ในปีคริสตศักราช 527 ตรงกับรัชสมัยของราชวงค์ เหลียง ของจีน พระสังฆปรินายกองค์ที่ 28 "พระโพธิธรรม" ได้นำพุทธศาสนานิกายเซ็น (ญาน) สู่แผ่นดินจีน นับเป็นพระปรมาจารย์องค์ที่ 1 ผู้วางรากฐานนิกายเซ็นขึ้นในประเทศจีน องค์จักรพรรดิ์แห่งรางวงค์เหลียงในขณะนั้น "พระเจ้าเหลี่ยงบู๊ตี่" พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก บ่อยครั้งที่ทรงฉลองพระองค์ตามอย่างอุบาสกชาวพุทธทรงเสวยพระกระยาหารเจ และเจริญพระพุทธมนต์อยู่เสมอๆ พระจักรพรรดิ์เหลียงบู๊ตี่ ได้อาราธนาพระโพธิธรรมไปยังพระนครหลวง นานกิง แล้วตรัสถามว่า "นับตั้งแต่เราขึ้นครองราชย์ เราได้สร้างวัดวาอารามมากมาย สร้างหนังสือพระไตรปิฏกต่างๆ ถวายภัตตาหารเจแต่พระภิกษุสงฆ์ อนุญาตให้กุลบุตรกุลธิดาออกบวชและบริจาคทานนับไม่ถ้วน ทั้งหมดนี้จะได้รับบุญกุศลสักเพียงใด? พระโพธิธรรมได้ตอบว่า "การกระทำเช่นนั้นไม่ได้เป็นทางนำมาซึ่งกุศลแต่อย่างไรเลย เป็นเพียงแค่โลกียกรรมอันนำมาซึ่งเทวสมบัติเท่านั้น กุศลที่แท้นั้นคือ การได้เข้าถึงความรู้แจ้งแห่งจิตอันบริสุทธิ์ น่าอัศจรรย์และสมบูรณ์ยิ่งแก่นแท้นั้นคือ "ความว่าง" เพราะฉะนั้นบุคคลผู้รู้เพียงโลกียธรรม ย่อมไม่สามารถได้รับกุศลใดๆ เลย" พระโพธิธรรมหยั่งรู้ว่า พระจักรพรรดิ์ เหลียง บู๊ ตี่ ยังไม่สามารถเข้าใจในความหมายของท่านจึงทูลลาจากไป เมื่อไปถึงยังฝั่งแม่น้ำแยงซี พระธรรมจารย์โพธิธรรมได้ถอนต้นอ้อ ต้นหนึ่งโยนลงไปในแ่น้ำที่กำลังไหลเชี่ยว แล้วจึงกระโดดลงไปยืนบนต้นหญ้าเล็กๆ นั้นลอยข้ามน้ำไป ท่านเดินทางมุ่งสู่ทิศเหนือและได้พำนักอยู่ ณ วัดเส้าหลินในที่สุด ในยุคแรกเริ่มเมื่อหลายพันปีก่อน จิตวิญญาณที่มาจากแดนนิพพาน แม้ได้เกิดกายเป็นมนุษย์ขึ้นบนโลกนี้ แต่พวกเขาทั้งหลายยังคงไว้ซึ่งจิตใจที่บริสุทธิ์ มีความเมตตากรุณา และไม่ทำความชั่วใดๆ ครั้งหมดสิ้นอายุขัยตายไป จิตวิญญาณของเขาก็กลับสู่นิพพานทันที แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป มนุษย์เริ่มค่อยๆ เกิดความเห็นแก่ตัว สะสมอารมณ์ ก่อความโลภ ความโกรธ ความหลง ขึ้นในจิตใจเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งกล้ากระทำสิ่งเลวร้าย ผิดบาป ด้วยเหตุนี้จิตวิญญาณของคนยุคหลัง จึงไม่สามารถกลับคืนสู่นิพพานได้อีก นอกเสียจากว่าเขาจะได้ชำระหนี้ของการกระทำชั่วทั้งหมด และชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วดังเดิมเสียก่อน ฉะนั้นเพื่อจะลบล้างความชั่วชำระล้างหนี้สินบาปเวร เขาต้องสร้างบุญกุศล บุญกุศลเป็น "กรรมดี" ที่สามารถชำระล้างความชั่วละลายเคราะห์กรรมลงไได้ แต่การกระทำความดีอย่างเดียวนั้นย่อมไม่เพียงพอ เราต้องทำความดีด้วยความตั้งใจจริงที่จะปรับปรุงแก้ไขและเปลี่ยนตัวเรา เป็นคนใหม่ให้ได้ กุศลที่แท้จริงจะบังเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยที่พร้อมทั้ง 2 ประการ คือ การกระทำทางกายบวกเข้ากับเจตนาในการกระทำ สำหรับเจตนารมณ์อันเป็นแรงผลักดันให้เกิดกุศลที่แท้จริงนั้นเราจะกล่าวในภายหลัง ขณะนี้เรารู้ถึงความสำคัญของการทำดีกันแล้ว แต่เราจะทำได้อย่างไร? เริ่มต้นที่ไหน? พระองค์ธรรมมารดาได้ทรงกำนหแนวทางสร้างบุญไว้ 3 วิธีให้แก่พวกเราดังนี้ 1. ใช้ทรัพย์เป็นทาน 2. ใช้ธรรมเป็นทาน 3. ใช้แรงกายเป็นทาน 1. ใช้ทรัพย์เป็นทาน ทำไมเราจึงต้องบริจาคเงิน? ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ หรือถาวระวัตถุในสถานธรรมและวัดวาอาราม อันเป็นสาธารณสมบัติ ต้องใช้เงินทองเพื่อทะนุบำรุงรักษาทั้งสิ้น ปัจจัยต่างๆ ไม่ใช่จะเนรมิตขึ้นมาได้ ต้องอาศัยสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าใจความสำคัญของธรรมสถาน ช่วยกันบริจาค และรู้ถึงความจำเป็นที่ต้องดูแลรักษา สถานธรรมเป็นที่ที่เรามาร่วมกันเพื่อศึกษาวิถีธรรม สถานธรรมเป้นเหมือนบ้านที่จิตวิญญาณของเรามารับการฟื้นฟู ฉุดช่วย ญาติธรรมจึงรุ้สึกรักและผูกพัน อยากจะถนอมรักษาไว้ ด้วยเหตุนี้เราจึงเต็มใจและจริงใจร่วมกันบริจาคปัจจัยต่างๆ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และปราศจากข้อแม้ใดๆ ไม่ว่าจะบริจาคเพียงหนึ่งบาดหรือหนึ่งล้านบาทขอเพียงเรามีความศรัทธาจริงใจเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ที่จำนวนมากหรือน้อย นอกจากการบริจาคทะนุบำรุงสถานธรรมแล้ว การให้ทรัพย์เป็นทานยังอาจกระทำได้โดย ช่วยเหลือให้ผู้อื่นออกไปเผยแพร่วิถีอนุตตรธรรมในต่างแดน เราทราบกันแล้วว่า อนุตตรธรรมอุบัติขึ้นในแผ่นดินจีนโบราณและกระจายออกไปสู่ไต้หวัน และประเทศในเอชียตะวันออกเฉียงใต้เรื่อยมาจนถึงประเทศไทย นักะรรมอาวุโสของเราในอดีตท่านได้ทำมากยิ่งกว่าการบริจาคทรัพย์ ท่านต้องเสียสละทุกอย่างผ่านความทุกข์ยากลำบากอย่างโชกโชน บางท่านถึงกับเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อนำพาอนุตตรธรรมนี้มาให้ชาวโลก หากมิใช่ความบากบั่นพากเพียรของท่านเหล่านั้นแล้ว พวกเราจะมีโอกาสมาร่วมกันอยู่ในที่นี้หรือ? ถ้าเรามีความสำนึกในพระคุณของท่าน เดี๋ยวนี้เป็นเวลาของเราที่ต้องรูจัก "การให้" แล้ว เราต้องเอาเยี่ยงอย่างนักธรรมในอดีต