบคลุมอยู่ในตัวมนุษย์ก็คือ "จิตวิญญาณ"

"จิตวิญญาณ" หรือ "จิตวิญญาณ" เป็นตัวตนที่แท้จริงสถิตอยู่ในร่างกายของคนเรา

"จิตญาณ" เป็นผู้ควบคุมพัฒนาการและการเจริญเติบโตของร่างกาย จิตญาณที่อยู่ภายในเป็นจุดศูนย์รวมของความรู้สึกนึกคิด ทั้งปวง "จิตญาณ" คือตัวจริงแท้ในตัวมนุษย์ทุกคน ไม่สามารถมองเห็น ไม่มีวันตาย ไม่สามารถสร้างขึ้นหรือถูกทำลายลงไปได้

"จิตญาณ" ในตัวมนุษย์เหมือนกันหมด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนเชื้อชาติใด วรรณะใด ภาษาใด จิตญาณเดิมของทุกคนล้วนมีแต่ความดีงาม ความเมตตาที่สมบูรณ์พร้อมโดยธรรมชาติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปในสภาพการณ์ที่มนุษย์ถูกยั่วยุให้เลือกที่จะสนองความอยาก ความสุขสำราญ ทางวัตถุมากกว่าที่จะพัฒนาจิตญาณของตนมรบัดนี้มนุษย์ในโลกปัจจุบันได้ละทิ้งการพัฒนาจิตญาณของตนแล้วหันไปต่อสู้ดิ้นรนแข่งขันกัน เพื่อให้ได้ความสุขสบายและสนองความอยากที่เห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว เพื่อให้สมความอยากของตนบางครั้งถึงกับหลอกลวงตัวเอง มอมเมาจิตใจให้หลงใหลวิปลาสไปต่างๆ นานา

ด้วยเหตุนี้ อาชญากรรมความรุนแรงการกระทำที่ชั่วร้ายมากมายหลายอย่างจึงเกิดขึ้นในโลกทุกวันนี้

เนื่องจากจิตใจของผู้คนขณะนี้ตกต่ำจนถึงขีดสุด เบื้องบนจึงได้โปรดเมตตาประทานให้ "วิถีอนุตตระรรมอันสูงส่ง" เผยแพร่แก่สาธุชนทุกมุมโลกผู้ซึ่งสำนึกได้และยินดีแก้ไขในความผิดบาปทั้งหลายของตน หากมิใช่เป็นด้วยบุญสัมพันธ์ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประกอบกับบุญกุศลของบรรพบุรุษและของตัวเองที่ได้สร้างสมเอาไว้ เราจะไม่มีโอกาสรับรู้ "วิถีธรรม" ที่อุบัติขึ้นในเวลานี้ได้เลย

หลังจากที่ได้รับถ่ายทอด "วิถีอนุตตรธรรม" แล้ว เราจะต้องตั้งใจศึกษาให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของ "วิถีธรรม" นี้

วัตถุประสงค์ของ "อนุตตรธรรม" มีดังนี้ :

1. เคารพฟ้าดิน
2. สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และนักบุญทั้งหลาย
3. จรรโลกคุณวิเศษในพระธรรมคำสอนของศาสนาทั้ง 5
4. กตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา
5. เคารพเทิดทูนสำนึกในพระคุณของครูอาจารย์
6. จงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตน
7. เชิดชูรักษาศิลปะวัฒนธรรมดั่งเดิมที่ดีงามของชาติ
8. เชื่อถือและปฏิบัติตามหลักจริยะธรรมโบราณประเพณีอันดีงาม
9. ปฏิบัติตนตามหลักคุณสัมพันธ์ 5 และคุณธรรม 8
10. ยึดถือความสัตย์จริงใจต่อมิตร
11. มีอัธยาศัยไมตรีต่อเพื่อนบ้านทุกคน
12. ละทิ้งความชั่วทั้งปวง สร้างแต่คุณความดี
13. ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ขจัดความอยากความนึกคิดที่ไม่ดีออกไปจากใจ
14. อาศัยสังขารร่างกายตัวปลอมบำเพ็ญให้บพตัวตนที่แท้จริงภายใน
15. ฟื้นฟู "ดวงจิตธรรมญาณเดิม" ในตัวเองให้ปรากฏออกมา
16. พัฒนา "วิจารณญาณ และ สัญชาตญาณ" ให้ดีเลิศ
17. ส่งเสริมผู้อื่นให้ดีพร้อม เช่นเดียวกับส่งเสริมตัวเอง
18. ฉุดช่วยผู้อื่นให้สามารถบรรลุธรรมเช่นเดียวกับฉุดช่วยตนเอง
19. ขจัดความเลวร้ายและบาปเวร ช่วยแปรเปลี่ยนจิตใจผู้คนให้ดีงาม
20. พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสันติภาพและความสุขขึ้นบนโลก
21. มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้เป็น "สวรรค์บนพื้นพิภพ"

1. เคารพฟ้าดิน
คนที่อยู่ในโลกนี้มี "ฟ้า" อยู่เบื้องบน มีแผ่น "ดิน" อยู่เบื้องล่าง ดังมีคำกล่าวว่า "คนเกิดจากฟ้า ถูกฝังด้วยดิน"
คนเราไม่รับสิ่งต่างๆ มากมายซึ่งธรรมชาติเมตตาประทานให้ใช้ในการดำรงชีวิตอยู่คืออากาศ น้ำ แสงแดด ฝน ผลไม้พืชพันธุ์ธัญญาหาร ฯลฯ ฟ้าดินเกื้อกูลดูแลเรา เป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ ฟ้าดินให้เราทุกอย่างโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ให้โดยปราศจากข้อแม้ใด ฟ้าดินให้โดยไม่ต้องพูด ลองคิดดูเถิดว่า หากปราศจากสิ่งที่อยู่รอบกายตามธรรมชาติ เราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร? เงินทองทรัพย์สมบัติความมั่งคั่งร่ำรวยชื่อเสียงเกียรติยศจะมีความหมายอะไรอีกและมีประโยชน์อะไร? ถ้าหากเราปราศจาก "ชีวิต"

หากธรรมชาติไม่มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวให้แก่เรา สิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมทั้งคน ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้

"ฟ้าเป็นผู้ให้กำเนิด ดินเป็นผู้เลี้ยงดู"

ด้วยความเมตตากรุณาดุจบิดามารดาที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้รับ เราจึงเป็นหนี้บุญคุณต่อฟ้าดิน สมควรมีมนุษย์ทุกคนจะต้องเคารพฟ้าดิน ด้วยความสำนึกในพระคุณอันใหญ่หลวง

2. สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์และนักบุญทั้งหลาย
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพ พรหม และท่านผู้บรรลุธรรมทุกพระองค์ล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ นำความสันติสุขและความสามัคคีสมานฉันท์มาสู่ชาวโลก ด้วยความเอื้ออาทรห่วงใยว่า เมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลาย จะไม่มีโอาสรับรู้ "วิถีธรรมอันสูงสุด" นี้ ท่านจึงได้ฝากพระธรรมคำสอนอันแฝงด้วยปริศนาแห่ง "สัจจธรรม" จารึกไว้ในคัมภีร์และพระสูตรต่างๆ

พระธรรมคัมภีร์ พระไตรปิฏก ซึ่งเป็นมรดกล้ำค่าในศาสนาทั้งหลาย ถูกรักษาสืบทอดต่อมา ด้วยความหวังว่าคนรุ่นหลังจะได้อาศัยเป็นแนวทางและแสวงหา "สัจจธรรมที่แท้จริง" ได้ในที่สุด

มหาบุรุษทุกพระองค์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ ท่านเหลาจื้อ ฯลฯ ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ท่านได้สร้างคุณความดีอย่างมากมาย พระองค์เสด็จจาริกจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่งเพื่อเทศนาสั่งสอนถึงเรื่อง "สัจจธรรมของชีวิต" และฉุดช่วยเวไนยสัตว์

ปณิธานอันแรงกล้าของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์ก็คือ ทำให้โลกนี้บังเกิดสันติสุข ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างรักใคร่กลมเกลียว ไม่มีความโลภ ความโกรธ ในท่ามกลางผู้คน แม้ว่าพระผู้สำเร็จธรรมเหล่านั้นจะมีแต่จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม กล่าวแต่คำสอนที่ดีงาม ก็ยังมิวายที่จะได้รับการเยาะเย้ยถากถาง กล่าวร้ายป้ายสีจากผู้คน ในบางครั้งถึงกับมุ่งทำลายเอาชีวิตของท่านก็มีไม่ว่าจะพบแต่อุปสรรคขวางกั้นอย่างไรก็ตามท่านเหล่านั้นก็มีเคยย้อท้อ ไม่ทรงหยุดยั้งที่จะปฏิบัติภาระกิจในการประกาศสัจจธรรมจนกว่าจะบรรลุปฏิธานที่ตั้งไว้แล้วทุกพระองค์

จากที่กล่าวมาแล้ว เราทุกคนจึงควรเทิดทูนบูชาและเจริญรอยตามพระบาทของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์สืบไป

3. จรรโลงคุณวิเศษในพระธรรมคำสอนของศาสนาทั้ง 5
ศาสนาใหญ่ทั้ง 5 อันได้แก่ ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม เต๋า ขงจื้อ คำสั่งสอนของทั้ง 5 ศาสนานี้สอดคล้องและมีเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน คือ

1. ศาสนาพุทธ - สั่งสอนหลักเมตตาธรรม
2. คริสต์ - สั่งสอนหลักอหิงสา ให้รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน
3. อิสลาม - สั่งสอนหลักภราดรภาพ อยู่ร่วมกันในโลกนี้เหมือนครอบครัวเดียวกัน
4. เต๋า - สั่งสอนให้ใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติ
5. ขงจื้อ - สั่งสอนให้มีน้ำใจโอบอ้อมอารีละทิ้งความเห็นแก่ตัว

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็นดั่งความฝัน ประดุจภาพมายา เหมือนฟองน้ำและพยับแดด ดังนั้นท่านทั้งหลายไม่ควรยึดติดอยู่กับมัน"

พระเยซูคริสต์ได้ทรงตรัสว่า "...ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูและอวยพรแก่ผู้ที่แช่งว่าท่านจงทำคุณแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน และจงอวยพรแก่ผู้ที่ประทุษร้ายเคี่ยวเข็ญท่าน...."

ในพระคัมภีร์อัลกุรอานกล่าวว่า" ...จงสนใจในเวลา แท้จริงมนุษย์อยู่ในการขาดทุนเว้นแต่บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการดีทั้งหลาย ผู้ตักเตือนกันและกันในสัจจธรรม ผู้ตักเตือนกันและกันในขันติธรรม...."

ท่านเหลาจื้อกล่าวว่า "สัจจธรรม (เต้า) ที่
สามารถนำมาเล่าขานได้นั้น ยังไม่ใช่สัจจธรรมซึ่งเป็นอมตะ

สิ่งที่มีการเรียกขานนามได้ยังไม่ใช่นามอมตะ
ไร้นาม นั่นเป็นรากฐานแห่งฟ้าและดิน
การเกิดมีนามขึ้น จึงเป็นมารดาของสรรพสิ่ง"


ท่านขงจื้อกล่าวว่า "ความเมตตากรุณา คือ องค์ประกอบของความเป็นมนุษย์"

จากที่กล่าวมาทั้งหมด เราคงล่วงรู้ถึงเจตนาของผู้ที่สำเร็จธรรมไปแล้วที่รักษาคำสอนของพระศาสดาทั้งหลายสืบทอดต่อกันมา ก็เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายหวนกลับสู่ "บ้านเดิม" คือแดนนิพพาน โดยการได้รับ "วิถีอนุตตรธรรม" และบำเพ็ญความดี ดำเนินชีวิตตามหลักแห่งศีลธรรมจรรยา

ฉะนั้น พระธรรมคำสอนของพระศาสดาทุกพระองค์ที่ทรงมุ่งหวังให้เราได้ค้นพบสัจจธรรมที่แท้จริง จึงเป็นเสมือนดวงประทีปส่องสว่างนำทางแก่ผู้คนที่กำลังแสวงหา "ทางหลุดพ้น"

4. กตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา
ความกตัญญูไม่ใช่เป็นความรู้สึกที่จะต้องไปเรียน ความกตัญญูเป็นสัญชาติญาณที่ฝังติดอยู่ในจิตญาณของมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิด เด็กเล็กๆ หากถูกทำโทษโดยพ่อแม่ แม่ยิ่งตีลูกจะยิ่งกอดไว้แน่นทั้งๆ ที่ใบหน้านองไปดวงน้ำตา ปากก็พร่ำร้องขอเป็นผู้เป็นแม่อภัยให้เป็นธรรมชาติอยู่เองของลูกๆ จะรู้สึกปวดร้าวและเศร้าใจ เมื่อเห็นคุณพ่อคุณแม่เจ็บป่วยหรือมีความทุกข์

เพื่อลูกพ่อแม่ยินดีทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำอย่างไม่รู้จักคำว่า "เหน็ดเหนื่อย" หาเงินมาเลี้ยงดูเราให้เจริญเติบโต

ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกมั่นคงดั่งภูเขากว้างกว่าแผ่นฟ้าลึกกว่ามหาสมุทรประเสริฐล้ำค่าสุดจะนำมาพรรณา

มนุษย์จะต้องไม่หลงลืมและมองข้ามความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของท่านทั้งสอง มันเป็นเรื่องโดยธรรมชาติและเป็นความถูกต้องที่เราดูแลพ่อแม่ยามที่ท่านชรา เป็นเรื่องน่าอดสูใจยิ่งนักสำหรับคนที่สรรหาข้ออ้างที่เห็นแก่ตัวมาใช้หลบเลี่ยงหน้าที่ของลูกซึ่งต้องปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ของตนอย่างไม่รู้สึกอะไร ถ้าเราทำเช่นนี้ก็จะเป็นเหมือนดังคำที่กล่าวว่า

"คน" ที่ไม่รู้จักบุญคุณ ไม่ใช่ "คน"

แม้กระทั่งอีกยังรู้จักคาบอาหารมาป้อนให้แก่พ่อแม่ที่ชรา
แม้แต่ลูกแพะยังรู้จักคุกเข่าลงเพื่อขอดื่มนมจากแม่

ช่าน่าอับอายอย่างยิ่งสำหรับคนที่ละเลยหน้าที่ของ "ความเป็นคน"

การกตัญญูไม่ใช่เพียงแต่หยิบยื่น เงินทอง เสื้อผ้า อาหาร และของที่จำเป็นในชีวิตแก่ท่านเท่านั้น นอกเหนือจากวัตถุสิ่งของที่อำนวยความสะดวกสบายเหล่านี้ เราต้องนอบน้อมเคารพรักท่านอย่างสุดหัวใจ ลูกๆ ที่ปราศจากความรักจากใจอันสำนึกรู้คุณ มันคงไม่แตกต่างอะไรกับที่เขาเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เจ้านายที่ดียังมอบความรักความอบอุ่น ทะนุถนอมสัตว์เลี้ยงของตนแล้วพ่อแม่ผู้มีพระคุณท่วมท้นของเราละได้รับการดูแลในสถานใด?

ความกตัญญูกตเวทีเป็นบันไดก้าวไปสู่ความดีทั้งหลายทั้งปวง ลูกหลานที่กตัญญูย่อมเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย ดังเช่น พระจักรพรรดิ์ซุนผู้มีความกตัญญู พระองค์ถูกพระบิดาพระมารดาและพี่น้องพากันเกลียดชังถึงกับจะปลงพระชนม์ แต่ก็หาได้โกรธแค้นไม่ จนกระทั่งพระจักรพรรดิ์เหย่าได้ยินคำร่ำรือถึงความกตัญญูอันเยี่ยมยอดของท่าน พระองค์จึงยกพระราชธิดาและมอบราชบัลลังก์ให้แก่ท่านโดยไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย

5. เคารพเทิดทูน สำนึกในพระคุณของครูอาจารย์
ในสมัยก่อนจัดแบ่งครูอาจารย์ไว้เป็น 3 ประเภทดังนี้ :
ก. ครูอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เช่น ศิลปะช่างฝีมือ แพทย์ การครัว ฯลฯ
ข. ครูอาจารย์ผู้ที่สามารถตอบข้อข้องใจลูกศิษย์ และช่วยสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตของลูกศิษย์
ค. ครูผู้เป็น "พระวิสุทธิอาจารย์" ซึ่งสามารถถ่ายทอดสัจจธรรมที่สูงสุดในจักรวาล (อนุตตรธรรม) ให้แก่ศิษย์

ในการดำเนินชีวิต เราได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูอาจารย์มากมายหลายท่านให้รู้จักทำมาหากินและวิธีที่จะอยู่รอดในสังคม

ครูคนแรกในชีวิตของเราคือ พ่อแม่ ผู้ซึ่งสั่งสอนให้เรา กิน เดิน พูด เขียนและเรียกชื่อตัวเองก่อนครูคนอื่นใดทั้งหมด ฉะนั้นนอกจากความกตัญญูที่ลูกต้องมีต่อพ่อแม่แล้ว ลูกๆ ทุกคนต้องเคารพเทิดทูนบูชาท่านทั้งสองในฐานะ "ครูอาจารย์คนแรก" ในชีวิตด้วย

ต่อมาเมื่อเราเติบโตก้าวเข้าสู่สังคม ตั้งแต่วัยเด็กขึ้นมาเราก็ได้รับการอบรมสั่งสองศิลปะวิชาความรู้ในแขนงต่างๆ จากครูอาจารย์หลายท่านจนกระทั่งสามารถสร้างชีวิตและฐานะในสังคมให้มั่นคง ประกอบภาระกิจหน้าที่อันเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมต่อไป เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายต้องระลึกถึงพระคุณของครูอาจารย์ทุกท่านในชีวิต ด้วยความเทิดทูนเคารพนับถืออย่างมีอาจลืมเลือน
ดังมีคำกล่าวว่า "เป็นครูอาจารย์เพียงวันเดียวมีพระคุณชั่วชีวิต"

ครูอาจารย์ที่ได้กล่าวมาแล้ว ล้วนเป็นผู้ช่วยให้เราไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แต่หลังจากชีวิตนี้แล้วเราจะไปไหน? อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา? จะมี "อาจารย์" ท่านใดนำทางให้แก่เราล่ะ?

มาวันนี้เราทั้งหลายผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอด "วิถีธรรม" แล้ว ก็สามารถรู้ทางไปของชีวิตในโลกหน้าว่า ถ้าเราบำเพ็ญธรรมด้วยความตั้งใจจริงในเวลานี้ ต่อไปเราก็จะสามารถหลุดพ้นจากวัฏฏะสงสารไม่ต้องเวียนเว่ายตายเกิด ได้พบกับความสงบสุขและชีวิตนิรันดร มีใครคิดบ้างว่าทำไมเราจึงสามารถรับ "วิถีธรรม" ในเวลานี้

ในสมัยโบราณ ผู้ที่แสวงหาสัจจธรรมของชีวิตจะต้องเดินทางไปไกลแสนไกลเพื่อค้นหาพระวิสุทธิอาจารย์ผู้ที่สามารถถ่ายทอดสัจจธรรมเที่ยงแท้ให้แก่เขาได้ ท่านขงจื้อเองก็ได้คาระท่านเหลาจื้อเพื่อถามหา "สัจจธรรม" ท่านเสินกวงก็ได้ติดตามพระบรมครูโพธิธรรมเพื่อขอรับรู้ "สัจจธรรม"
ดังมีคำกล่าวไว้ว่า "ท่านไม่สามารถจะเป็น "ผู้รู้" ได้หากยังไม่ได้พบ "พระวิสุทธิอาจารย์"

