วิถีอนุตตรธรรม
ความเป็นมาอนุตตรธรรม
บทที่ 7...อุปสรรค 4 ในการแสวงหา "อนุตตรธรรม"

"ขึ้นเรือธรรม"

จันทร์กระจ่างส่องทางสิบทิศ ยุคนี้ทรงโปรดโลกสาม
หลักธรรมโองการน้อมยินดีทั่ว ใครร่วมบุญขึ้นเรือธรรม
กราบอาจารย์จุดญาณทวาร พ้นเวียนว่ายเลิกทรมาน
ในทันใดบัญชีโลกันต์ขาด นามเขียนได้บนวิมาน
สร้างบุญบารมีคลายกรรมเคยก่อ แปรร้ายแล้วมงคล
เพื่อคนมากหลายแม้ใจเหนื่อยและกาย ผลบุญนำทางสว่าง
   
พระโอวาทพระอรหันต์จี้กง


เราทุกคนล้วนเป็นผู้ได้รับถ่ายทอด "วิถีธรรม" กันหมดแล้ว ใช่หรือไม่? ฉะนั้นขอให้เรากลับมาทบทวนดูซิว่า เรามารับวิถีธรรมกันอย่างไร?

เราถูกชักนำมาสู่สถานธรรมโดยพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือเพื่อน ใช่หรือไม่? หรือเป็นที่ตัวเราเองตั้งใจจะแสวงหาวิถีธรรมให้ได้ จึงดั้นด้นมาถึงสถานธรรม

ส่วนใหญ่ที่พวกเราได้รับวิถีอนุตตรธรรมนี้ ก็โดยผ่านทางพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง หรือเพื่อนเมื่อเป็นเช่นนี้ เราพอจะเห็นไหมว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมาพบ "วิถีธรรม"

ลองย้อนไปในยุคสมัยที่ผ่านมา ผู้แสวงหา "วิถีธรรม" ในอดีตต้องผ่านความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสนานับประการ ต้องอุทิศแม้กระทั่งชีวิตเพื่อบำเพ็ญมหาทานบารมี

ในวันที่เราขอรับวิถีธรรม ผู้อาวุโสได้บอกให้เรารู้ว่า เป็นเพราะความศรัทธาอันมั่นคงที่เรามีต่อพระพุทธะทั้งหลาย พร้อมทั้งบุญกุศลของบรรพบุรุษและของตัวเราเอง ซึ่งได้บำเพ็ญสร้างสมไว้ในอดีตได้ส่งผลมาถึง ที่กล่าวมานี้ก็คือ "รากบุญ" ที่ทำให้เราประสบโอกาสดีและมีสิทธิ์ได้รับวิถีธรรม

แม้ว่าเราจะเป็นผู้มีรากบุญกุศลมาก่อน ก็ยังต้องสามารถฝ่าฟันอุปสรรค 4 ประการ มาให้ได้เสียก่อน

อุปสรรค 4 ประการ คือ
1. อุปสรรคที่จะได้ร่างเป็นมนุษย์
2. อุปสรรคที่จะได้เกิดมาในภูมิประเทศส่วนกลาง (ทวีปเอเชีย)
3. อุปสรรคของกาลเวลาในวาระที่ 3 (ยุคสุดท้าย)
4. อุปสรรคในการพบวิถีธรรมที่แท้จริง

1. อุปสรรคที่จะได้ร่างเป็นมนุษย์
ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายรูปแบบ มีสิ่งชีวิตนับล้านชนิด ในแต่ละชนิดก็สามารถแบ่งแยกออกไปหลายหมวดหมู่ ในสายพันธุ์ที่มีอยู่มากมาย แต่ละสายพันธุ์ก็ยังสามารถแตกแขนงออกไปอีกหลายชนิดมากมาย