ผู้มีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยการ "ให้" ตลอดชีวิต เราจะต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อนำวิถีอนุตตรธรรมนี้ให้แพร่กระจายออกไป ฉุดช่วยผู้คนในโลกอีกมากมาย ทรัพย์เป็นทาน หมายถึง การบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือในงานธรรมะโดยปราศจากความตระหนี่ ถี่เหนียวหรือเสียดาย จากพระคัมภีร์ไบเบิล (ลูกา 21 : 1-4) พระองค์ทอดพระเนตรเห็นคนมั่งมีทั้งหลายนำเงินมาใส่ในตู้บริจาคทาน พระองค์ทรงเห็นหญิงหม้ายคนหนึ่งเป็นคนยากจนนำสตางค์แดงสองสตางค์มาใส่ด้วย พระองค์ตรัสว่า "เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า หญิงหม้ายยากจนคนนี้ได้บริจาคไว้มากกว่าคนทั้งปวง เพราะว่าคนทั้งหลายได้เอาเงินเหลือใช้ของเขามาบริจาค แต่หญิงหม้ายคนนี้ขัดสนที่สุด ยังเอาเงินที่มีอยู่ สำหรับเลี้ยงชีวิตของตนมาใส่จนหมด" 2. ให้ธรรมะเป็นทาน ฟ้าเบื้องบนไม่สามารถพูด ผืนแผ่นดินไม่สามารถเอ่ย ต้องอาศัย "คน" เผยแพร่สัจจธรรมในโลกนี้ ให้ธรรมะเป็นทานหมายถึง การบอกให้ผู้คนได้รู้ถึงข่าวดีเกี่ยวกับอนุตตรธรรมบอกให้เขาได้รู้ถึง "หลักสัจจธรรม" อันเป็นคำสอนของพระศาสดาและนักปราชญ์ อริยะทั้งหลาย เพื่อให้เขาได้สามารถเข้าใจปริศนาธรรม ที่ซ่อนเร้นไว้ในพระคัมภีร์ทั้งหลาย ธรรมทานไม่ได้หมายถึง การบรรยายบนแท่นบรรยายเท่านั้น แต่สามารถทำได้หลายทาง เมื่อใดก็ตามที่เราได้เอ่ยปากพูดถึงอนุตตรธรรมให้ผู้คนได้ยินได้ฟังและนำพาเขาให้ได้รับการถ่ายทอดวิถีธรรม นั่นคือ เรากำลังมอบของขวัญล้ำค่าให้แก่เขา การให้ทรัพย์สินเงินทองเป็นทานอาจมีขีดจำกัด แต่การให้ธรรมะเป็นทานไม่มีสิ้นสุด ขอเพียงเรามีปากที่จะพูดเท่านั้นก็สามารถให้ธรรมะเป็นทานได้ นักธรรมอาวุโสจำนวนไม่น้อยทานไม่รู้หนังสือเลย แต่ดูเถิว่า ท่านได้บรรลุสิ่งใดในขณะนี้ เพราะคำพูดทุกคำที่ท่านพูด ออกมาจาก "ใจ" คำพูดของท่านมีความจริงใจ ซึ่งหลั่งไหลสัจจธรรมเข้าไปไว้ในจิตใจของผู้คน จนกระทั่งคนทั้งหลายสามารถสัมผัสได้ถึงความสูงส่งในจิตญาณของท่าน ฉะนั้น การให้ธรรมะเป็นทานไม่ใช่การพูดอย่างสละสลวยงดงามไพเราะท่านั้น แต่ต้องกระทำตามด้วย อันเป็นวิธีที่จะทำให้ผู้อื่นรู้และสามารถเข้าใจวิถีอนุตตรธรรม องค์พระวิสุทธิ์อาจารย์ทั้งหลาย เช่น พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ ท่านจอมปราชญ์ขงจื้อ ฯลฯ ทุกพระองค์บอกให้ผู้คนรู้ถึงสัจจธรรมอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยคำพูดและการกระทำของท่าน 3. ให้แรงกายเป็นทาน การใช้แรงกายเป็นทาน