มาบัดนี้ เราทั้งหลายได้เสาะหาพระวิสุทธิอาจารย์จนพบแล้วว่า "พระอรหันต์จี้กงและพระโพธิสัตว์จันทรปัญญาคือพระวิสุทธิอาจารย์แห่งธรรมกาลสุดท้ายนี้"

เวลานี้เราทั้งหลายอยู่ในช่วงเวลาใกล้ค่ำของชีวิตกันแล้ว ยุคแห่งเคราะห์กรรมและมหันตภัยอันเนื่องมาจากความชั่วร้ายที่มนุษยืได้สะสมไว้กำลังส่งผลมาถึง และเพื่อคัดแยกความดีและความชั่วออกจากกัน ตามที่พระอาจารย์มีดำรัสไว้ว่า "บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่หินและหยกต้องแยกจากกัน"

เพราะเหตุนี้เอง "วิถีอนุตตรธรรม" อันล้ำค่าจึงถูกถ่ายทอดลงสู่ครัวเรือน พระวิสุทธิอาจารย์ของเราได้เข้ามาแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ในการเผยแพร่ "อนุตตรธรรม" ในยุคสุดท้ายนี้

ในการเผยแพร่อนุตตรธรรมพระวิสุทธิอาจารย์ทั้งสองพระองค์ ต้องผ่านความทุกข์ยากลำบากตรากตรำมากมายนับประการ เพื่อให้ชาวโลกทั้งหลายมีโอาสได้รับการถ่ายทอดวิถีธรรมอันเป็นสัจจธรรมที่จะนำเราเข้าสู่หนทางแห่ง "นิพพาน" สามารถหนีออกจากวงเวียนแห่งการเกิดตาย ไปสู่ชีวิตที่สงบสุขชั่วนิรันดร

หากแม้นมิใช่ด้วยพระบารมีธรรมของพระวิสุทธิอาจารย์บุกเบิกนำทางลงมา จะมีใครบ้างได้พบ "วิถีอนุตตรธรรม" นี้

เราทั้งหลายเป็นหนี้ในพระมหาเมตตาบารมีของพระวิสุทธิอาจารย์ ที่ช่วยให้เราได้รับรู้ "วิถีธรรม" อันล้ำค่า ดังนั้นเราจึงต้องเคารพเทิดทูนสำนึกในพระคุณของพระองค์ท่านตลอดไป

6.จงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตน
การจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองของตน เป็นหน้าที่อันชอบธรรมมีคำกล่าวว่า "หากสิ้นชาติแล้ว บ้านของเราจะอยู่ที่ไหน?"

ประเทศชาติประกอบขึ้นด้วย แผ่นดิน ประชาชน วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเทศและวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง ชาติเป็นที่ตั้งของมหาชนที่รวมกันเป็นหนึ่งเพื่ออยู่ร่วมกัน ช่วยเหลืออนุเคราะห์ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทุกคนต้องทะนุบำรุงปกป้องคุ้มครองชาติบ้านเมืองของตนให้อยู่อย่างรมเย็นเป็นสุข

หากผู้คนในบ้านใดเมืองใดไม่ใส่ใจในหน้าที่ปล่อยให้คนชั่วร้ายไร้คุณธรรมเข้าปกครองรุกรานย่ำยี เมื่อนั้นเรายังจะมีบ้านที่ให้ความสุขและความอบอุ่นอยู่อีกหรือ?

การซื่อตรงต่อหน้าที่ของตน คือรู้จักรับผิดชอบในภาระที่มีต่อตัวเองและต่อผู้คนในสังคมกล่าวได้ว่าความรับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าคนเราขาดความรับผิดชอบเสียแล้ว ย่อมจะไม่สามารถประสบความสำเร็จไว้ว่าจะเป็นเรื่องอะไรในชีวิต

การมีความรับผิดชอบคือ คุณธรรมสำคัญของมนุษย์ ผู้ที่มีความรับผิดชอบเมื่อได้รับมอบหมายภาระกิจการงานใด ก็จะควบคุมตรวจตรานับตั้งแต่เริ่มต้นจนกว่าจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คนที่มีสำนึกในการรับผิดชอบ จะไม่ยอมปล่อยให้งานที่ได้รับมอบปมายสะดุดหยุดลงครึ่งๆ กลางๆ

ถ้าแต่ละคน ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เคารพในหน้าที่ ไม่ดูแลภาระกิจการงานให้ลุล่วง ไม่เอาใจใส่ถือว่าไม่ใช่ธุระของตน หากในครอบครัวเรามีแต่คนเป็นอย่างนี้ บ้านจะเป็นอย่างไร? เมืองจะเป็นอย่างไร? มันน่ากลัวเหลือเกินที่จะคิดว่าแล้วโลกนี้จะเป็นอย่างไร? ฉะนั้น" ประเทศชาติจะได้ดีทุกครอบครัวต้องมีวินัย"

7. เชิดชูรักษาศิลปะวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ดีงามของชาติ
ใน "วิถีอนุตตรธรรม" เรารักษาศิลปะวิชา และศึกษาปฏิบัติตามวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ที่บรรดานักปราชญ์และบรรพชนได้ฝากไว้ในแผ่นดิน เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่เราแล้วว่า ผู้ที่ก้าวไปสู่การเป็น "มหาบุรุษ" ต้องมีรากฐานแห่งศีลธรรม ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในขนบธรรมเนียมอันดีงามของชาติ

ชาติบ้านเมืองใดมีผู้คนที่รู้ถึงคุณค่าของศิลปะวัฒนธรรมในชาติของตน ชาติบ้านเมืองนั้น ก็จะเป็นแหล่งที่ให้กำเนิดมหาบุรุษและนักปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลาย

ขอให้เราปฏิบัติตนโดยเอาเยี่ยงอย่างคุณธรรมความดีที่บรรดามหาบุรุษทั้งหลายได้ กระทำไว้แล้วเป็นตัวอย่าง เพื่อจะช่วยนำพาตัวเราไปสู่ความเป็น "คนเหนือคน"

8. เชื่อฟังและปฏิบัติตามหลักจริยะธรรมโบราณประเพณีอันดีงาม
ถึงแม้ว่าเรากำลังอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์อันทันสมัยแวดล้อมด้วยเคนโนโลยีที่สูง แต่คุณความดีในจิตใจและหลักจริยธรรมอันล้ำค่าของมนุษย์กลับเสื่อมโทรมลง ในทุกส่วนของโลกเกิดสงครามที่อำมหิตเหี้ยมโหด ในบ้านเมือง มีการ ปล้น ฆ่า ข่มขืน ไม่มีความปราณีเหลืออยู่ในระหว่างผู้คนความเลวร้ายมีแม้กระทั่งเข่นฆ่ากันเองในครอบครัว ช่างน่าเอน็จอนาถใจเสียจริงๆ