แต่ท้ายที่สุดเราสามารถจัดประเภทของสิ่งมีชีวิตออกเป็น 4 จำพวกใหญ่ๆ ดังนี้
1. สัตว์ที่เกิดเป็นตัว ได้แก่ มนุษย์ วัว ควาย แพะ แกะ หมู ม้า ฯลฯ
2. สัตว์ที่เกิดในไข่ ได้แก่ ไก่ เป็ด เหยี่ยว ฯลฯ
3. สัตว์ที่เกิดในที่อับชื้นหรือในน้ำ ได้แก่ ปลา กุ้ง หอย ฯลฯ
4. สัตว์ที่เกิดแล้วเปลี่ยนรูปร่าง ได้แก่ ผีเสื้อ ผึ้ง แมลงต่างๆ ฯลฯ

ในโลกนี้โอกาสที่เราจะได้มาเกิดเป็นสัตว์ประเภทไหนอาจเป็นหนึ่งในล้านหรือพันล้านหมื่นล้านชนิดก็ว่าได้ เราพอจะนึกภาพหรือยังว่า โอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษยืนั้นยากเย็นเพียงใด

ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงเทศนาแก่บรรดาพระสงฆ์สาวก โดยทรงใช้นิ้วพระหัตถ์ขีดลงไปบนพื้นดินแล้วทรงตรัสว่า บรรดาสรรพสัตว์ที่ต้องมาเกิดบนโลกนี้ มีจำนวนมากมายมหาศาลเทียบได้กับเมล็ดทรายทั้งหมดโลก แต่ผู้ที่จะมีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์มีจำนวนเทียบได้แค่ผงธุลีที่ติดมาบนปลายเล็บของพระองค์เท่านั้น วันนี้เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์จึงนับว่าเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ขอให้เรามีความกตัญญูและสำนึกในพระคุณของพระองค์ธรรมมารดาสำหรับพรอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์

บัดนี้คนส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงข้อนั้น และได้ทำลายโชคของความเป็นมนุษย์ไปอย่างน่าเสียดาย

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตบนโลกที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุด แม้ว่ามนุษย์เราไม่มีปีก เปลือก เกล็ดเหงือกปลา หรือขนสัตว์ แต่ก็สามารถเดินทางไปในอากาศอย่างนกโดยเครื่องบิน เราสามารถลอยและเดินทางไปบนน้ำและใต้น้ำ เหมือนเป็ดและปลา โดยเรือยนต์และเรือดำน้ำ เราสามารถวิ่งไปอย่างรวดเร็วบนพื้นดินเหมือนม้าโดยรถยนต์ มนุษย์ได้ชื่อว่า "เป็นผู้นำของสัตว์โลกทั้งหลาย"

ถ้าเช่นนั้นใครเล่า? ที่เป็นผู้นำของมนุษย์ทั้งหลาย ผู้นั้นก็คือ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพระศาสดานักปราชญ์ทั้งหลาย" นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้
พระพุทธเจ้า จึงได้รับการขนานนามว่า "พระบรมครูแห่งมนุษย์ทั้งปวง"
พระเยซูคริสต์ จึงได้รับการขนานนามว่า "กษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งปวง"
พระอาจารย์จี้กง จึงได้รับการขนานนามว่า "พระบรรพจารย์แห่งสวรรค์"
ท่านจอมปราชญ์ ขงจื้อ จึงได้รับการขนานนามว่า "ราชาแห่งความดี"

พระอาจารย์ของเราครั้งหนึ่งได้ตรัสว่า
"มนุษย์เป็นผู้มีรากฐานแห่งคุณธรรม สามารถรักษาความดีดั้งเดิมและมโนธรรมสำนึกไว้ได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้สามารถเกิดเป็นมนุษย์

สำหรับสัตว์อื่น เนื่องจากเขาได้สูญสิ้นความละอายไม่เกรงกลัวต่อบาป ปราศจากคุณธรรมความดีในจิตใจ จึงไม่สามารถที่จะเป็นเหมือน "มนุษย์" ได้


เราเห็นกันอยู่แล้วว่า สัตว์ยืนและเคลื่อนที่ไปด้วยลำตัวที่อยู่ในแนวขวาง หันหลังให้ฟ้า หน้าก้มลงดิน ทั้งนี้ก็เพราะในอดีตเมื่อเป็นมนุษย์เขาได้ทำสิ่งเลวร้าย ผิดต่อหลักสัจจธรรมล่วงละเมิดเจตนารมณ์ของเบื้องบน