เป็นกุศลทานที่มีขอบเขตกว้างขวางที่สุดในบรรดาการให้ทานทั้ง 3 ประเภท เพราะหมายถึง "อะไรก็ได้" ยกตัวอย่างเช่น การทำกิจวัตรประจำวัน ได้แก่ ทำครัว เช็ดถูพื้น ทำความสะอาด ฯลฯ หากเราปฏิบัติภาระกิจเหล่านี้ด้วยความตั้งใจจริงที่อยากให้ผู้มาเยือนและญาติธรรมทุกท่าน ได้รับความสะดวกสบายและเป็นสุขจากการทำงานของเราได้ใช้แรงกายเป็นทาน ให้แรงกายเป็นทานนี้ทุกคนสามารถทำได้ตราบใดที่เราเต็มใจ "ให้" เพราะในโลกนี้มีงานที่ต้องทำอยู่เสมอไม่มีสิ้นสุด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ในระหว่างการประชุมธรรม 1 วัน ที่ประเทศสิงคโปร์ พระอาจารย์จี้กงของเราได้เสด็จลงประทับทรงเพื่ออบรมสั่งสอนญาติธรรมในชั้นเรียน พระอาจารย์ได้เรียก ผู้ช่วยคนครัวสตรีท่านหนึ่งออกมาและมอบลูกท้อแก่เธอ แล้วกล่าวว่า "อย่าคิดว่า เธอผู้นี้เป็นเพียงผู้ช่วยในครัวเท่านั้น เธอพูดไม่เก่งและรู้ไม่มาก แต่แม้จริงแล้ว เธอมีกุศลมากกว่าทุกคนในที่นี้ เธอได้ให้อย่างเงียบๆ ไม่เคยบ่น เวลาและความเพียรพยายามที่เธอได้อุทิศให้แก่ประโยชน์สุขส่วนรวมและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความยินดีและเต็มใจ กุศลนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ได้สำเร็จด้วยการกระทำของเธอแล้ว" จากการให้ทานทั้ง 3 ประเภท เราคงเห็นแล้วว่าทุกคนมีโอกาสที่จะบริจาคทานได้ ถ้าหากเรายินดีและเต็มใจทำ เราอาจจะยากจนหรือร่ำรวย มีการศึกษาหรือไม่มีก็ได้ แต่ทุกคนสามารถร่วมในการสร้างกุศลทาน ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่งแน่นอน การรู้จักแต่เฉพาะการสะสมบุญ ยังไม่เพียงพอสำหรับการบรรลุะรรม ที่เราต้องรู้จักสร้าง "บุญ" คือ ความดีทั้งหลาย ก็เพื่อให้บังเกิด "กุศล" คือ ทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด "กุศล" คือ การทำให้สะอาด แบ่งออกเป็น 3 ประการ คือ 1. กุศล ทาง "กาย" 2. กุศล ทาง "ปาก" 3. กุศล ทาง "จิตใจ" 1. กุศลทางกาย การอาบน้ำทุกวัน ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้กายบริสุทธิ์ มันเป็นเพียงการทำความสะอาดร่างกายภายนอกเท่านั้น การทำกายให้บริสุทธิ์เน้นถึงว่า เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร ? เราไม่จำเป็นต้องแต่งกายโอ่อ่าหรูหราราวกับพระราชา แต่ควรจะแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย บางคนแต่งตัวเกินเลยสมัยมากไป ผู้คนไม่มองเราแค่เสื้อผ้ารูปกายภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เขาจะมองเข้าไปถึงอุปนิสัยใจคอ การทำงานและความรับผิดชอบของเราด้วย การแต่งกายให้เหมาะถูกกาลเทศะ สามารถบ่งบอกอุปนิสัยใจคอของเรา เพราะฉะนั้น ความคิดของผู้ที่มีต่อตัวเรานั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราทำตัวอย่างไร เครื่องแต่งกายไม่ได้บอกทุกสิ่งทุกอย่าง การสร้างกุศลทางกายยังครอบคลุมไปถึง ความสุภาพอ่อนน้อม มีอุปนิสัยที่สำรวมระมัดระวังในกิริยามารยาท รู้จักรักษาระเบียบวินัยซึ่งแสดงออกในที่สาธารณะ เช่น การถ่มถุย บัวน้ำลาย หรือสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เป็นนิสัยไม่ดี ถือเป็น "อกุศลทางกาย" การกรทำที่ไม่สะอาดสร้างความรังเกียจแก่ผู้อื่น "กุศลทางกาย" มีความหมายรวมไปถึง สถานที่ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ถ้าเราต้องการแสวงหาความรู้เพื่อบำเพ็ญ เราควรจะไปสถานธรรมหรือแหล่งบันเทิงเริงรมย์ แน่นอน ! สถานธรรมเป็นที่ที่ดีกว่าในการฝึกบำเพ็ญตัวเรา ในสถานธรรมเรามีโอกาสเรียนรู้คำสั่งสอนและหลักปฏิบัติของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันจะเป็นผลดีต่อตัวเองและผู้อื่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์และนักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวว่า "ต่อร่างกายนี้ข้าพเจ้ามีทั้งรักและกลัวมัน" ทำไมท่านจึงกลัวเช่นนั้น? ก็เพราะเราสามารถสร้างสมบุญกุศลทั้งหลายได้ก็โดยอาศัยร่างกายนี้ แต่เราก็สามารถสร้างบาปกรรมโดยใช้ร่างกายนี้เช่นกัน 2. กุศลทางปาก ความบริสุทธิ์ทางปากมี 2 ประการ ได้แก่ "สิ่งที่เราใส่เข้าไปในปาก และสิ่งที่ปากเอาออกมา" ความหมายก็คือ สิ่งที่เรากินเข้าไปและสิ่งที่เราพูดออกมานั่นเอง ประการแรก เรากำลังพูดถึงว่า "เรากินอะไร?" สำหรับผู้บำเพ็ญอนุตตรธรรมจุดมุ่งหมายของเราก็คือ ความเมตตากรุณา ดังนั้น การกินเจอาหารเจ ซึ่งทำให้เราหยุดยั้งการฆ่าและไม่ทำให้ผู้อื่นต้องเจ็บตายอย่างทุกข์ทรมาน จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้บำเพ็ญเมตตาที่แท้จริง การกินเจต้องปฏิบัติด้วยความยินดี และเข้าใจถึงจุดประสงค์อย่างถ่องแท้ เราไม่สามารถจะบังคับให้ผู้อื่นกินเจได้ เรามีหน้าที่เพียงแต่ชี้แจงให้ผู้คนรู้ถึงเหตุผลที่ถูกต้องชอบธรรมในการกินเจ จนกระทั่งเขาเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งและปฏิบัติเองด้วยความเชื่อมั่นและเป็นสุขใจ เกี่ยวกับกุศลทางปากอีกประการหนึ่ง คือ "เราพูดอะไร?" ด้วยคำพูดและวิธีพูดที่ถูกต้องของเรา จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด และสร้างความเข้าใจดีต่อทุกคน