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะ คนไม่ยอมยึดถือหลักศีลธรรมเหยียบย่ำคุณความดีเสียแล้ว สิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการอยู่ในเวลานี้ก็คือ สนองความอยากที่เห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น "วิถีอนุตตรธรรม" จึงชี้นำให้ผู้บำเพ็ญต้องช่วยกันรื้อฟื้นหลักจริยธรรม ศีลธรรมและประเพณี อันดีงามแต่โบราณ ขึ้นมาปฏิบัติกันหใหม่เพื่อให้ ครอบครัว สังคม และโลกนี้สงบสุขน่าอยู่กว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

หลักจริยธรรมอันดีงามตั้งแต่โบราณก็คือ ความสัมพันธ์ทั้ง 3 ประการ และคุณธรรมสามัญของมนุษย์ 5 ประการ

ความสัมพันธ์ทั้ง 3 ได้แก่
1. กษัตริย์เอาใจใส่ขุนนางผู้ชื่อสัตย์
2. บิดามารดาเมตตาลูก ลูกรู้จักกตัญญูบิดามารดา
3. สามีภรรยารักใคร่กัน

คุณธรรมสามัญของมนุษย์ 5 ประการ (เบญจธรรม) ได้แก่
1. ความมีเมตตากรุณาจิต คือ อยากให้ทุกชีวิรมีความสุข พ้นจากทุกข์ทั้งปวง
2. มีมโนธรรมสำนึก คือ ไม่ทำความเดือดร้อนเบียดเบียนผู้อื่น สิ่งใด แม้ตัวเราไม่ชอบก็ต้องไม่หยิบยื่นให้ผู้อื่น
3. มีจริยธรรม คือ สำรวม กาย วาจา ใจอยู่ในความถูกต้องดีงาม
4. มีความซื่อสัตย์ คือ เคารพจริงใจต่อ ฟ้าดิน ต่อตนเองและต่อคนทั้งหลาย
5. มีปัญญาในธรรม คือ ปัญญาความรู้ที่สามารถพาตัวเองให้พ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด

ท่านเม่งจื้อกล่าวว่า "จงอย่าทำสิ่งที่ความรู้สึกของตนบอกไม่ควรทำ จงอย่าปรารถนา ในสิ่งที่ความรู้สึกของตนเองบอกไม่ควรปรารถนา เรื่องมนุษยธรรมก็มีเพียงเท่านี้"

9. ปฏิบัติตนตามหลักคุณสัมพันธ์ 5 และคุณธรรม 8
ท่านขงจื้อกล่าวว่า "คนเรามีดีมาแต่กำเนิด" ทั้งนี้เพราะจิตของคนทุกคนประกอบด้วยสัญชาตญาณแห่งความดีมีศีลธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ชีวิตของคนเราทุกวันนี้ต่างดิ้นรนแข่งขั้นกันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ทุกคนมุ่งไปที่ความมั่งคั่งร่ำรวย โลกนี้ยิ่งมีแต่ความคร่ำเคร่งตึงเครียดมากขึ้นเท่าใด ผู้คนก็จะยิ่งสูญเสียความมีมนุษยสัมพันธ์และสัญชาติญาณลงไปเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ "อนุตตรธรรม" จึงอุบัติขึ้นเพื่อฟื้นฟูสัญชาติญาณแห่งความดีที่มีอยู่ในตัวทุกคน ผู้บำเพ็ญในอนุตตรธรรมพึงปฏิบัติตามหลักจริยธรรมต่อไปนี้ คือ

คุณสัมพันธ์ 5 อันได้แก่
1. ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก ได้แก่ พ่อแม่เลี้ยงดูลูกด้วยความเมตตา ลูกมีความกตัญญูต่อพ่อแม่
2. ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา ได้แก่ สามีอนุเคราะห์ให้เกียรติต่อภรรยา ภรรยาเคารพและซื่อสัตย์ต่อสามี
3. ความสัมพันธ์ระหว่างพี่และน้อง ได้แก่ พี่รักใคร่ดูแลน้อง น้องเคารพเชื่อฟังพี่ต่างสามัคคีปรองดองกัน
4. ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่อเพื่อน ได้แก่ เพื่อนต่างต้องมีความจริงใจมีสัจจะต่อกัน
5. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่และผู้น้อยหรือผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดินทะนุบำรุงดูแลไพร่ฟ้า ราษฎรจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน หรือ เจ้านายต่อลูกจ้าง ได้แก่ นายจ้างให้ความเมตตาช่วยเหลืออนุเคราะห์เกื้อกูลลูกจ้าง ลูกจ้างตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เคารพ ซื่อสัตย์ต่อนายจ้าง

คุณธรรม 8ได้แก่
1. กตัญญูกตเวที
2. สามัคคีปรองดอง
3. จงรักภักดี
4. มีสัจจวาจา
5. มีจริยธรรม
6. ซื่อสัตย์
7. บริสุทธิทั้งกาย วาจา ใจ
8. ละอายและเกรงกลัวต่อบาป

10. ยึดถือความสัตย์จริงใจต่อมิตร
ความไว้ใจเป็นคุณความดีที่สำคัญ คนเราเชื่อว่ "สิ่งใดที่พูดไปแล้ว ย่อมมีการกระทำเป็นพยาน" ในภาษาจีน คำว่า "ไว้วางใจ" ประกอบด้วยคำว่า "คน" และ "คำพูด" เมื่อเขียนรวมกันเป็นคำว่า "ไว้ใจ" จึงหมายความถึง คำพูดที่กล่าวโดย "คน"

เป็นธรรมดาที่ผู้คนทั้งหลายย่อมชื่นชมและให้ความเคารพต่อบุคคลที่เขาไว้วางใจ ความซื่อสัตย์และไว้วางใจระหว่างเพื่อนนำมาซึ่งความสนิทสนมสามารถ เปิดเผยความคิดเห้นส่วนตัว ไม่มีความลับต่อกันสามารถแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกันอย่างเข้าอกเข้าใจ

คนที่มีแต่ความหวาดระแวงผู้อื่น ยากที่จะพบเพื่อนที่จริงใจ
คนที่คบกันโดยไม่มีความไว้วางใจ ไม่เรียกว่า "เพื่อน"

อย่างไรก็ตามเราต้องรู้จักแยกแยะให้ได้ระหว่าง "ไว้ใจ อย่างมีปัญญา" กับ "ตาบอดไว้ใจ"