มนุษย์เกิดมาสามารถยืนและเคลื่อนที่ไปตามแนวตรง ศรีษะชี้ฟ้า ขายันพื้นดิน นี่แสดงถึงความมีธรรมะอยู่ในตัว มนุษย์มีสติปัญญา ความรู้ถูกรู้ผิด มีความเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์อื่นๆ มนุษย์จึงสามารถช่วยฟ้าดินดูแลบริหารโลกนี้ และหน้าที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือ "เผยแพร่สัจจะรรมอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล" (อนุตตรธรรม) ให้แก่พี่น้องร่วมโลกทุกคน เพื่อให้เกิดสันติสุข และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นบนโลกนี้

มนุษย์ทุกคนจะต้องรู้จักบำเพ็ญธรรมตามอย่างพระอริยเจ้าทั้งหลาย โดยอาศัยวิถีธรรมเป็นเครื่องชี้นำ มนุษย์ได้ชื่อว่าประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย ถ้ายังไม่เห็นถึงความสำคัญของการบำเพ็ญตนตามวิถีธรรมก็ไม่ต้องถามเลยว่า สัตว์อื่นจะรู้หรือไม่?

จงดูต้นไม้เป็นตัวอย่าง เมื่อใบของมันแก่จัดก็จะล่วงหล่นสู่ดิน อันเป็นที่ที่รากของมันฝังตัวอยู่ เราเห็นไหมว่า ต้นไม้ยังบอกความนัยของ สัจธรรม ว่า เมื่อถึงเวลาทุกอย่างก็คืนสู่รากเดิม

เกิดเป็นมนุษย์แล้วเราไม่คิดจะรู้หรือว่า จะกลับสู่ต้นกำเนิดที่แท้จริงของเราได้อย่างไร? วันนี้เมื่อเรายังมีสุขภาพและร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เราควรรีบฉวยโอกาสอันมีค่าบำเพ็ญตัวเราเอง หากเรามองดูรอบๆ กายแล้วจะพบเห็นผู้คนมากมายที่ต้องทุกข์ระทมกว่าเราที่ต้อง ตาบอด เป็นใบ้ พิการแขนขาดขาขาด ขณะที่เรานั่งอยู่นี้ก็มีผู้คนมากมายกำลังทุกข์ทรมานด้วยโรคภัย ไข้เจ็บ และแม้แต่กำลังจะสิ้นใจตายจากไป ในอีกซีกหนึ่งของโลกก็ยังมีผู้กำลังถูกเข่นฆ่า ย่ำยี ประหารกันในสงคราม สำหรับคนเหล่านั้นแม้จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ยากมากที่จะได้ยินได้ฟังเรื่องราวของ "วิถีอนุตตรธรรม"

จากที่กล่าวมาแล้ว เราเห็นหรือยังว่าการมีร่างกายที่สมบูรณ์ย่อมมีโอกาสที่จะบำเพ็ญธรรมได้มากกว่าด้วยร่างกายนี้เราสามารถใช้มัน :

- เพื่อเป็นอุปกรร์ในการทำความดี
- เพื่อบำเพ็ญธรรมสะสมบุญกุศล
- เพื่อจะได้เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของชีวิต โดยการฟันฝ่าอุปสรรคความทุกข์ยากลำบากเพื่อสร้างบารมี

ขณะที่ร่างกายของเราอาศัยตัวจริงภายใน (จิตวิญญาณ) เพื่อคงอยู่ และตัวจริงภายในของเราก็ต้องการ่างกายบำเพ็ญเพื่อบรรลุสัจจธรรม ด้วยเหตุนี้เมื่อเราได้รับการถ่ายทอดวิถีอนุตตรธรรมแล้วจึงควรตระหนักว่าโอกาสที่จะได้บำเพ็ญตัวเรามาถึงแล้วจึงควรตระหนักว่าโอกาสที่จะได้บำเพ็ญตัวเรามาถึงแล้ว หากปล่อยให้บุญวาระนี้ผ่านไป โชคดีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ของเราก็จะเปล่าประโยชน์

ชีวิตเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หาความแน่นอนอะไรไม่ได้ วันนี้เราเป็นมนุษย์ พรุ่งนี้จะไปเป็นอะไรยากที่จะรู้

เวลานี้เป็นเวลาดี เป็นโอกาสที่จะได้บำเพ็ญตน
ถ้าไม่บำเพ็ญเวลานี้ แล้วเมื่อไหร่จะบำเพ็ญ?