หากเราใช้คำพูดที่ไม่สมควร ผลที่เกิดขึ้นก็คือความวุ่นวายยุ่งเหยิงคำพูดที่ไม่ถูกต้องของเราสามารถทำลายตัวเองและผู้คนทั้งหลาย คำพูดที่ดีนำความรื่นรมย์สงบสุขมาสู่สังคม คำพูดที่ไม่ดีจะนำความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง และแม้แต่เป็นชนวนให้เกิดสงคราม ฆ่าฟันประหัดประหารกัน ก็ด้วย "คำพูดของคน" นั่นเอง ฉะนั้นผู้บำเพ็ญธรรมต้องรู้จักพิจารณาและระมัดระวังคำพูดของตนอยู่ทุกขณะ "ก่อนที่จะพูดสิ่งใดออกไป ควรคิดทบทวนให้ดีอย่างน้อย 3 รอบ" ปากของคนเราก่อกรรมชั่วด้วยคำพูด 4 อย่าง ได้แก่ 1. พูดโกหก 2. พูดส่อเสียด 3. พูดหยาบคาย 4. พูดเพ้อเจ้อ 1. พูดโกหก ถ้าเราเคารพสัจจธรรมเราไม่พูดโกหา หากเราพยายามหลีกเลี่ยงการพูดโกหาเสมอๆ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนใกล้ชิดก็จะไว้วางใจ และให้ความเคารพยำเกรง แต่ถ้าคนเราโกหกครั้งแรกแล้วไม่มีใครจับผิดเขาได้ เขาก็จะโกหกมากขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ในที่สุดจะไม่มีใครเชื่อถือไว้วางใจอีกเหมือนกับนิทานเรื่อง "เด็กเลี้ยงแกะ" ที่ชอบพูดโกหาโดยเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน สุดท้ายก็พบกับการสูญเสียอย่างมหันต์ เจตนารมณ์ในคำพูดของเราสำคัญมาก เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริง ในบางโอกาสก็ควรจะหลีกเลี่ยงคำพูดที่ตรงเกินไป เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจหรือได้รับความอับอาย เราต้องพิจารณาถึงเหตุและผลอันสมควร ความรู้สึกของผู้อื่น สถานการณ์เป็นต้น และที่สำคัญเราต้องใช้มโนธรรมสำนึกที่ดีงามเป็นหลักในการพูด 2. พูดส่อเสียด คำพูดเสียดสีเยาะเย้ย ก่อทำให้เกิดความขุ่นเคืองและการทะเลาะเบาะแว้งขึ้นในระหว่างผู้คน คนที่พูดส่อเสียดมักจะพูดด้วยจิตใจที่ไม่ดี แอบแฝงไว้ด้วยเจตนาร้ายมุ่งทำลายชื่อเสียงผู้อื่น ผู้บำเพ็ญธรรมควรพูดแต่ในสิ่งที่จะทำให้เกิดความสามัคคี ปรองดอง เข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่พูดให้เกิดความบาดหมางสาปแช่งซึ่งกันและกัน 3. พูดหยาบคาย คำพูดที่หยาบคายมีแต่จะก่อให้เกิดความโกรธแค้นและเจ็บใจ ไม่มีใคอยากได้ยินแม้แต่ตัวเราเองก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราควรใช้คำพูดที่สุภาพ อ่อนโยนตลอดเวลา 4. พูดเพ้อเจ้อ การพูดเพ้อเจ้อบั่นทอนสติดสัมปัชชัญญะทำลายสมาธิในการทำงาน คนที่ใช้เวลาไปกับการวิพากวิจารณ์นินทาว่าร้ายผู้อื่น เท่ากับตัดหนทางความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง มีหนำซ้ำยังจะสร้างศัตรูและนำโชคร้ายมาสู่ชีวิต ดังนั้น เราคงเห็นแล้วว่า ปากเราจะบริสุทธิ์สะอาดเป็นกุศลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำพูดที่พูดออกมา พระพูทธเจ้าได้ทรงแนะข้อพิจารณา 5 ข้อก่อนที่เราจะพูด คือ 1. ฉันพูดความจริงหรือไม่ ? 