ท่านเม่งจื้อได้กล่าวว่ "กัลยาณชนย่อมไม่จ้องจับผิดคำพูด ไม่เฝ้าติดตามดูการกระทำของเพื่อน เขาจะสนใจแต่สิ่งที่ถูกต้องในตัวของเพื่อนเท่านั้น"

11. มีอัธยาศัยต่อเพื่อนบ้านทุกคน
เป็นสิ่งที่วิเศษเหลือเกินที่เราจะได้อยู่ร่วมกัน เพื่อนบ้านรอบข้างด้วยความมีน้ำใจ ผู้ที่มีอัธยาศัยไมตรีย่อมเป็นมิตรกับทุกคนที่ใกล้ชิด และจะได้รับการตอนรับด้วยดีเสมอ

มีคำกล่าวว่า "ญาติพี่น้องที่ห่างไกล เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ไม่ได้" ทั้งนี้เพราะ ในยามเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินมีแต่เพื่อนบ้านเท่านั้นที่จะให้ความช่วยเหลือกันได้ทันเวลา

12. ละทิ้งความชั่วทั้งปวง สร้างแต่คุณความดี

เมื่อเราได้รับวิถีธรรมแล้วจึงรู้ว่า "ธรรมชาติดั้งเดิมที่แท้จริงในตัวมนุษย์คือความดี"
ผู้ที่ศึกษาให้ลึกซื้อก็จะพบว่า คนเราจะต้องขจัดนิสัยที่ไม่ดีออกไปด้วยการหมั่นฝึกฝนตนเอง ทำได้เช่นนี้แล้วย่อมจะนำเราไปสู่ "ทางแห่งการบรรลุธรรม"

13. ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ขจัดความอยากความนึกคิดที่ไม่ดีออกไปจากใจ
ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ยั่วยวนในโลกทุกวันนี้ ความรู้สึกนึกคิดของคนเราถูกชักนำไปในทางที่ชั่วได้ง่ายตามความอยากที่เห็นแก่ตัว สำหรับคนที่ไม่มีความเข้มแข็งเขาก็จะแสวงหาสิ่งที่ต้องการด้วยวิธีการที่ผิดๆ วิถีธรรมถ่ายทอดสู่ดลกมนุษย์ก็เพื่อดึงเอา "จิตที่เมตตา" ในตัวเราออกมาใช้

ในระหว่างขั้นตอนการบำเพ็ญอนุตตรธรรม เราต้องพยายามรักษาความดีงามและเรียนให้มากถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่

การบำเพ็ญธรรมอย่างต่อเนื่องจะค่อยๆ ขจัดความนึกคิดและความอยากที่ไม่ดีออกไปจนในที่สุดเราจะสามารถมีจิตใจที่สงบสะอาดและบริสุทธิ์

14. อาศัยสังขารร่างกาย ไตัวปลอม" บำเพ็ญให้พบ "ตัวตนที่แท้จริง" ภายใน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเทศนาสั่งสอนไว้ว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายที่เห็นได้ด้วยตาได้ยินด้วยหูสัมผัสได้ด้วยกายเป็นของปลอมแม้แต่สังขารร่างกายของเราก็หาได้จีรังยั่งยืนถาวรไม่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็แตกสลายไป"
พระองค์ทรงอธิบายว่า ร่างกายของเราประกอบด้วยธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ธาตุดิน หมายถึง เนื้อหนัง กระดูก เอ็น เล็บ ผม และของข้นแข็งทั้งหลาย
ธาตุน้ำ หมายถึง ของเหลวที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เช่น เลือด น้ำเหลือง ไขมัน ฯลฯ
ธาตุลม หมายถึง ลมหายใจเข้าออก
ธาตุไฟ หมายถึง อุณหภูมิความร้อนความอบอุ่นในร่างกาย

แต่ถึงกระนั้นเราย่อมไม่สามารถบำเพ็ญธรรมไปได้เลยหากปราศจากสังขารร่างกายตัวปลอมนี้เพราะฉะนั้นอาศัยร่างกายนี้เราจึงสามารถทำความดี สร้างบุญกุศล ชำระหนี้กรรม แม้จะต้องผจญต่อความยากลำบากและอุปสรรคนานาประการ ในเส้นทางการบำเพ็ญธรรม ขอให้เราทุกคนตระหนักไว้เสมอว่า "ความทุกข์ยากทั้งหลายที่เราประสอบในชีวิตนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป อีกไม่นานผู้บำเพ็ญธรรมด้วยความตั้งใจจริงจะผ่านพ้นความทุกข์ยากทั้งปวง เมื่อนั้นเราก็จะคงไว้แต่จิตอันบริสุทธิ์สะอาดและพร้อมที่จะกลับคืนสู่ "นิพพาน"

15. ฟื้นฟู "ดวงจิตธรรมญาณเดิม" ในตัวเองให้ปรากฎออกมา
มโนธรรมสำนึก คือ สัญชาติญาณแห่งการรับรู้ตามธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถจะเรียนรู้ดดยการสอนหรือเดาเอาแต่มีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "ตัวจริงแท้ของเราคือพุทธจิตธรรมญาณเดิม" พุทธจิตธรรมญาณหรือมโนธรรมสำนึกดั้งเดิมของเรานั้นบริสุทธิ์เหมือนแก้วฝลึกใสสะอาดเหมือนกระจก แต่เมื่อเวลาผ่านไปดวงจิตธรรมญาณเดิมของเราถูกฝุ่นละอองแห่งความทะยานอยากกิเลสตัณหา และความยึดติดอยู่กับโลกวัตถุเข้าจับเกาะจนมัวหมองลง

เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะฟื้นฟู "ดวงจิตธรรมญาณ" ดั้งเดิมของเราให้ฉายแสงสว่างปรากฏออกมาผู้บำเพ็ญธรรมจะต้องขจัดฝุ่นที่เกาะจิตใจตนเองอย่างหนาแน่นออกไปให้ได้ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว "พูดง่ายกว่าทำ"

อนุตตรธรรมอุบัติขึ้นที่นี่และวันนี้ ก็เพื่อเบิกทางให้เราได้พบวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายได้ฉับไวและง่ายขึ้น เพราะ "วิธีธรรม เป้นการถ่ายทอดชี้ตรงลงสู่จิต" ให้เราค้นพบที่มาว่ ไตัวตนที่แท้จริงของเราอยู่ที่ไหน"

ด้วยกระแสปัญญาญาณแห่งอนุตตรธรรม เราจะมีความนึดคิดและกระทำทุกอย่างตามมโนธรรมสำนึกที่ดีงาม และแล้วชีวิตของเราทั้งหมดก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบสุข และประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์

16. พัฒนา "วิจารณญาณ" และ "สัญชาตญาณ" ให้ดีเลิศ
จากการทดลองศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า แมลงและสัตว์ต่างๆ มีสัญชาตญาณสามารถรู้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติ เช่น พายุถล่ม น้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น ไม่มีใครทราบว่าสัตว์เหล่านั้นมีสัญชาตญาณได้อย่างไร?