มีบทกลอนบทหนึ่งกล่าวว่า
"เกิดพันครั้งผ่านหมื่นเคราะห์ได้ร่างคน
เพราะชาติก่อนสร้างความดีจงเข้าใจ
ในชาตินี้ไม่ถนอมร่างตนไว้
จะรอเมื่อไหร่ได้ร่างคืน"


ซึ่งหมายความว่า หลังจากที่เราได้เกิดมาหลายๆ พันครั้งต้องประสบกับเคราะห์กรรมนับไม่ถ้วนแล้วกว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์เราพึงรู้ไว้ว่า ทุกอย่างที่เรากระทำอยู่ในชีวิตนี้ เราจะต้องได้รับผลของมันในวันข้างหน้า ดังนั้น ถ้าเราไม่รู้จักใช้ร่างกายนี้บำเพ็ญตัวเราเองเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แล้วเราคิดว่าเมื่อไหร่จะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด

2. อุปสรรคที่จะได้เกิดในภูมิประเทศส่วนกลาง
ในข้อนี้บางท่านอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมหากเราไม่ได้เกิดมาในประเทศเอเชียซึ่งถือเป็นภูมริประเทศส่วนกลางของโลก นับว่าเป็นอุปสรรคข้อหนึ่งในการที่จะได้รับวิถีธรรม
อะไรเป็นความพิเศษที่ได้เกิดมาในทวีปเอเชีย?

ในด้านอารยธรรมความเจริญ
แหล่งอารยธรรมของเผ่าพันธ์มนุษยืชาติบนโลก เริ่มต้นที่ทวีปเอเชียเช่น อายธรรมจีนและอารยธรรมอินเดีย แล้วจึงแผ่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของโลก

ตั้งแต่โบราณประเทศในเอเชียได้ชื่อว่าเป็น "บ่อเกิดแห่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุด" โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชาติจีนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ชนชาติจีนมีหลักธรรมในการดำเนินชีวิต เช่น หลักคุณธรรม จริยธรรม มีการอบรมสั่งสอน เรื่องความกตัญญู ความจงรักภักดี ความละอายต่อบาป ซึ่งชาวจีนได้ยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลากว่า 5000 ปีแล้ว

ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชนชาติจีนที่อยู่ในเอเชียมีความรู้เรื่องการเพาะปลูก ทอผ้า ทำกระดาษ การพิมพ์หนังสือ ตลอดจนเชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การแพทย์ และอื่นๆ
ในด้าน "หลักสัจจธรรม" ของจักรวาล

ทวีปเอเชียได้ชื่อว่าเป็นที่ให้กำเนิดพระศาสดาทั้งหลายของโลก ศาสนาทั้งหลายเกิดขึ้นในเอเชียแทบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู เต๋า ขงจื้อ ฯลฯ
"อนุตตรธรรม" อันเป็นสัจจธรรมสูงสุด ได้อุบัติขึ้นพร้อมๆ กับการก่อกำเนิดอารยธรรมของชนชาติจีนโบราณสมัยของพระอริยเจ้า ฝูชี และพระศาสดา พระอริยะ นักปราชญ์ทั้งหลาย ก็ได้จุติลงบนแผ่นดินส่วนกลางนี้เพื่อถ่ายทอดหลักสัจจธรรมอันล้ำค่า สืบกันลงมาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งอย่างไม่ขาดสาย

นักบวชในสมัยโบราณเรียกทวีปเอเชียว่า "มัชฌิมประเทศ" ซึ่งแปลว่า ประเทศที่อยู่ตรงกลางบางทีก็เรียกว่า "แผ่นดินใจกลางโลก" หรือ "ศูนย์กลางแผ่นดินโลก"

ขอให้เราสังเกตุคำว่า "ตรงกลาง" "ศูนย์กลาง" "ใจกลาง"

ในจักรวาลนี้ทุกอย่างมีศูนย์กลางของมัน และจะมีสัญญลักษณ์ของต้นกำเนิดปรากฏอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
ยกตัวอย่างเช่น กิ่งก้านและใบของต้นไม้ได้อาหารที่ส่งจากรากของมันขึ้นไป พลังงานความร้อนอันยิ่งใหญ่มหึมาของจักรวาลและดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะจักวาล มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง

เช่นเดียวกัน "อนุตตรธรรม" อุบัติขึ้นในประเทศจีนโบราณในทวีปเอเชีย แสดงถึงสัญญลักษณ์ของมหาธรรมอันยิ่งใหญ่ซึ่งจะแผ่กระจายออกจากศูนย์กลางไปยังทุกส่วนของโลก

พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า "เปลวไฟแจ่มจรัสจากตะวันออกและสาดแสงสู่ตะวันตก เมื่อนั้นบุตรแห่งมนุษย์จะมาถึง..."

จากข้อความในพระคัมภีร์ เราสามารถบอกได้ว่าเวลานี้ "วิถีอนุตตรธรรม" ที่อุบัติขึ้นในประเทศจีนซึ่งตั้งอยู่กลางแผ่นดินซีกโลกตะวันออก กำลังแพร่กระจายเคลื่อนสู่ดินแดนซีกโลกตะวันตก

"อนุตตรธรรม" ไม่ได้จำกัดการถ่ายทอดเพียงแต่เฉพาะคนในเอเชียเท่านั้น ทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด เชื้อชาติใด ศาสนาไหน ก็ตามการที่จะได้รับรู้ วิถีธรรมนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรากบุญของแต่ละคนมีคำพูดของท่านฮุยเน้ง (พระเว่ยหล่างผู้ทรงเป็นพระสังฆปริฯายกองค์ที่ 6) ได้กล่าวว่า

"แม้ว่าคนจะมีแบ่งภาพพื้น แต่พุทธภาวะไม่มีการแบ่งแยก"


ซึ่งหมายความว่า คนในโลกนี้แตกต่างกันโดยเชื้อชาติ ศาสนา ผิวพรรณ แต่ความเป็น ..."พุทธะ" ซึ่งมีอู่ในคนเหล่านั้นไม่แตกต่างกันเลย

3. อุปสรรคของกาลเวลาในวาระที่ 3 ยุคสุดท้าย
หมายถึงโอกาสที่เราจะเกิดมาบนโลกนี้ได้ทันเวลา ของยุคที่ 3 พอดีช่างยากเหลือเกิน
บัดนี้เราทุกคนกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เรียกว่า "ยุคที่ 3" ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของธรรมกาล ตั้งแต่เริ่มโลกนี้ธรรมกาลแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ
1. ยุคเขียว
2. ยุคแดง
3. ยุคขาว

ในยุคเขียว การเผยแพร่วิถีธรรมในยุคต้นเปรียบได้กับ "ใบบัวสีเขียว" อนุตตรธรรมถ่ายทอดลงมาสู่ผู้ทรงบุญญาธิการในระดับสูง ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงธรรม และถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งสู่บุคคลหนึ่งเท่านั้น ปุถุชนคนธรรมดายากที่จะได้รับรู้วิถีธรรม

ในยุคแดง การเผยแพร่วิถีธรรมในยุคกลางเปรียบได้กับ "ดอกบัวสีแดง" เนื่องจากต่อมาพระเจ้าแผ่นดินขณะนั้นย่อหย่อนต่อคุณธรรมจิตใจอำมหิต สูญสิ้นความกรุณาเมตตาต่อผู้คนอนุตตรธรรมจึงถ่ายทอดสู่นักบวชผู้ถึงพร้อมด้วยบารมีธรรม และถ่ายทอดจากผู้เป็นอาจารย์สู่ศิษย์สาวกเท่านั้น ยากที่คนทั่วไปจะรับรู้