2. ฉันพูดจาอ่อนโยนหรือไม่ ? 3. ฉันพูดในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือไม่ ? 4. ฉันพูดด้วยเจตนาที่ดีหรือไม่ ? 5. ฉันพูดถูกเวลาและถูกสถานที่หรือไม่ ? 3. กุศลทางใจ ถ้าเราคิดในสิ่งที่ชั่ว........เราก็ลงนรก ถ้าเราคิดในสิ่งดี............เราก็ขึ้นสวรรค์ คนที่รวบรวมเอาความคิดที่ชั่วร้ายก็จะกลายเป็น "ปีศาจ" (สัญญลักษณ์ของความชั่ว) คนที่มีความคิดที่ดีงาม ก็เป็นเหมือน "พระโพธิสัตว์" การสร้างกุศลทางกายและทางปากเราสามารถมองได้จากการกระทำที่ปรากฏ แต่การสร้างกุศลทางใจเป็นเรื่องภายในที่ไม่อาจมองเห็น การหลีกเลี่ยงความคิดที่จะทำลายผู้อื่นและเก็บรักษาความคิดที่ดีไว้ จะทำให้เราปลอดโปร่ง ความรู้สึก โลภ โกรธ หลง อันเป็นรากเหล้าของความชั่ว ซึ่งจะดึงเราสู่นรก หากเราคิดในสิ่งที่ดีจิตใจก็ย่อมป็นสุขเหมือนอยู่ในแดนสวรรค์ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด คือ การที่เจตนารมณ์ของเราไม่ยึดติดในกุศลทานทั้ง 3 ได้แก่ 1. เมื่อเราบริจาคสละทรัพย์สินเงินทองออกเป็นทานแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าเราจะได้ผลบุญตอบแทนสักเพียงใด จิตใจคิดถึงแต่ว่าเงินทองที่สละไปแล้วจะฉุดช่วยคนมากน้อยเท่าใด 2. เมื่อเราสนทนาพูดคุยกับผู้คนถึงหลักธรรมคำสอนในวิถีอนุตตรธรรม ก็รู้สึกเหมือนได้ตักเตือนเพิ่มเติมความเข้าใจให้แก่ตัวเองมากขึ้น จิตใจมีแต่ความสว่างไสว ปราศจากความวิตกกังวลขุ่นข้องใจใดๆ 3. เมื่อเราสมัครใจเสียสละแรงกายออกช่วยภาระกิจงานธรรมทั้งหลาย ในจิตใจมีแต่อยากรับใช้เอาใจใส่ดูแลให้ผู้อื่นได้รับความสุขความสบายใจ เมื่อใดที่เรามีเจตนารมณ์ต่อการบริจาคทานทั้ง 3 เช่นนั้น เมื่อนั้นบุญกุศลที่แท้จริง ก็จะบังเกิดขึ้นในจิตใจของเรา การที่เรา "สร้างความดี" ก็คือ ได้สะสม "บุญ" การที่เรา "ทำใจให้บริสุทธิ์" ก็คือ ได้สะสม "กุศล" ทั้งบุญและกุศลต้องกระทำควบคู่กันไป "บุญ" ช่วยลบล้างกรรมชั่วที่เราเคยทำไว้ในอดีต "กุศล" ช่วยให้เราห่างไกลจากความชั่ว และเปลี่ยนแปลงชะตาไปสู่ชีวิตใหม่ การบำเพ็ญธรรมเป็นหนทางที่ยาวไกล ระหว่างทางสู่ "การบรรลุธรรม" บุญกุศลที่เราสะสมไว้จะต้องถูกนำออกมาใช้ทั้งหมด
****************************