เช่นเดียวกับไม่มีใครรู้ว่า ทำไมคนจึงช่วยผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายโดยไม่ต้องคิด และรู้สึกสลดหดหู่ใจเมื่อเห็นผู้ที่กำลังทุกข์ทรมาน

สำหรับมนุษย์ ความสามารถในการแบ่งแยกความดี-ความชั่ว ความถูก-ความผิด ธรรมและอธรรมโดยมิต้องผ่านการใคร่ครวญ เรียกว่า "วิจารณญาณ"

ความสามารถอันแสดงออกมาตามมาตรฐานคุณธรรม โดยมิต้องผ่านการฝึกฝน เรียกว่า "สัญชาตญาณ"

ทั้งสองสิ่งนี้พระเจ้าประทานให้มนุษย์ทุกคน แต่มนุษย์ไม่ได้นำออกมาใช้อย่างเต็มที่

ทุกวันนี้คนทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ในโลกแห่งแสงสีและมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพียงเพื่อต้องการเสพสุขทางวัตถุ ไม่ตั้งอยู่ในความดำริชอบและปฏิบัติชอบ ความคิดและกากระทำที่แสดงออกล้วนเห็นแก่ตัว

ดังนั้นจุดประสงค์หนึ่งของวิถีอนุตตรธรรมก็คือ ต้องการให้มนุษย์ทุกคนกลับคืนสู่ความวิจารณญาณและสัญชาตญาณ สามารถพัฒนาตนไปถึงขั้นสูงสุด คือ "บรรลุพระนิพพาน"

17. ส่งเสริมผู้อื่นให้ดีพร้อม เช่นเดียวกับส่งเสริมตนเอง
ดังเช่นคำพูดที่ว่า "ภาระที่หนักอึ้งเริ่มต้นด้วยความยากลำบากเสมอ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบำเพ็ญ "อนุตตรธรรม" เราจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ขั้นต่อไป นั้นก็คือ เราจะต้องมีปฏิธาน เพื่อกำหนดแนวทางและเป้าหมายของตัวเองให้ได้เสียก่อน เมื่อมีปณิธานที่มุ่งมั่นเกิดขึ้นแล้วเราจะไม่ไขว้เข่วออกนอกเส้นทาง หลงไปกับสิ่งชั่วร้ายและการผจญยั่วยุต่างๆ ในระหว่างการบำเพ็ญธรรม

แต่การบำเพ็ญอนุตตรธรรมในเวลานี้ เน้นหนักให้อยู่บำเพ็ญร่วมกัน ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันมิให้แยกตัวออกไปบำเพ็ญอย่างโดดเดี่ยวหมือนอย่างในอดีต กลุ่มของผู้บำเพ็ญธรรมส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยการช่วยเหลือและรับคำชี้แนะจากนักธรรมอาวุโสผู้มีเมตตา

ภาระกิจของผู้บำเพ็ญธรรมทุกคนคือเสริมสร้างให้ผู้อื่นดีพร้อมเช่นเดียวกับที่เสริมสร้างตนเอง

18. ฉุดช่วยให้ผู้อื่นสามารถบรรลุธรรม เช่น เดียวกับฉุดช่วยตัวเอง

ในคติของชาวพุทธ การบรรลุธรรมหมายถึง "การก้าวขึ้นฝั่งพ้นจากทะเลทุกข์"

"อนุตตรธรรม" อุบัติขึ้นเพื่อฉุดช่วยเราให้พ้นจากทะเลทุกข์นี้ เมื่อเราได้มีโอกาสรับการถ่ายทอด "วิถีธรรม" และได้เรียนรู้ในความล้ำค่าของ "อนุตตรธรรม" แล้ว สมควรที่จะต้องแบ่งปันความปิติยินดีและความสุขใจ ที่ได้พบกับสัจจธรรมนี้ โดยปราศจากความเห็นแก่ตัว

ความเห็นแก่ตัวไมีเคยปราฏในองค์พุทธะใดๆ เพราะว่า พระพุทธะทั้งหลายถือเอาความทุกข์ของมวลมนุษญืเป็นดังเช่นความทุกข์ของพระองค์ และความสุขของเวไนยสัตว์ทั้งหายก็คือความสุขของพระองค์ด้วย

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า "เป็นสุขอยู่ลำพังคนเดียวไม่ดีไปกว่าเป็นสุขพร้อมผู้คนทั้งหลาย"

การแบ่งปัน คือ ความห่วงใยเอื้ออาทร
ความห่วงใยเอื้ออาทร คือ ความรัก

มันไม่ใช่เป็นการแสดงความรักหรอกหรือ? ที่เราพยายามฉุดช่วยพี่น้องของเราในโลกนี้ทั้งหมดให้ขึ้นมาจากทะเลทุกข์


19. ขจัดความเลวร้ายและบาปเวร ช่วยแปรเปลี่ยนจิตใจผู้คนให้ดีงาม
พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าไว้ว่า "ทุกคนมีบาปและห่างไกลจากพระเจ้า" แน่นอนเหลือเกินปุถุชนไม่อาจดีพร้อม ทุกคนล้วนมีแต่ความบกพร่อง แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างให้เรากระทำแต่สิ่งที่ผิดบาปอยู่ร่ำไป เราจะต้องรู้ว่าบาปที่เราทำนั้นไม่ดีและรู้สึกเสียใจที่ได้ทำลงไป

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ คนส่วนใหญ่ไม่รุ้ว่าสิ่งที่เขาได้ทำลงไปนั้นชั่วร้ายและเป็นบาป


ในความถูกต้องเมื่อเราทำสิ่งที่ผิดบาป มโนธรรมสำนึกของเราจะทำให้เรารู้สึกย่ำแย่และเสียใจที่ได้กระทำในสิ่งที่ผิดต่อศีลธรรม

ฉะนั้น "อนุตตรธรรม" มาช่วยให้เราสามารถแก้ไขปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงจิตใจ จนกลับไปสู่ความบริสุทธิ์ดั้งเดิมของเราอีกครั้ง

20. พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสันติภาพและความสงบสุขขึ้นบนโลก
โดยลำพังคนเดียวยากที่คนเราจะหยั่งรู้ได้ในสิ่งที่ตนประสบเห็น ชาวโลกไม่สามารถล่วงว่าทำอย่างไรคนมากมายจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบและสันติสุข?

ความสงบสุขจะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเราได้เรียนรู้ว่ "ตัวเราเป้นใคร?" ตัวเราเป็นอะไรกันแน่? และทำไม? เราจึงเกิดขึ้นมาในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ปริศนามืดมนที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนจะถูกเปิดเผยอย่างกระจ่างแจ้ง เมื่อเราได้รับ "วิถีธรรม" และบำเพ็ญอย่างจริงใจ

ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่า "อนุตตรธรรม" อุบัติขึ้นเพื่อบันดาลสันติสุขให้ปราฏขึ้นบนแผ่นดินนี้
พึงจดจำไว้ว่า เพียงการเลิกสู้รบ ไม่เป็นศัตรู ไม่โจมตีซึ่งกันและกัน ยังไม่ใช่ความสงบสุขและสันติสุขที่แท้จริง

เมื่อใดที่ชาวโลกทั้งหลายพากันยึดมั่นในหลักศีลธรรม และร่วมกันฝึกฝนส่งเสริมซึ่งกันและกันให้สร้างแต่คุณความดี เมื่อนั้นสันติสุขที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้นบนโลก

21. มุ่งมั่นแปรเปลี่ยนโลกนี้ให้เป็น "สวรรค์บนพื้นพิภพ"
ความประสานกลมกลืนที่สมบูรณ์ หรือ "แผ่นดินสันติสุข" ในทัศนะคติของท่านขงจื้อบรรยายไว้ในคัมภีร์เล่มที่ 9 ของท่านว่า

"เมื่อมหาสันติแผ่ซ่านไปทั่ว โลกนี้ก็เสมือนหนึ่งบ้านที่อาศัยอยู่ร่วมกัน คนดีที่มีคุณค่าควรแก่การสรรเสริญจะถูกเลือกสรรเข้ามาทำคุณประโยชน์แก่สาธารณะชน คนที่มีความสามารถจะดำรงอยู่ในฐานะอันรุ่งเรืองในสังคม ระหว่างผู้คนก็ยึดถือความสัตย์สามัคคี อยู่อย่างไว้วางใจและเป้นสุข

ทุกๆ คนเคารพผู้อื่นเสมอเหมือนบิดามารดาของตน รักลูกคนอื่นเหมือนลูกตนเอง ผู้ที่แก่เฉ่าชรามีที่พักพิง มีความสุข คนหนุ่มมุ่งสร้างคุณประโยชน์ประกอบความดี และเด็กๆ ทั้งหลายมีผู้ให้การเลี้ยงดู ผู้ไม่มีภรรยา ไม่มีสามี ผู้ไร้ญาติ คนพิการ ได้รับการดูแล ไม่โดดเดี่ยวว้าเหว่ บุรุษต่างมีหน้าที่ปฏิบัติ สตรีอยู่ในกรอบของกุลสตรี

ทรัพย์สมบัติข้าวของไม่มีใครเก็บไว้เพื่อตัวเองต่างแบ่งปันให้ส่วนรวม สละไว้ในปฐพี การกระทำที่เลวร้ายจักไม่มีในผู้คน ผู้ม่งร้ายไม่พานพบ บรรดาโจรที่ก่อกวนก็ไม่ปราฏ เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้คนออกนอกบ้านก็ไม่ต้องปิดประตูทั้งวันทั้นคืน
ที่กล่าวสมา ย่อมเรียกว่า "มหาสันติสุขเสมอภาคทั่วกัน"

พระบรมครูผู้เป็นองค์ประธานของเรา คือ "พระศรีอาริยเมตไตรย" ทรงตั้งปฏิธานอันยิ่งใหญ่ ปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์โลกนี้ให้เป็น "สวรรค์บนพื้นพิภพ" เช่นเดียวกับที่ท่านจอมปราชญ์ขงจื้อมุ่งหวัง การที่ชาวเราทั้งหลายได้ปวารณาตนขอเป็นสานุศิษย์ของพระองคืแล้ว จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะพร้อมใจกันค้ำจุนเกื้อหนุนผลักดันให้ปฏิธานของพระองค์สำเร็จลุล่วงตามพระประสงค์ และนี่เองคือเป้าหมายทีทแท้จริงของ "วิถีอนุตตรธรรม"

บนหนทางแห่งพระนิพพาน ไม่มีค่านิยมทางวัตถุ ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีองค์กร ไม่มีสิ่งเคลือบแฝง ไม่มีความคิดที่ผิดทำนองคลองธรรม

หนทางแห่งพระธรรมนั้นเรียบง่าย เป็นธรรมชาติที่ซื่อตรงสะอาดและบริสุทธิ์ดังแก้วผลึกเป็นหนทางส่วงไสวสำหรับสาธุชนทั้งหลาย


หมายเหตุ
ไม่มีค่านิยมทางวัตถุ และไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังปราศจากเงื่อนงำ หมายถึง "อนุตตรธรรม" เป็นมูลเหตุของสรรพสิ่งและชีวิตทั้งปวง ไม่มีใครสร้างขึ้นและไม่สามารถทำลายได้ คงอยู่เป็นนิรัดร์อนุตตรธรมมีอยู่ก่อนทุกสรรพสิ่ง สถิตทั่วทุกหนทุกแห่งในจักรวาล แม้สรรพสิ่งในจักรวาลจะถูกทำลายจนไม่มีอะไรเหลือ แต่อนุตตรธรรมจะคงอยู่ตลอดไป

ไม่มีความขัดแย้ง หมายถึง "อนุตตรธรรม" ไม่กระทบกระเทือนสังคม มีแต่เผยแผ่สัจจธรรมความดีงามให้แก่ผู้อื่น

ไม่มีองคืกร หมายถึง "อนุตตรธรรม" ไม่มีการก่อตั้งคณะบุคคลใดๆ หากมองอย่างผิวเผินคล้ายกับเป็นคณะบุคคลมีผู้แนะนำรับรอง มีสถานธรรมและยรรดาญาติธรรม ทั้งหมดเป็นเพียงสิ่ง "รูปลักษณ์" ที่จะนำพาให้เราสัมผัสกับ "อนุตตรธรรม" แม้จริง ในแก่นแท้ของอนุตตรธรรมจึงไม่สามารถมองเห็นด้วยตา ไม่สามารถได้ยินและไม่สามารถสัมผัสได้ ดังนั้นอนุตตรธรรมจึงไม่ใช่องคืกรที่ยึดถือติด

ท่านขงจื้อกล่าวไว้ว่า "อนุตตรธรรมสูงส่ง อบรมสั่งสอนทั่วไปโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ" ดังนั้นผู้บำเพ็ญอนุตตรธรรมพึงเข้าใจให้กระจ่างในหลักธรรมสูงส่งนี้ เพื่อจะได้ไม่เบี่ยงเบนไปจากทางแห่ง "นิพพาน"

 

***********************************************************