ในยุคขาว อันเป็นช่วงที่เรากำลังอยู่ทุกวันนี้ เราเรียกว่ายุคที่ 3 ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของการเผยแพร่วิถีธรรม เปรียบเหมือน "รากเหง้าของต้นบัว" บัดนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวผลที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

ช่วงเวลานี้พระคัมภีร์ของชาวคริสต์เรียกว่า "วันพิพากษา" ในยุคสุดท้ายนี้ผู้มีอำนาจจะไร้เมตตาต่อผู้ต่ำต้อย นักบวช นักพรตพากันห่างเหินจากสัจจธรรม หลงใหลในทรัพย์สินแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวทางด้านวัตถุ ดังนั้นอนุตตรธรรมจึงถ่ายทอดสู่สามัญชนคนธรรมดาที่มีใจสัตย์ซื่อทั่วไป โดยมีเจตนารมณ์ที่จะให้โลกนี้ เป็น "แผ่นดินแห่งสันติสุข"

ในยุคสุดท้ายนี้ เราจะพบเห็นแต่ความหายนะ ผู้คนไม่เป็นคนดีเหมือนแต่ก่อน ประเทศต่างๆ ทำสงครามประหัตประหารซึ่งกันและกัน บนหน้าหนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยข่าว การปล้น ฆ่าขโมย เกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด พายุหมุน โรคระบาดร้ายแรงต่างๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข่าวใหม่สำหรับเราอีกแล้ว เพราะมันเกิดขึ้นแทบทุกหนทุกแห่ง

เราเคยนึกถามตัวเองบ้างไหมว่า "ทำไมโลกเราจึงกลายเป็นอย่างนี้?" ภัยพิบัติและความหายนะเหล่านี้ในอดีตไม่เคยเกิดขึ้นมากมายและรุนแรงอย่างนี้เลย

"ทำไมเรื่องเลวร้ายทังหลายจึงเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราอยู่ทุกวันน่ะ?"
คำตอบก็คือ ผู้คนในยุคนี้ขาดหิริโอตัปปะ หมดสิ้นความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป ปฏิเสธบาปบุญคุณโทษ นี่เป็นเหตุให้คนทำสิ่งชั่วร้ายได้ทุกรูปแบบ สร้างภัยพิบัติให้ตัวเองจนต้องได้รับทุกข์ทรมานดังที่เป็นอยู่

ถ้าไม่ใช่เพราะกิเลสตัณหาของคน จะมีอาชญากรรมและสงครามเกิดขึ้นได้อย่างไร? จะมีความเกลียดชังอิจฉาริษยาได้อย่างไร? ภัยพิบัติและความหายนะมาพร้อมกับความเสื่อมโทรมของจิตใจคน มหันตภัยที่เกิดขึ้นในยุคสุดท้ายนี้เป็นเสมือนการลงทัณฑ์ต่อคนชั่ว

เป็นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ธรรมมารดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์ ที่ทรงโปรดให้วิถีธรรมจิตสุ่ครัวเรือน ถ่ายแก่สาธุชนอย่างกว้างขวาง เพื่อช่วยให้คนดีๆ ที่ปนอยู่กับคนชั่วพ้นจากภัยอันตรายทั้งหลาย เสมือนดั่งทรงคัดแยกดีชั่วออกจากัน

ช่วงเวลาสุดท้ายนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ต่างเสด็จลงมาจุติรับร่างเป็นมนุษย์ เพื่อปฏิบัติภาระกิจเผยแพร่วิถีอนุตตรธรรม ในยุคนี้เราสามารถบำเพ็ญตัวเราในทุกสถานะภาพ ในทุกหนแห่งทั้งต่อครอบครัว ต่อเพื่อนฝูง ต่อสังคม ต่อชาวโลก

ตั้งแต่จักรวาลได้เกิดขึ้น ช่วงเวลานี้นับว่าเป็น "มหามิ่งมงคลกาล" ฉะนั้นโอกาสที่เราได้เกิดมาทันเวลาอันเป็นศิริมงคลที่สุดของการเผยแพร่วิถีอนุตตรธรรมนี้ไม่ใช่ง่ายเลย จึงมีคำกล่าวว่า

"ผู้มีรากบุญ จะเกิดมาทันเวลาได้พบพระพุทธะ
แต่ผู้ไม่มีรากบุญ จะเกิดเมื่อพระพุทธะจากไปแล้ว"

อนุตตรธรรมจะไม่อุบัติเมื่อไม่ถึงกาลเวลาอันสมควรและมนุษย์ผู้ที่มีรากบุญเท่านั้นจึงจะได้รับการถ่ายทอด

ลองคิดูเถิดว่า ถ้าเราตายจากโลกนี้ไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วเราก็ไม่อาจจะได้รับวิถีธรรม และถ้าหากเราเกิดหลังจากนี้ไปอีก 50 ปีข้างหน้า ก็ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสได้ยินได้ฟังเรื่องของอนุตตรธรรมอยู่อีกหรือไม่

4. "อุปสรรคในการได้พบวิถีธรรมที่แท้จริง"
ถ้าแม้ว่าเราจะผ่านอุปสรรคมาทั้ง 3 ประการแล้ว แต่ก็ยังเหลืออุปสรรคอันดับสุดท้ายซึ่งเป็นอุปสรรคที่ยากที่สุด นั่นก็คือ
"โอกาสที่จะได้รับวิถีธรรมที่แท้จริง"

ทุกวันนี้ในเวลาที่อนุตตรธรรมกำลังเผยแพร่ฉุดช่วยสาธุชน ลัทธิและความเชื่อในศาสนาใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นมากมายควบคู่กันไป

ในบรรดาลัทธิความเชื่อถือ ที่ปรากฏให้เราเห็นมากมายเหล่านี้ เราจะแยกแยะได้อย่างไรว่าอันไหนจริง? อันไหนปลอม

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าวิถีอนุตตรธรรมที่เราบำเพ็ยอยู่นี้ เป็น "สัจจธรรมที่แท้จริง"?

สัจจธรรมที่แท้จริง สั่งสอนอบรมให้มนุษย์ทุกคนมีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความรัก และแผ่ความเมตตากรุณาให้แก่ทุกชีวิตโดยไม่แบ่งแยก

สัจจธรรมที่แท้จริง สั่งสอนอบรมให้มนุษย์ทุกคน ขจัดความเห็นแก่ตัว ละทิ้งความโลภ โกรธ หลง หยุดการกระทำชั่วทั้งปวง สร้างสมแต่คุณความดี ฉุดช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ สามารถทำจิตใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์

สัจจธรรมที่แท้จริง มีจุดมุ่งหมายให้ทุกๆ ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ประการสำคัญที่สุด สัจจธรรมที่แท้จริง สอนให้ทุกคนบำเพ็ญตนให้หลุดพ้น สามารถดับทุกข์ทั้งปวงบรรลุสู่ "นิพพาน"

สัจจธรรมที่แท้จริง สามารถชี้ทางคืนสู่รากเหง้าภายในตัวเรา ดังมีคำกล่วว่า
"ผู้ใดค้นพบรากเหง้าของตน สามารถบำเพ็ญเป็น "พุทธะ"
ผู้ใดไม่สามารถค้นพบรากเหง้าของตน ผู้นั้น "ตาบอดบำเพ็ญ"


"หลักธรรมคำสอนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีอยู่ในวิถีอนุตตรธรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์"

เพราะฉะนั้นหากลัทธิใด ความเชื่อใด หรือศาสนาใด ที่ทำให้มนุษย์ผู้เชื่อถือปฏิบัติตามแล้วกายเป็นคนเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คิดที่จะกอบโกยหาความสุขใส่ตัว แทนที่จะละทิ้งความโลภ โกรธ หลง กลับยิ่งทำให้คนหลงใหลยึดติดในลาภยศ เงินทอง ชื่อเสียง ตระหนี่ถี่เหนียว ตั้งใจทำดีก็เพื่อหวังประโยชน์ส่วนสัว

ลัทธิใด ศาสนาใด สำนักใด อบรมสั่งสอนให้สานุศิษย์รักและเมตตาเฉพาะพวกพ้องตน
หมู่คณะตน เชื้อชาติตน ศาสนาตน พาให้ผู้นับถือจิตใจคับแคบ
ทำดีเฉพาะพี่น้อง เมินเฉยคนใกล้ชิด ไร้น้ำใจต่อคนอื่น
รักแต่เชื้อชาติเดียวกัน เกลียดชังเชื้อชาติคนอื่น
นับถือยกย่องแต่ศาสนาตน ลบหลู่ดูหมิ่นศานาผู้อื่น
ไม่มีความยุติธรรม เลือกที่รักมักที่ชัง
สามารถนิ่งดูดายเมื่อเห็นชีวิตสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องดับดิ้นตายไปต่อหน้าโดยไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน

ทั้งหมดเป็นคำสอนที่ทำให้มนุษย์ขาดมโนธรรมสำนึกที่บริสุทธิ์สะอาด
ลัทธิใด ศานาใด ไม่สามารถดับทุกข์ ปฏิบัติตามแล้วไม่สามารถหลุด้นจากวัฏฏสงสารได้ เชื่อฟังแล้วยิ่งหลงติดในโลกีย์สุขยิ่งพอกพูนความเห็นแก่ตัวลัทธินั้นศานานั้นไม่มี "สัจจธรรมที่แท้จริง"

ผู้ที่ศึกษาและบำเพ็ญอนุตตรธรรม ต้องใช้สติปัญยาของตนพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า มีคำสอนใดในอนุตตรธรรม ที่สอนให้ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม

ไม่ต้องกตัญญูรู้คนบิดามารดา ไม่ต้องมีเมตตาต่อผู้อื่น
ไม่ต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ชาติ บ้านเมือง
ไม่ต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ฯลฯ

หากท่านเคยได้ยินได้ฟังจากผู้ใด พึงรู้ได้เลยว่า "นั่นไม่ใช่คำสอนของ "วิถีอนุตตรธรรม"

คำสอนที่บริสุทธิ์ใสสะอาดในวิถีอนุตตรธรรม ข้อไหนที่เราปฏิบัติตามแล้วทำให้เราตกต่ำยิ่งกว่าเดิมมีบ้างไหม?


ถ้าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า วิถีอนุตตรธรรมอุบัติขึ้นเพื่อช่วยให้คนเป็นคนดีมีศีลธรรม และนำความร่มเย็นเป้นสุขมาสู่โลกมนุษย์

ทำไมเรายังรีรอที่จะปฏิบัติตามล่ะ?

สรุป
กว่าที่เราจะผ่านอุปสรรคทั้ง 4 ประการมาจนกระทั่งได้พบสัจจธรรมนั้นยากยิ่งเสียเหลือเกิน ถ้าหากไม่มีบุญกุศลและบุญสัมพันธ์ที่เราผูกพันกับ "พระพุทธะ" มาแต่ชาติปางก่อนแล้ว เราก็จะต้องจมอยู่ในอบายมุข หมกมุ่นอยู่แต่ในเรื่องโลกอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ฉะนั้นการได้รับการถ่ายอทอดวิถีธรรมของเราไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เราได้รู้วิถีธรรมเดียวกันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระอริยะทั้งหลาย ผู้ซึ่งต้องฟันฝ่าความทุกข์ยากลำบากและเสียสละอย่างใหญ่หลวงมาก่อนที่จะได้รับ

แต่เวลานี้เราไม่เป็นเช่นั้น หลายคนได้รับโดยง่ายดายจึงไม่รู้ถึงคุณค่าอันสูงส่งของอนุตตรธรรม ดังมีคำพูดว่า "เมื่อรับโดยง่าย ก็ทิ้งไปโดยง่าย"

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้กล่าวไว้ว่า


"เกิดเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่ง
พบสัจจธรรมวาระ 3 ยากยิ่งกว่า
บัดนี้พร้อมทั้งร่างและสัจจธรรม
สาธุชนเร่งบำเพ็ญพ้นเกิดตาย"





****************************